การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เรียกได้ว่าเป็นที่จับตาของคนแทบทั้งโลก ซึ่งก็ไม่เว้นคนไทย ข่าวทุกช่องจะต้องมีอัปเดตอยู่เป็นช่วง ๆ สำนักข่าวออนไลน์ก็มีการติดตามผล และบทวิเคราะห์ต่าง ๆ ออกมามากมายแทบจะทุกชั่วโมงเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้สมัครทั้งสองอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “โจ ไบเดน” มีคะแนะคู่คี่สูสี เบียดกันไปเบียดกันมา และปฏิกิริยาของทั้งคู่ต่อผลที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ คนไทยหลายคนลุ้นจนเหมือนตนเป็นพลเมืองอเมริกา
จากสถิติของ Google คำค้นหาประจำปี 2563 (ข้อมูลวันที่ 16 ธันวาคม 2563) พบว่า “US Election 2020” เป็นคำค้นหาที่คนไทยค้นหามากที่สุดเป็นอันดับที่ 7 จาก 10 อันดับ และเป็นคำค้นหาเดียวที่เป็นเรื่องราวจากต่างประเทศ
ถ้าอย่างนั้น ปรากฏการณ์นี้บอกอะไรเรา เพราะคำค้นหาที่เหลืออีก 9 คำ ล้วนเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศทั้งสิ้น แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยก็ยังสนใจการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา จนติดอยู่ใน 10 อันดับคำค้นหา Tonkit360 จะพามาดูสาเหตุคร่าว ๆ ที่ว่าทำไมคนไทยจึงสนใจการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2020 มากขนาดนี้
สหรัฐอเมริกา (ยัง) เป็นมหาอำนาจของโลก
แม้ว่าทุกวันนี้บังลังก์มหาอำนาจโลกของสหรัฐอเมริกาจะเริ่มสั่นคลอนจากความพยายามของจีนแล้วก็ตาม แต่อเมริกาก็ยังคงครองบัลลังก์นี้อยู่ ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “มหาอำนาจ” เพราะฉะนั้น ท่าทีและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของอเมริกาล้วนมีผลต่อโลก ยิ่งโดยเฉพาะการแข่งขันทางอำนาจของอเมริกาและจีน รวมถึงอีกหลาย ๆ ประเทศที่อเมริกาเข้าไปมีบทบาทจนทำให้มีประเด็นระดับโลกอยู่หลายครั้ง ก็ไม่แปลกที่คนไทยจะอยากรู้ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของอเมริกาจะเป็นใคร เพราะนโยบายของเขาย่อมมีผลต่อโลกและประเทศไทย
อย่างที่เราเห็น อเมริกามีบทบาทอย่างมากบนเวทีโลก และรัฐบาลอเมริกาเองก็ถือว่ามีอิทธิพลมากเช่นกัน ด้านเศรษฐกิจและการค้าโลกก็ใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ จึงนับได้ว่าอเมริกาเป็นต่อประเทศอื่น ๆ ทำให้ทั่วโลกตามจับตานโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายทางการทูต นโยบาลทางการทหาร เป็นต้น
สหรัฐอเมริกามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
คำว่า “เศรษฐกิจ” อาจดูไกลตัว แต่แท้จริงแล้วเศรษฐกิจเป็นเรื่องของปากท้องคน ในเมื่ออเมริกามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของอเมริกามีผลต่อการค้าขาย การทำธุรกิจ และปากท้องของคนทั่วโลก รวมถึงคนไทย ทั้งอิทธิพลของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาในช่วงที่ผ่านมาอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น ก็มีผลกระทบต่อไทยเรา การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก และเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยก็ใช้สกุลดอลลาร์สหรัฐด้วย
เศรษฐกิจของอเมริกาใหญ่เป็นที่สุดของโลกมาตั้งแต่ปี 1871 ในปี 2019 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของสหรัฐมีมูลค่ามหาศาลถึง 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งเศรษฐกิจของอเมริกายังคิดเป็นสัดส่วนราว ๆ 20 เปอร์เซ็นต์ของผลิตผลทั่วโลก ส่งผลให้อเมริกามีบทบาทสำคัญบนเวทีโลกในทุก ๆ ด้าน ที่ทั่วโลกยังต้องแคร์
ที่จริงแล้ว เรื่องภาพรวมเศรษฐกิจลักษณะนี้ แต่ก่อนจะมีเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ อย่างนักลงทุน นักธุรกิจ นักวิชาการ ครูอาจารย์ ฯลฯ ที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด แต่พอมีเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องคนไทยกว่าช่วงที่ผ่านมา (ช่วงที่ไม่มีโรคระบาด) คนทั่วไปจึงได้ยินชื่ออเมริกากันถี่ขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และสนใจมากขึ้น
สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 1 ของไทย
ข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตลาดส่งออกสำคัญของไทยในปี 2020 (ช่วงมกราคม-ตุลาคม 2563) อเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 884,707.8 ล้านบาท คิดเป็น 14.8 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญ หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2019 มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังอเมริกาในปีนี้ยังมากกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่มีเหตุการณ์โรคระบาดที่ทำคนล้มตายกันทั่วโลก และอเมริกาก็เป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของโลก
แต่ภาพรวมการค้าขายระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาก็ยังเป็นไปได้ด้วยดี แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีนโยบายบางอย่างจากอเมริกาภายใต้การนำของทรัมป์ในการทำสงครามทางการค้ากับไทยบ้างเป็นระยะ ๆ จากการอ้างปัญหาต่าง ๆ
ความคิดที่ว่าสหรัฐอเมริกาจะแทรกแซงการเมืองไทย
ต้องบอกก่อนว่าแม้จะเป็นความคิดที่ไม่มีที่มาที่ไปที่เห็นหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็มีคนคิดเช่นนี้จริง ๆ สามารถหาอ่านความคิดเห็น “ส่วนตัว” ของความคิดเหล่านี้ได้ในทวิตเตอร์ จากความเชื่อนี้ก็ให้ผลทั้งทางบวกและทางลบ อย่างที่เราเห็นกันว่าการเมืองบ้านเราในตอนนี้กำลังร้อนแรง และที่ผ่านมาประธานาธิบดีอย่างทรัมป์ก็มักจะมีการเคลื่อนไหวต่อประเทศอื่นในโลกอยู่บ่อย ๆ แม้ว่าความเคลื่อนไหวและคำพูดของเขาจะดูขวานผ่าซากและตรงไปตรงมา จนหลายครั้งก็ดูหยาบคาย แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ทรัมป์ในฐานะผู้นำประเทศ และผู้นำโลกคงคิดมาดีแล้ว
และอย่างที่รู้กันอีกเช่นกัน (แม้ว่าจะมีไม่กี่คนที่รู้แบบจริง ๆ ทะลุปรุโปร่ง) ว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย (ประธานาธิบดีเป็นประมุข) จึงเกิดการนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในบ้านเรา ทำให้การเลือกผู้นำประเทศของอเมริกาในปี 2020 นี้คนไทยสนใจกันมาก จากการสังเกต ก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยได้เห็น ที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักทรัมป์ ชาวบ้านทั่วไปคุยกันว่าใครจะเป็นผู้นำอเมริกา และยังคอยอัปเดตผลการเลือกตั้งให้กันอยู่เนือง ๆ ใช้คำพูดถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่ค่อยจะเห็นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
เมื่อโลกสังคมออนไลน์พยายามจับแพะชนแกะจากข้อมูลที่มีอยู่เพียงน้อยนิด ก็เลยพยายามโยงนั่นโยงนี่เข้าด้วยกัน ซึ่งก็ทำให้จากคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องราวของต่างประเทศ พอมีดราม่าก็เริ่มตามไปอ่าน และตามข่าวได้โดยไม่รู้ตัว
กระแสแบนทุกอย่างที่ Made in USA
ต่อเนื่องมาจากความคิดที่ว่าสหรัฐอเมริกาจะแทรกแซงการเมืองไทย เรื่อยมาจนถึงเรื่องนโยบายของอเมริกาหลาย ๆ อย่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารงานของทรัมป์ ทำให้ช่วงหนึ่งเกิดกระแสแบนทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่า Made in USA หรือทุกอย่างที่เป็นของอเมริกานั่นเอง เคยมีคนพยายามรวบรวมไว้ว่ามีสินค้าหรือบริการอะไรบ้างที่เป็นสัญชาติอเมริกา แล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ จนมีคนเข้ามาแซวขำ ๆ ว่า “ถ้าจะแบบอเมริกาจริงจัง คงต้องเลิกใช้แอปพลิเคชันที่คุณกำลังกดแชร์ข้อมูลนี้ก่อน”
ดังนั้นจึงไม่แปลกหากคนไทยทั่วไปจะสนใจอเมริกามากขึ้น โดยเฉพาะชาวเน็ตไทย อย่างน้อยก็คงจะได้เห็นการแบนต่าง ๆ นานาที่เกิดขึ้นผ่านตาบ้าง เพราะบางครั้งขึ้นเทรนด์ในทวิตเตอร์ ซึ่งก็น่าจะมีผู้ที่เล่นได้ตามเข้าไปอ่านบ้าง
การนำเสนอของสื่อ
อย่างที่กล่าวไปตอนต้น หากเป็นคนในแวดวงวิชาการหรือผู้ที่สนใจข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การติดตามข่าวการเลือกตั้งของอเมริกาไม่ใช่เรื่องใหม่ อันที่จริงเขาคงติดตามทุกความเคลื่อนไหวอยู่แล้ว แต่สำหรับคนทั่วไปที่ต้องหันมาสนใจกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการนำเสนอของสื่อ ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ มีการออกข่าว มีช่วงเชิญนักวิชาการมานั่งวิเคราะห์ มีบทความวิเคราะห์ต่าง ๆ มากมายเด้งขึ้นมาในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้คนที่เปิดค้างไว้ก็พอจะได้รับรู้ข้อมูลผ่านหูบ้าง เมื่อได้ยินแล้วเกิดสงสัย สนใจ ก็จะนำพาเขาไปหาคำตอบต่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นอย่างไร
ความนิยมในการเสพสื่อออนไลน์ที่มากขึ้น
จริงอยู่ที่สื่อกระแสหลักยังไม่ตาย แต่คนวัยทำงาน วัยเรียน (ที่เป็นวัยที่มีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นในทุกวันนี้) มันเป็นช่วงเวลาที่เขาทำงานและเรียนหนังสือ เขาไม่สามารถดูข่าวจากโทรทัศน์ได้ การ (แอบ) อ่านเอาตามสื่อออนไลน์จะเสพได้ง่ายและไวกว่า แม้จะกำลังนั่งทำงานหรือเรียนอยู่ก็ตาม ค้นอ่าน ค้นดูย้อนหลังได้ อะไรที่น่าสนใจก็เซฟเก็บไว้ก่อน พอว่างในช่วงระหว่างเดินทางก็สามารถหยิบมาอ่านได้ มันทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
อีกทั้งเมื่อ 4 ปีก่อน โทรศัพท์มือถือของพ่อแม่ของหลาย ๆ ท่านยังเป็นเครื่อง 2G แต่พอมาวันนี้หลายท่านเปลี่ยนเครื่องมาใช้แบบ 3G หรือ 4G กันมากขึ้น เมื่อสื่อนำเสนออัปเดตแทบทุกชั่วโมง บวกกับการตามอ่านเรื่องต่าง ๆ อยู่ ก็คงทำให้พ่อแม่ ๆ ของหลาย ๆ คนคงจะกดเข้าไปอ่านกันบ้าง ซึ่งถ้าน่าสนสนใจ เขาก็จะตามต่อเอง
ข้อมูลจาก Trade การค้าไทย กระทรวงพาณิชย์






























