Home Inspiration My Dear มีเดีย ช่วงเวลาสุญญากาศเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง

ช่วงเวลาสุญญากาศเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง

สัปดาห์นี้เรียกว่าเป็นสัปดาห์ที่วาร์ปความคิดต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งได้เขียนถึงพี่จิ๊บ (ปิยะพงษ์ ป้องภัย) ในความทรงจำ พอเขียนถึงแล้วก็ทำให้นึกได้ว่า ช่วงเวลาที่ได้ร่วมงานกันนั้น เป็นยุคเริ่มต้นของวงการเวิลด์ไวด์เว็บในเมืองไทย นอกจากการได้ทำงานกับพี่จิ๊บจะเป็บประสบการณ์ที่ดีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จำไม่ลืมคือประโยคบางประโยคและเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมงานในยุคนั้นคนหนึ่งที่ไม่ได้มาทางสาย Content แต่มาทางสายโปรแกรมเมอร์

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ระหว่างที่กำลังนั่งทำงานเพื่อนร่วมงานคนนั้นชะโงกหน้ามาอ่านบทความที่กำลังเขียนค้างบนหน้าจอของผู้เขียน พร้อมกับพูดว่า “ใครจะอ่านอะยาวแบบนี้” พูดจบก็หัวเราะเสียงดัง เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้จี๊ดขนาดไหน ก็ต้องบอกว่ายังจำมาถึงจนทุกวันนี้

ยุคนั้นเรียกว่าเป็นยุคแรกของการเกิดสื่อออนไลน์ในเมืองไทย เวลานั้นมีเพียงแค่ เวิลด์ไวด์เว็บ อีเมล MSN Pirch ก็เรียกว่าเป็นการสื่อสารที่เชื่อมโลกได้เกือบครึ่งใบแล้ว ยังไม่มีใครคิดว่าโลกใบนี้จะต้องเจอกับ โซเชียลมีเดียเหมือนอย่างทุกวันนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่า Model of Success (รูปแบบของความสำเร็จ) นั้นเป็นอย่างไร เพราะเรียกได้ว่าเป็นสื่อใหม่ที่ไม่มีใครคิดว่าจะกลายมาเป็นสื่อหลักได้

เวลาผ่านมา 20 ปีเว็บไซต์กำลังจะกลายเป็นเรื่องเก่า อีเมลคือพื้นฐานในการติดต่อ โซเชียลมีเดีย คือสื่อออนไลน์ที่ขับเคลื่อนสังคม ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานของเราที่หัวเราะเสียงดังในวันนั้น มาวันนี้ยังหัวเราะเสียงดังได้อยู่หรือเปล่า เพราะเวลานี้สิ่งที่คนทำ Content ต่างรู้ดี ว่าถ้าคุณต้องการถูกค้นหาเจอในหน้าแรกของ google คุณต้องเขียน Content ให้ยาว ยิ่งยาวเท่าไรสิ่งก็เท่ากับเป็นการทำ SEO (search engine optimization) ให้กับบทความของคุณเอง

ที่เขียนยาวเล่าเรื่องเพื่อนร่วมงานคนนั้นมาถึงสามย่อหน้า ไม่ใช่เพราะยังเคืองแค้นอะไรต่อกัน เพราะเรื่องผ่านไปนานแล้ว แต่ที่ไม่ลืมเพราะเรื่องนี้คือตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนได้เตือนตัวเองทุกครั้งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ว่าคือช่วงเวลาสุญญากาศที่เปิดประตูโอกาสให้กว้างขึ้น คือ หรือแม้กระทั่งในเวลานี้ที่ผู้คนในแวดวงโทรทัศน์ต่างหวั่นไหวต่อการ Disruption ที่มีต่อวงการทีวี

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันไปหาความน่าสนใจและ Content ที่โดนมากกว่าแพลตฟอร์มที่เรียกว่า สตรีมมิ่งทีวี ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วไม่ใช่เรื่องต้องกังวลถ้าคุณคือคนผลิต Content ที่สามารถคิดรูปแบบ หรือ ปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับความสนใจของคนในปัจจุบันได้ เพราะถ้าทำได้ก็เท่ากับคุณได้จับสองตลาดคือตลาดคนที่ชมโทรทัศน์ กับตลาดของคนที่ดูผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง

แต่ทำไมยังมีคนกังวลใจ สำหรับผู้เขียนนั้นมองว่าคนที่กังวลใจกลุ่มแรก คือกลุ่มที่ทำมานานแล้วและไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง เพราะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในโลกเก่าที่ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ส่วนอีกกลุ่มคือไม่รู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลง เอาเป็นว่าคนทั้งสองกลุ่มจะได้อ่านคอลัมน์นี้หรือไม่ก็สุดแท้แต่บุญกรรม ถ้าได้อ่านก็ขอให้อ่านบรรทัดต่อจากนี้ให้ดีนะคะ

ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนรุ่นเก่าแล้วไม่สามารถปรับตัวเองได้ คุณลองไปเปิดยูทูปแล้วดู Sondhi Talk รายการบนยูทูปของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ที่บัดนี้อยู่ในวัย 73 ปี และทำรายการวิเคราะห์ข่าวแบบวันแมนโชว์ ความยาวคลิปแต่ละครั้งมีไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง และในปีหน้าจะมีแอปพลิเคชันเป็นของตนเอง

หรือสถานีที่เรียกได้ว่าเป็นพี่ใหญ่ของวงการโทรทัศน์อย่างช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณ ที่ปัจจุบันคือ ดิจิทัลทีวีช่อง 35 ที่ผู้บริหารตั้งอกตั้งใจปั้น Bugaboo TV ด้วยการเอาละครนำ ตามด้วยกีฬาจนมาถึงจุดที่มีผู้รับชมไม่น้อย และจำชื่อ Bugaboo TV ได้ว่าหมายถึง Content ของช่องไหน

ที่เลือกสองตัวอย่างที่เรียกว่าเป็น Big Name ของวงการมาให้ได้อ่านเพราะจะได้เห็นว่า เส้นทางของคนทำสื่อโทรทัศน์นั้นยังคงเปิดกว้าง อยู่ที่ว่าคุณจะปรับตัวได้หรือไม่ เพราะถ้ายังหลงอยู่กับความสำเร็จเก่า ๆ ที่จบลงไปนานแล้ว และคิดว่าความสำเร็จนั้นจะพาให้รอดได้ ก็คงต้องบอกว่า “เตือนแล้วนะ” และอยากทิ้งท้ายว่า

“นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนที่มีไอเดีย และอยากพิสูจน์ให้เห็นว่า ไอเดีย ของคุณนั้นมันใช้งานได้จริง เพราะคุณจะไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบใด ๆ เพราะถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่า จากสตรีมมิ่งทีวีแล้ว จะมีความเปลี่ยนแปลงระลอกใหม่เกิดขึ้นอีกเมื่อไร แต่อย่างน้อยถ้าคุณผ่านครั้งนี้ไปได้ สัญชาติญาณการเอาตัวรอดของคุณจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ”