Home Inspiration My Dear มีเดีย เมื่อความบังเอิญ ไม่มีอยู่จริงกับสติในการดำเนินชีวิต

เมื่อความบังเอิญ ไม่มีอยู่จริงกับสติในการดำเนินชีวิต

“สแตนลีย์ มิลแกรม” นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน เจ้าของทฤษฎี 6 ช่วงคน ระบุว่าคนเรามีความเชื่อมโยงไปถึงกันไม่เกิน 6 คน แต่คุณเชื่อไหมว่าเมืองไทยเนี่ยใช้แค่เพียง 3 ช่วงคนก็เชื่อมโยงกันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ดังนั้นจงมีปิยวาจาไว้จะดีที่สุด เป็นคำเตือนจากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือกัน

ซึ่งท่านก็ได้ยกเอา ทฤษฎี 6 ช่วงคน หรือ Six Degrees of Seperation มาเตือนใจผู้เขียน เป็นทฤษฎีที่คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้เห็น หรือได้ยินกันมาบ้าง แม้ว่าจะเป็นทฤษฎีที่ยังถกเถียงกันมาจนถึงทุกวันนี้ว่ามีความถูกต้องในทางปฎิบัติมากน้อยขนาดไหน

เอาเข้าจริงแล้วถ้าจะอธิบายให้ง่ายเข้า “ทฤษฎี 6 ช่วงคน” ก็จะอยู่ในอารมณ์ที่เราจะรู้สึกว่า โลกกลม และบางครั้งก็กลมจนน่ากลัว และเรื่องราวแบบนี้ ทำให้เกิดการตรวจสอบพฤติกรรมบุคคลย้อนหลังได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างง่ายๆ ที่จะลองทดสอบทฤษฎี 6 ช่วงคน อาทิ น้องนุ่น นักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด เธอจะมีความเกี่ยวข้องไปถึงนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร มาดูกันค่ะ

  1. น้องนุ่นจบจากมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือ ครอบครัวอยู่ทางภาคเหนือมาตลอด แต่น้องนุ่นอยากหาประสบการณ์ชีวิตเลยมาทำงานในกรุงเทพฯ
  2. น้องนุ่นได้งานในตำแหน่งประสานงาน เจ้านายน้องนุ่นเคยทำงานให้กับล็อบบี้ยีสต์ท่านหนึ่ง และยังคงรักษาสัมพันธ์เอาไว้อยู่
  3. ล็อบบี้ยีสต์ ที่เจ้านายน้องนุ่นทำงานให้รู้จักกับนักการเมืองหลายพรรค และในจำนวนนั้นมีนักการเมืองในระดับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล
  4. นักการเมืองในระดับแกนนำรู้จักกับนายกรัฐมนตรี จะเห็นว่าความเชื่อมโยงของน้องนุ่นนั้นแค่ 4 ช่วงคนเท่านั้นเอง และถ้าจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็คงประมาณ -1/+1

ที่หยิบเรื่องทฤษฏี 6 ช่วงคนมาพูดคุยกับคุณผู้อ่านในเช้าวันจันทร์แบบนี้ เพราะรู้สึกว่าการอยู่ในสังคมทุกวันนี้ ต้องคอยระวังกันให้มากว่าการกระทำของเรานั้นจะกระทบใครมากน้อยขนาดไหน เพราะเอาเข้าจริงแล้วตั้งแต่ก่อนจะมีโซเชียลมีเดีย โลกก็แคบอยู่แล้ว ยิ่งพอมีโซเชียลมีเดีย ที่เคยมีถึง 6 ช่วงคนนั้นอาจแคบลงมาเหลือแค่ 2 ช่วงคนเลยก็ได้

เมื่อความเชื่อมโยงระหว่างเราแคบลง สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงให้มากคือการสื่อสาร เคยสังเกตกันไหมว่า ทุกวันนี้เราติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น หากแต่ความเข้าใจจากภาษา คำพูด หรือ ท่าทางในการสื่อสาร กลับลดน้อยลง หรือบางครั้งเข้าใจผิดไปกันคนละเรื่องไปเลย

ผู้เขียนเองเคยผิดพลาดจากการสื่อสารในโลกที่เทคโนโลยีทำให้คนเราได้ใกล้กันมาแล้ว ด้วยแอปพลิเคชั่น พูดคุย ด้วยการอ่านแบบผ่านๆ จนทำให้ถามคำถามเดิมเข้าไปในห้องสนทนา จนทำให้เพื่อนเข้าใจผิดคิดว่าไปกวนประสาท สุดท้ายลงเอยด้วยการต้องโทรศัพท์มาคุยกัน

หากความเชื่อมโยงกันของคนในสังคมทำให้โลกนี้ช่างกลมอย่างน่ากลัว ยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือความตั้งใจในการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้นช่วงเวลาที่สังคมเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ผู้คนบอกต่อข่าวลือข่าวลวง สิ่งสำคัญที่คุณจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดีพอๆ กับการใส่หน้ากากอนามัย คือ ดูแลใจและสติตนเองให้ดี เพื่อไม่ให้หลงเกิดอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งเร้ารอบด้าน

ทั้งนี้ขอยกเอาหลักกาลามสูตรที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงาย โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ

  1. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา
  2. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา
  3. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ
  4. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
  5. อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ (การคิดเอาเอง)
  6. อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน (คาดคะเน)
  7. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
  8. อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
  9. อย่าปลงใจเชื่อมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
  10. อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

วันจันทร์นี้ขึ้นต้นด้วย “ทฤษฎี 6 ช่วงคน” แต่ปิดท้ายด้วย หลัก “กาลามสูตร” ดูจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันที่มีความเชื่อมโยงได้อย่างนึกไม่ถึง ดำเนินชีวิตอย่างมีสติและพิจารณาค่ะ และคุณจะรู้ว่า “ความบังเอิญ” ไม่มีอยู่จริง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า