Home Trending Story Trend ในประเทศ ถึงเวลาล้างบ้านโลกโซเชียลกันหรือยัง

ถึงเวลาล้างบ้านโลกโซเชียลกันหรือยัง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามในใจอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งว่า “ทำไมเราถึงต้องเชื่อข้อมูลทางโซเชียลมีเดีย” “ทำไมคนสูงอายุถึงชอบแชร์ข้อมูลสุขภาพผิดๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย” และ “ทำไมบางคนถึงยอมไว้ใจคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันในชีวิตจริงจนทำให้เห็นเกิดอาชญากรรมหลายต่อหลายครั้ง” 

คำถามข้างต้นน่าจะเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนในยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียทุกแพลทฟอร์มมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตในสังคม และถึงแม้โซเชียลมีเดียจะทำให้ผู้คนเข้าถึงกันง่ายขึ้น 

แต่ด้านมืดของโซเชียลมีเดีย ที่เจ้าของบ้านในทุกแพลทฟอร์มเปิดบ้านให้คนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ไม่ได้ระมัดระวังว่าจะเกิดการส่งต่อความเกลียดชัง ความเชื่อแบบผิดๆ ไปจนถึงข่าวลวง อันทำให้ทุกวันนี้ โซเชียล มีเดียกลายเป็นแหล่งรวมข้อมูลอันเป็นเท็จ และ ไม่สามารถหาต้นตอที่มาที่ไปจนทำให้ผู้คนเข้าใจผิดต่อข้อเท็จจริง 

1.

โทนี่ เฟอร์นานเดซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชีย ได้ประกาศปิดบัญชีเฟซบุ๊ค ของตนเองหลังจากที่คลิปกราดยิงในเมืองไคร์สเชิร์ท ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายบนแพลทฟอร์มของเฟซบุ๊ค ขณะเดียวกัน เฟอร์นานเดซ ยังระบุด้วยว่า “อาจจะปิดบัญชีทวิตเตอร์ของตนเอง ถ้าความเกลียดชังยังคงเต็มไปทั่วทั้งเครือข่าย” 

แม้ โทนี่ เฟอร์นานเดซ อาจจะมีผู้ติดตามจำนวนไม่สูงเท่าเซเลบริตี้ ชื่อดังแต่ ชื่อของ โทนี่ เฟอร์นานเดซ นั้นขายได้ด้วยตนเอง การที่เขาลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ยิ่งทำให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจ 

เหตุการณ์กราดยิงที่ไคร์สเชิร์ท นั้นเกิดขึ้นเพราะการถูกปลูกฝังชนิดฝังหัวของฆาตกร ที่ได้รับสารมาจากโซเชียลมีเดีย เรื่องผู้อพยพและชาวมุสลิมในแง่ลบ  เมื่อถูกบอกกล่าวซ้ำอยู่เรื่อยๆ พร้อมกับสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ ฆาตกรรายดังกล่าว จึงตัดสินใจก่อเหตุ แถมยัง Live ผ่านเฟซบุ๊ค เป็นเวลายาวนานถึง 17 นาที

คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่และส่งต่ออย่างรวดเร็ว แม้ว่าทางเฟซบุ๊ค จะพยายามลบทิ้งก็ไม่สามารถทำได้ทันท่วงที จนทำให้ คลิป ดังกล่าวแพร่กระจายไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ และ ทำให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ค หลายคน รวมไปถึงโทนี่ เฟอร์นานเดซ ออกมาเรียกร้องให้เฟซบุ๊ค รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ค ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการส่งต่อสารที่เป็นยาพิษ อันเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อสังคม 

2. 

เมื่อช่วงปลายปี 2018 เด็กหนุ่มวัย 18 ปีรายหนึ่งในสหรัฐอเมริกาออกมาประกาศว่าเขาเพิ่งได้รับการฉีดวัคซีนเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขามีอายุถึงเกณฑ์ในการตัดสินใจเอง เด็กหนุ่มรายดังกล่าวเปิดเผยว่า พ่อแม่ของเขา อยู่ในกลุ่มแอนตี้ วัคซีน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอยู่อย่างเปิดเผยบนเฟซบุ๊ค และ มีการเผยแพร่ข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งยังไม่มีผลการศึกษาอย่างเป็นทางการ 

แต่ข้อมูลของกลุ่มแอนตี้ วัคซีน ที่ถูกแชร์ผ่านเฟซบุ๊ค ก็ทำให้พ่อและแม่ของเด็กหนุ่มรายดังกล่าว เชื่ออย่างหมดใจว่า การฉีดวัคซีน อาจส่งผลกระทบทางสมอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเชื่อดังกล่าวนั้นยังไม่มีผลการศึกษาทางการแพทย์อย่างแท้จริง และ ทำให้ชายหนุ่มรายดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโปลิโอ หัด หรือคางทูม เพราะไม่ได้รับวัคซีนป้องกันตั้งแต่เด็ก 

เฟซบุ๊ค ได้แสดงความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งานที่ได้รับข้อมูลผิดๆเรื่องการฉีดวัคซีนจนทำให้มีกลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีน ด้วยการจำกัดการเข้าถึงไปจนถึงการลบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาอันก่อให้เกิดความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน 

แต่ดูเหมือนว่าวิธีดังกล่าวจะไม่ได้ผลสักเท่าไร

3. 

ในเมืองไทย การส่งต่อข้อมูลสุขภาพที่ผิด หรือ ข่าวสารที่บิดเบือนความจริงนั้นมีมาโดยตลอด ดังเช่นความเชื่อที่ว่าการดื่ม น้ำมะนาวผสมโซดา จะทำให้ฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ก็มีคนนำไปใช้ และ แชร์ต่อให้ว่อนโลกออนไลน์ จนทำให้ มีผู้ป่วยอันเนื่องจากดื่มน้ำมะนาว ผสม โซดา มากเกินไป ต้องเข้ารับการรักษาอาการลำไส้อักเสบ

ด้วยความที่ยุคสมัยนี้ ผู้คนทุกชนชั้นและอาชีพสามารถเข้าถึงการใช้งานโซเชียลมีเดียได้ง่าย การส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง จีงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันสื่อกระแสหลัก ก็หันมาหยิบเอาข้อมูลจากโซเชียล มีเดีย ไปทำเป็นข่าวโดยไม่มีการตรวจสอบ ทำให้ความน่าเชื่อถือจากสื่อลดลง และผู้คนก็หันไปเชื่อสิ่งที่ส่งต่อมาทางสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า 

เมื่อข้อมูลข่าวสาร ถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง อาจจะถึงเวลาแล้ว ที่โซเชียลมีเดีย ในทุกแพลทฟอร์ม ต้องล้างบ้านตัวเองครั้งใหญ่ ดังเช่นที่โทนี่ เฟอร์นานเดซ ได้โพสต์ข้อความ เอาไว้ในทวิตเตอร์ว่า 

“เฟซบุ๊คควรจะแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ต่อเหตุการณ์เลวร้ายทีเกิดขึ้นจากการใช้งานผ่านแพลทฟอร์มของตนเอง ผมเองก็เป็นเหยื่อคนหนึ่งของข่าวลวงต่างๆในเฟซบุ๊ค รวมไปถึงภาพของความเกลียดชังตลอด 17 นาที  ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำความสะอาดกันครั้งใหญ่ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว”