เคยฟังเพลง My Way ที่ขับร้องโดย Frank Sinatra กันไหมคะ ท่อนแรกจะร้องว่า “And now the end is near and so I face the Final Curtain” และชื่อคอลัมน์วันนี้ก็มาจากเนื้อเพลง My Way นี่แหละค่ะ สัปดาห์ที่ผ่านมา นั่งฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกเชื่อมโยงกับสำนวน Final Curtain ในเนื้อเพลง กับข่าวสารที่ได้รับมาจากแวดวงทีวีไทย Final Curtain เป็นสำนวนฝรั่งที่เปรียบเปรยมาจากองก์สุดท้ายของละครช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะถึงตอนจบ
ซึ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวสารของแวดวงทีวีดิจิทัลไม่ค่อยดีนัก นอกเหนือจากที่ได้ยินข่าวผู้บริหารทีวีดิจิทัลอีกหนึ่งท่านได้ลาออกก่อนกำหนดสัญญา รายงานของนีลเส็นที่ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาในช่องทีวีดิจิทัลที่ลดลง ไม่รวมการปลดพนักงาน หรือเลิกจ้างพนักงานในแวดวงการโทรทัศน์ ที่มีมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุระบาดของไวรัส หรือแม้แต่เรตติ้งการติดตามชมของผู้ชมของทีวีดิจิทัล ก็ลดลงอย่างน่าใจหาย เวลามีการรายงานอันดับเรตติ้งถึงกับมีคนอุทานกับอันดับของบางช่องที่ร่วงอย่างน่าใจหาย ทำให้หลายคนออกปากบ่นให้ผู้เขียนฟังว่า “น่าจะถึงช่วงสุดท้ายของวงการทีวีแล้ว”
เอาเข้าจริงถ้าเอเยนซี่หรือผู้บริหารทีวีดิจิทัล จะหันมามองความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลอย่างจริงจังก็น่าจะได้คำตอบไม่ยากว่าถึงช่วงสุดท้ายของวงการทีวีจริงหรือไม่ อย่างปีที่แล้ว “แฮชแท็ก” ติดอันดับในทวิตเตอร์ ชนิดที่กลายเป็นกระแสแบบปากต่อปากอย่าง “ปรมาจารย์ลัทธิมาร” ซึ่งทำให้ WeTV สตรีมมิ่งที่มี Tencent เป็น back up แจ้งเกิดได้อย่างสวยงามและกลายเป็นซีรีส์ที่ทำให้เกิดกลุ่มแฟนคลับขนาดใหญ่ในเมืองไทย กับปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ทีวีดิจิทัลหลายช่องหันไปซื้อซีรีส์จีนเข้ามาฉาย แต่ทว่าเรตติ้งไม่ได้ดีอย่างที่คิดเอาไว้
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น คำตอบคือการรับชมของผู้ชมในเมืองใหญ่ หรือคนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ชอบที่จะรับชมความบันเทิงเฉพาะที่ตนชอบ และรับชมกันผ่านสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์มากกว่าทีวี พวกเขายินดีจ่ายเงินเพื่อดูซีรีส์ผ่านแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งเป็นรายเดือนมากกว่าจะรับชมโฆษณา พวกเขาไม่อยากรอตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า แต่ต้องการดูให้ได้มากที่สุดเท่าที่ต้องการ ในขณะที่การรับชมรายการโทรทัศน์กลายเป็นเรื่องของคนรุ่นเก่า ที่ไม่คุ้นเคยกับการดูอะไรยาว ๆ บนสมาร์ทโฟน และยังชอบการดำเนินละครแบบในอดีต ซึ่งเท่ากับว่าตอนนี้ตลาดของผู้ชมมีสองกลุ่ม และกลายเป็นว่าเป็นสองกลุ่มที่มีผู้ให้บริการรองรับแยกกัน
เอาเข้าจริง ทีวีดิจิทัลหลายช่องพยายามจะพัฒนาแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งของตัวเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการทำสตรีมมิ่งหรือ OTT (Over the top TV) นั้นต้องมีซีรีส์หรือรายการที่เป็นธงนำ เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกอยากติดตาม แต่ลักษณะแอปพลิเคชันของทีวีดิจิทัลที่กำลังพยายามทำกันอยู่ในเวลานี้ คือการโยนทุกสิ่งที่มีอยู่ในช่องลงไปบนแพลตฟอร์ม ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิด Engagement หรือสร้างความจดจำได้สักเท่าไร แต่กลายเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการดูย้อนหลังมากกว่า ขณะที่สตรีมมิ่งบางเจ้าในเมืองไทยก็พยายามทำซีรีส์ให้ฉายควบคู่กันไปทางทีวีดิจิทัล และแอปพลิเคชันของตนเอง แต่ปรากฏว่าเรตติ้งไม่เป็นที่น่าประทับใจ เพราะกลุ่มคนดูเป็นคนละกลุ่มกัน
คุณผู้อ่านอ่านมาถึงตรงนี้อาจรู้สึกเหมือนผู้เขียนที่รู้สึกว่าเรื่องราวของวงการโทรทัศน์ไทยช่างขาด ๆ เกิน ๆ เหมือนไม่อยากก้าวเดินต่อ ซึ่งเรื่องราวจะดีกว่านั้นมากถ้าทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่รู้จักกลุ่มคนดูอีกกลุ่มใหญ่ของไทย กับผู้ให้บริการเนื้อหาบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ใช้จุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน สิ่งที่จะได้คือก้าวสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของแวดวงทีวีไทย และจะเป็น Final Curtain ก่อนที่จะเปิดหน้าม่านใหม่ ที่จะทำให้คนจากโลกเก่า และคนในโลกใหม่ได้ก้าวเดินไปพร้อมกัน ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ได้ไกลเกินฝัน อยู่ที่ว่าทั้งสองฝ่ายจะเปิดใจมากขนาดไหนเท่านั้นเอง
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ









![Pump Speed by Idemitsu : [UNCUT] Hypercar ธรรมดาไป “พี่อรรถ-arto” เล็ง F1car!](https://tonkit360.com/wp-content/uploads/2026/04/B483F27A-3DCF-4288-A9FB-0A6DE5632600-218x150.jpg)



















