
ทุกวันนี้ “อาชญากรรม” สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ และทุกเวลา จากสถิติฐานความผิดคดีอาญาทั่วประเทศในปี 2562 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีคดีความที่เป็นฐานความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ ได้รับแจ้งมากถึง 18,130 ราย ส่วนฐานความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ก็ได้รับแจ้งมากถึง 51,564 ราย ดังนั้น เราควรจะรู้วิธีป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย และวิธีการเอาตัวรอดเมื่อภัยถึงตัว
1. ตั้งสติ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาคับขันคือ สติ น้อยที่สุดการไม่ตื่นตูมจะทำให้เราได้มีเวลาคิดที่จะเอาตัวเองให้รอดจากสถานการณ์เสี่ยงไปได้ พยายามมองหาทางหนีทีไล่ แต่หากประเมินแล้วว่าไม่มีทางให้หนีเลย ก็เปลี่ยนมามองหาสิ่งของใกล้ตัวที่พอจะนำมาเป็นอาวุธป้องกันตัวได้ หรือถ้าคิดว่าไม่รอดแน่ถ้าจะสู้ ก็เปลี่ยนไปใช้อุบายอื่น อีกทั้งการที่เรานิ่งสงบจะสยบความเคลื่อนไหวได้ คนร้ายจะเดาทางเราไม่ออกว่าเราจะทำอะไรต่อไป ซึ่งช่วยถ่วงเวลาไว้ได้เช่นกัน
2. ไม่พาตัวเองไปอยู่ในที่เสี่ยง
เป็นวิธีป้องกันการเกิดอาชญากรรมที่ดีที่สุด จะไปไหนมาไหนให้คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้มาก เพราะขนาดกลางวันแสก ๆ ยังเกิดเหตุการณ์ฉกชิงวิ่งราวได้เลย ฉะนั้นหากไม่จำเป็น ก็อย่าเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เสี่ยงจะเกิดอาชญากรรม แต่สำหรับบางคนก็อาจจะหลีกเลี่ยงยาก อย่างคนที่จำเป็นต้องกลับบ้านดึก ๆ หรือทางเข้าบ้านมืดเปลี่ยว ก็ต้องศึกษาเส้นทางที่พอจะหลบภัยได้ไว้บ้างในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
3. อย่าพกอาวุธที่ตัวเองไม่ชำนาญ
หลายคนคิดว่าการพกอาวุธติดตัวจะช่วยให้ตัวเองเอาตัวรอดได้ ซึ่งช่วยได้จริง แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ชำนาญการใช้อาวุธ จะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำเพราะอาวุธของตัวเอง หากคนร้ายเป็นผู้ชาย ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกแย่งอาวุธไปจากมือ หากจวนตัว ลองใช้สิ่งของติดตัว เช่น ปากกา กุญแจ เข็มขัด รวมถึงอวัยวะอย่างฟันหรือเล็บในการจู่โจมจุดอ่อนของคนร้าย หรืออาจพกอุปกรณ์ที่ส่งเสียงดัง ๆ จะช่วยให้คนหันมาสนใจ ประวิงเวลาให้เราหนีได้ด้วย
4. ร้องขอความช่วยเหลือ
วิธีการร้องขอความช่วยเหลือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ หากเราได้ดูละคร จะพบว่าคนร้ายที่บุกเข้าประชิดตัวเรามักจะอ้างว่าเป็นเรื่องของ “ผัวเมีย” เพื่อไม่ให้คนอื่นเข้ามายุ่งหรือให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นเราควรที่จะชิงออกตัวก่อนว่าเรากำลังถูกคุกคาม อาจเป็นการร้องว่าถูกลวนลาม ร้องว่าถูกขโมยของ ตะโกนว่าไฟไหม้ หรือเรียกคนช่วยแบบเจาะจง เช่นเดียวกับการให้คนเรียกรถพยาบาล ร้องให้ดังที่สุด จะมีโอกาสที่คนจะหันมาสนใจและให้ความช่วยเหลือได้มากกว่า
