
แม้ว่าหลายคนอาจจะ “ไม่อิน” กับการ “สาดน้ำ” ในเทศกาลสงกรานต์ ที่นับวันจะทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ และไร้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม แต่ก็คง “ไม่ชิน” อยู่เหมือนกันที่สงกรานต์ปีนี้จะเงียบเหงา ไร้การสาดน้ำเหมือนเคย
นี่เป็นอีกครั้งที่พวกเราจะได้บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เมื่อสงกรานต์ปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่
…วันที่ 13-15 เมษายน ไม่ใช่วันหยุดราชการ
…งดเว้นการจัดงานสงกรานต์ทุกระดับ
…งดเว้นการเดินทางกลับภูมิลำเนา
…งดเว้นการรดน้ำขอพรญาติผู้ใหญ่ทุกกรณี
…งดเว้นการรวมตัวกันของคนหมู่มาก
…งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ในหลายจังหวัด)
…ห้ามเล่นน้ำ หรือตั้งถังสาดน้ำหน้าบ้าน
แม้บรรยากาศของสงกรานต์ในปี 2563 จะเปลี่ยนไป หลายคนไม่มีโอกาสได้กลับไปกราบบุพการีที่ต่างจังหวัด หลายคนไม่ได้เล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในสถานการณ์เช่นนี้
หากอยากกลับมาดำเนินชีวิตแบบปกติให้ได้โดยเร็ว ก็จำเป็นต้องยุติการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้ได้โดยเร็วที่สุดเช่นกัน ซึ่งเวลานี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในบ้านเราลดจำนวนลงแล้วแม้ว่ายังแกว่งอยู่บ้าง แต่ถือว่าดีกว่าที่โรงพยาบาลศิริราชเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้มาก จากที่เคยประเมินไว้ว่าช่วงสงกรานต์เราอาจได้เห็นจำนวนผู้ติดเชื้อสูงกว่า 350,000 คน หากคนไทยยังไม่ให้ความสำคัญเรื่อง Social Distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคมระหว่างกัน 1-2 เมตร
ณ ตอนนี้ ยอดที่เป็นจริงยังอยู่เพียงหลักพันเท่านั้น ซึ่งอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่เริ่มใส่ใจเรื่องการป้องกันตนเองและผู้อื่น รวมถึงปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อ และแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีคนบางจำพวกที่คิดว่าตนเองมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ โดยถือคติ “กฎมีไว้แหก” เหมือนที่ออกมาล่อเป้าตำรวจกันอยู่ทุกคืนในช่วงเวลาของการเคอร์ฟิว
จนหลายคนถึงกับเอ่ยปากว่า ถ้า COVID-19 เป็นโรคที่ “ไม่ติดต่อ” หรือไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับคนอื่นได้ ก็อยากจะให้คนเหล่านี้ติดเชื้อไปเสียให้หมด จะได้ไม่ต้องออกมาสร้างความเดือดร้อนและความรำคาญใจให้กับใคร ๆ อีก!






























