Home Inspiration My Dear มีเดีย งาน – เงินและความรักในงานที่ทำ

งาน – เงินและความรักในงานที่ทำ

สักประมาณสองสัปดาห์ก่อน มีดราม่ากันในทวิตเตอร์เรื่องเงินเดือน ที่ผู้เขียนติดตามอ่านอย่างเมามัน เพราะตัวเลขแต่ละคนทั้งที่ในสายอาชีพเดียวกันยังต่างกันมากมาย หรือ เด็กที่จบใหม่ก็มีรายได้ที่ไม่เท่ากัน ขณะที่รุ่นพี่ๆ ก็รำลึกความหลังกันว่า สมัยตนเองนั้นได้เงินเดือนกันเท่าไร เป็นแบบนี้เลยขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวกันสักหน่อย

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้วที่วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ 8,000 บาท สมัยนั้นข้าวแกงจานละ 20 บาทน้ำมันยังลิตรละ 9 บาท และด้วยความที่จบมาทางด้านภาษาศาสตร์ทำให้การเริ่มต้นทำงานของผู้เขียนในช่วงปีแรกๆจึงมากกว่า 8,000 บาท และในช่วงนั้นก็ยังคงส่งใบสมัครงานไปยัง หนังสือพิมพ์กีฬา ฉบับใหญ่ของประเทศ (ไม่ต้องเดาค่ะมีฉบับเดียว) ด้วยความที่ชอบงานแปล อยากทำงานแปลที่เกี่ยวกับกีฬามาก สุดท้ายก็ถูกเรียกสัมภาษณ์ ตอนนั้นเงินเดือนของผู้เขียนกับที่เดิมในฐานะนักแปลนั้นอยู่ในหลักหมื่น (แน่นอนว่าเป็นตัวเลขเงินเดือนที่ไม่น้อยเลย)

เมื่อไปสัมภาษณ์ พร้อมกับทำบททดสอบด้วยการแปลเทเล็กซ์ (การส่งข่าวสารทางโทรพิมพ์) แน่นอนว่าความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องกีฬา ประกอบกับทักษะที่เรียนมาทางด้านภาษาทำให้ผู้เขียนสอบผ่านได้ไม่ยากนัก เมื่อมีการนัดหมายเพื่อเริ่มงานก็มีการแจ้งเงินเดือนว่าอยู่ที่ 8,000 บาท มีพิเศษให้ 500 บาทในฐานะที่จบมาทางด้านภาษาโดยตรง และมีงานแปลนิตยสารเล่มอื่นในโรงพิมพ์ให้ได้ทำเพื่อเป็นรายได้เสริม

คุณคิดว่าการตัดสินใจจะจบลงแบบไหน คำตอบคือผู้เขียนปฏิเสธทำงานกับหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับดังกล่าว ด้วยเหตุผลง่ายๆของคนในวัย 20 ต้นๆที่ดันเอาเงินเดือนเป็นตัวตั้ง และคิดว่าค่าตอบแทนปัจจุบันได้เยอะกว่าและมีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่ถ้าทำที่สำนักพิมพ์ดังกล่าววันหยุดไม่แน่นอนและ เงินก็ยังน้อยกว่ามากด้วย

และนั่นคือการตัดสินใจผิดครั้งสำคัญอันทำให้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะเหมือนผู้เขียนจะหลงทางไปกับการเลือกงานให้กับตนเอง โดยเอาเงินเดือนเป็นที่ตั้ง ยิ่งได้มากก็ยิ่งรู้สึกว่าเรายิ่งอยู่ห่างจากงานที่เราอยากทำ ยิ่งได้มากก็ใช้มากเพื่อซื้อความสนุกความสุขให้กับตนเองเพราะไม่สามารถหามันได้จาการทำงาน

แล้วโอกาสที่สองในการกลับไปสู่เส้นทางสื่อสิ่งพิมพ์ก็กลับมาอีกครั้ง รอบนี้เป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ต้องการสร้างหน้ากีฬาขึ้นมา แต่ต้องแลกกับการลดเงินเดือนของตนเองลงเกือบ 30 เปอร์เซนต์ ครั้งนี้ผู้เขียนไม่ลังเล ที่จะตอบรับและยินยอมได้เงินเดือนที่น้อยกว่าที่เก่า และหลังจากทำงานไปได้ประมาณครึ่งปี ด้วยความสนุกอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนเงินเดือนก็ถูกปรับ มีงานพิเศษเข้ามาให้ทำ รายได้เกือบจะกลับไปเท่ากับที่เก่าที่ลาออกมา และเหนืออื่นใดคือมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำเป็นครั้งแรก เพราะรู้สึกได้ว่าไม่ต้องใช้เงินไปหาความสุขจากที่ไหน ความสุขคือการทำงานตรงหน้า

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเล่าให้กับรุ่นน้องหลายคนฟังบ่อย เล่าเพื่อจะบอกเขาว่า “เงินสำคัญนะเพราะมันใช้ผ่อนบ้านผ่อนรถได้ ซื้อความสุขบางอย่างให้เราได้ แต่เราก็ต้องดูด้วยว่า สิ่งที่เราทำเพื่อเงินนั้นทำให้เรามีความสุขมากน้อยแค่ไหน เพราะบางครั้งการทำงานโดยที่ได้ตัวเลขน้อยกว่าแต่ก็ทำให้เรามีความสุขและตั้งใจกับงานนั้น มากกว่างานที่ให้เงินเยอะแต่เราสักแต่ทำให้เสร็จๆไปเพราะไม่ได้ทำด้วยความรัก” หลายคนอาจจะบอกว่า มีเงินแล้วทำอะไรก็ได้พี่ คำตอบคือ ไม่ใช่เสมอไปเพราะกับบางงานนั้นคุณต้องใช้ความรักในการทำงานที่คุณไม่เคยรู้จัก และบอกเลยว่าเมื่อถึงจุดนั้นต่อให้ตัวเลขในบัญชีของคุณจะเยอะแค่ไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