5. อย่าพยายามสู้หรือขัดขืน แต่ใช้การเจรจา
หากไม่เป็นเทควันโดสายดำหรือกัปตันทีมคาราเต้ ถ้าเราประเมินแล้วว่าเราสู้ไม่ได้ก็อย่าพยายามสู้ จะเหนื่อยเอาเสียเปล่า ๆ เอาแรงที่มีอยู่ทั้งหมดมาใช้หาทางรอดด้วยปัญญาจะดีกว่า เพราะมีหลายครั้งที่เหยื่อถูกทำร้ายเนื่องจากต่อสู้ขัดขืน คนร้ายบางคนยิ่งเราแรงใส่มันก็ยิ่งแรงกลับ ควรให้ใช้วิธีเจรจาหว่านล้อมเพื่อซื้อเวลาให้เราได้มองหาทางหนีทีไล่ เมื่อคนร้ายตายใจค่อยวิ่งหนี หรือจู่โจมจุดอ่อนของคนร้ายเมื่อคนร้ายเผลอ
6. โยนทรัพย์สินให้ไกลตัว
“เงินทองเป็นของนอกกาย หากไม่ตายก็หาใหม่ได้” ถ้าคนร้ายประสงค์ต่อทรัพย์สิน ขอให้ห่วงชีวิตมากกว่าข้าวของ พยายามโยนของสิ่งนั้นไปให้ไกลตัวที่สุด และควรพกโทรศัพท์ไว้กับตัวตลอดเวลา ไม่ใช่ต้องมาควานหาในกระเป๋า รวมถึงควรมีเงินที่แยกพกไว้ต่างหากติดตัวอยู่เสมอ ในกรณีที่ถูกจี้ปล้นจนหมดตัวก็ยังพอมีเงินกลับบ้านหรือเดินทางไปแจ้งความได้
7. ตั้งเบอร์โทรฉุกเฉินที่พร้อมโทรออกแม้ล็อกโทรศัพท์
สมาร์ทโฟนปัจจุบันจะมีฟังก์ชันการตั้งค่าเบอร์โทรฉุกเฉิน เพื่อให้เราสามารถติดต่อหาคนสำคัญหรือคนที่จะช่วยเหลือเราได้แม้โทรศัพท์จะล็อกอยู่ เพราะเราคงไม่มีเวลามากพอที่จะปลดล็อกโทรศัพท์แล้วหาเบอร์โทรออก มือถือบางรุ่นบางยี่ห้อ โทรศัพท์จะโทรออกอัตโนมัติเมื่อมีการเขย่า หรือสัมผัสตามปุ่มต่าง ๆ และบางรุ่นก็ยังส่งตำแหน่งของเราให้กับปลายทางได้รู้ได้ด้วย หากเราเปิดสัญญาณ GPS ไว้ ซึ่งควรศึกษาการใช้งานไว้ จะช่วยเซฟชีวิตเราได้มาก
8. ระมัดระวังตัวตลอดเวลา
ควรสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัวหรือสังเกตคนแปลกหน้าที่มีท่าทีไม่น่าไว้วางใจ อย่ามัวแต่เดินก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ หรือเสียบหูฟังแล้วเปิดเพลงเสียงดังชนิดที่ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างเลย นอกจากนี้ มีวิธีแนะนำสำหรับคนที่จำเป็นต้องยืนรอรถคนเดียวในที่มืด ๆ ดึก ๆ ให้พยายามหากำแพงที่พอจะยืนพิงได้ เพื่อปิดช่องทางการจู่โจมจากทางด้านหลังในขณะที่เราเผลอ เมื่อถูกจู่โจมทางด้านหน้า ก็ไม่ต้องคอยพะวงหลังว่าจะมีคนร้ายเข้าหาอีกหรือไม่ด้วย
9. บอกกล่าวคนใกล้ตัวเสมอ
จะไปไหนมาไหนควรที่จะบอกกล่าวคนใกล้ตัวไว้เสมอ หากไม่สะดวกบอกว่าไปทำอะไร บอกแค่สถานที่ไว้ก็ยังดี เพราะหากเราหายตัวไปหรือติดต่อไม่ได้ จะช่วยจำกัดวงการค้นหาลงได้มาก รวมถึงเมื่อมีโทรศัพท์ฉุกเฉินไปขอความช่วยเหลือ แต่เราไม่มีโอกาสได้พูดหรือบอกกับคนปลายสาย คนปลายสายก็ยังพอจะไปตามหาได้ถูกที่เพราะเราเคยบอกไว้ ซึ่งจะรวดเร็วกว่าการค้นหาตำแหน่งจากสัญญาณ GPS แน่นอน






























