Home Uncategorized “ฟุตบอลไทยลีก” ใกล้ฟองสบู่แตก จริงหรือ

“ฟุตบอลไทยลีก” ใกล้ฟองสบู่แตก จริงหรือ

 

ภาพจาก FB : BURIRAM UNITED

อะไรก็ตามที่ขึ้นไปอยู่ที่จุดสูงสุด ย่อมตกลงมาเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีกระแสเกิดขึ้นมากมายว่า “ฟุตบอลไทยลีก” กำลังเข้าใกล้คำว่า “ฟองสบู่แตก” เข้าไปทุกขณะ สิ่งที่น่าสนใจคือ ไทยลีกขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วจริงหรือ และอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่คิดเช่นนั้น

ไทยลีกขาลงจริงหรือ

จากยุคที่ฟุตบอลลีกของไทย ต้องพึ่งคณะตลกเป็นตัวชูโรงดึงแฟนบอลเข้าสนาม มาถึงในยุคหนึ่งทุกอย่างเป็นตรงกันข้าม เมื่อตั๋วเข้าชมเกมบิ๊กแมตช์อย่าง “เมืองทองฯ-บุรีรัมย์” กลายเป็นสิ่งล้ำค่า และในยุคเดียวกันเราได้เห็นนักฟุตบอลไทยทำสถิติเป็นเตะที่่ค่าตัวแพงที่สุดในลีก เราได้เห็นทีมจากเจ ลีก เซ็นนักเตะไทยไปร่วมทีม ขณะเดียวกันสโมสรจากประเทศไทยก็ตีตั๋วผ่านเข้าแข่งขันฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มได้ทุกปี ฉะนั้นคงพูดไม่ได้เต็มปากว่านี่คือขาลงของฟุตบอลลีกไทย เพราะทั้งสโมสรและนักฟุตบอลของเรายังมีศักยภาพที่จะก้าวไปไกลกว่านี้ได้อีก หรือจะพูดอีกแบบว่า ขาขึ้น เรายังขึ้นไม่สุดด้วยซ้ำไป

ยอดคนดูลดฮวบจริงไหม

ประเด็นนี้บอกได้เลยว่า จริง 100 เปอร์เซนต์ เอาเฉพาะตัวเลขคนดูเฉลี่ยของบรรดาทีมดังๆ ต้องบอกว่าลดฮวบอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ในปี 2015 มีคนดูเฉลี่ย 19,524 คน แต่ในฤดูกาล 2017 ที่ผ่านมา “ปราสาทสายฟ้า” ที่แม้จะเป็นแชมป์ในฤดูกาลที่ผ่านมา ทว่ามียอดคนดูเฉลี่ยอยู่ที่ 13,890 คน ลดลงจาก 2 ฤดูกาลก่อนกว่า 30 เปอร์เซนต์ ส่วนทีม “สวาทแคท” นครราชสีมา เอฟซี ที่ครั้งหนึ่งในปี 2015 ทำสถิติผู้ชมในสนามเฉลี่ยสูงที่สุดในลีก ถึง 20,846 คน ทว่าในปีที่ผ่านมายอดแฟนบอลลดลงมากว่า 80 เปอร์เซนต์ เหลือเพียงเฉลี่ยนัดละ 5,613 คน เท่านั้น และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือทีมดังอย่าง ชลบุรี เอฟซี มียอดผู้ชมเฉลี่ยเพียง 3,527 คน ลดลงมาจากเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนเกือบจะ 50 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว

อะไรทำให้แฟนบอลลดลง

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าคนไทยมักจะเฮกันไปตามกระแส ซึ่งในช่วงหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ปลุกกระแสฟุตบอลไทยลีกให้ขึ้นมาบูมได้จากนักเตะทีมชาติชุด “โกลเดน บอย” นักเตะอย่าง เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ,สารัช อยู่เย็น และชาริล ชัปปุยส์ กลายเป็นแม่เหล็กที่ดึกแฟนบอลที่ไม่เคยดูไทยลีกให้เขามาดูในสนาม ทว่ามาในยุคปัจจุบัน เมื่อกระแสทีมชาติไทยฟีเวอร์หายไป ก็ทำให้ความนิยมในฟุตบอลไทยลีกลดลงตามไปด้วย ประกอบกับการที่ยุคนี้ ฟุตบอล หาดูง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นดูแบบถูกกฏหมายทั้งทางติจิตอลฟรีทีวี ,เคเบิลทีวี รวมถึงแอพพลิเคชั่นของผู้ถือลิขสิทธิ์ หรือกระทั่งดูลิ้งค์เถื่อนผ่านโลกออนไลน์

ปัญหาล้มบอล

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สุดยิ่งกว่าบุรีรัมย์คว้าแชมป์ด้วยซ้ำไป สำหรับการไล่กวาดล้างผู้ร่วมขบวนการ “ล้มบอล” ที่เมื่อสืบสาวราวเรื่อง กลายเป็นว่า รู้เห็นเป็นใจกันทั้งหมด ทั้งนักเตะ และกรรมการ แต่ที่ยังตามจับไม่ได้คือ ใครคือ “ตัวใหญ่” ที่ยังลอยนวลอยู่ อย่างไรก็ดี แฟนบอลทั่วไปเมื่อได้ทราบข่าวนี้ก็ยิ่งทำให้หมดศรัทธาในวงการฟุตบอลไทย และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความนิยมฟุตบอลไทยลดน้อยถอยลง

รายได้ของสโมสรคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่

มีการเปิดเผยตัวเลขงบประมาณการทำทีมในไทยลีก ในยุคปัจจุบัน หากต้องการที่จะทำให้ทีมติดอยู่ในกลุ่มหัวแถว จะต้องมีงบประมาณการทำทีมระดับ 100-200 ล้านบาท ซึ่งรายจ่ายส่วนใหญ่ของแต่ละสโมสร คือการจ่ายค่าจ้างให้กับนักฟุตบอล โดยเฉพาะซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ รวมถึงผู้เล่นไทยเกรด เอ ระดับทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่มีเงินเดือนทะลุหลัก 1 ล้านบาทแทบจะทุกคน ฉะนั้นรายได้หลักของทุกทีมคือสปอนเซอร์ ไม่ใช่รายได้จากบัตรผ่านประตู และการขายของที่ระลึก เหมือนกับวิถีของทีมฟุตบอลอาชีพในลีกยุโรป ฉะนั้นบอกได้เลย ไม่ว่าจะทีมใหญ่ที่เราเห็นมีเงินถลุงมากมาย หากวัดกันที่รายรับรายจ่ายแบบวิถีบริษัทเอกชนแล้วล่ะก็ บอกได้เลยว่า ขายทุนทุกทีม ฉะนั้นพวกที่เป็นเจ้าของทีมจริงๆ ไม่รักทีมจริง อยู่ไม่ได้ เพราะการทำทีมฟุตบอลไม่ใช่เวทีสำหรับการทำกำไร

“ไทยลีก” มีเพดานเงินเดือนไหม

ในกีฬาฝั่งอเมริกันเกมส์ จะมี เพดานเงินเดือน เป็นตัวกำหนดเพื่อพยายามให้แต่ละทีมมีความเหลื่อมล้ำกันให้น้อยที่สุด ในการจ่ายเงินจ้างผู้เล่นดังๆเข้าสู่ทีม ทว่าในไทยลีกยังไม่มีมาตรการนี้ออกมา จึงทำให้ทีมใหญ่ ทีมที่มีเงินมากก็พร้อมที่จะทุ่มเงินซื้อผู้เล่นซูเปอร์สตาร์เข้าสู่ทีมได้ เพื่อหวังทำผลงานไปสู่ความสำเร็จ ส่วนทีมระดับกลางๆลงไปถึงระดับล่าง ตามรายงานระบุว่า พวกเข้าจะมีงบประมาณ 1 ก้อนเพื่อบริหารทีมใน 1 ฤดูกาล และมีนโยบายอยู่แล้วว่า จะจ่ายเงินจ้างผู้เล่นต่างชาติฝีเท้าดีกี่คน จ้างผู้เล่นไทยเกรด เอ กี่คน และจ้างผู้เล่นในเรทเงินเดือนปกติ (30,000-50,000 บาท) กี่คน ซึ่งทีมเหล่านี้ก็ตั้งเป้าเพียงแค่กลางตาราง หรือเพื่ออยู่ให้รอดในไทยลีกเท่านั้น

สุดท้าย “ฟองสบู่จะแตก” จริงหรือ

จากเหตุผลทั้งหมดที่ไล่เรียงมาทั้งหมด ก็มีแนวโน้มที่ไทยลีกจะก้าวไปถึงคำว่า “ฟองสบู่แตก” แต่คงไม่ใช่ระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในความเป็นจริงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำได้เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงคือการลดจำนวนทีม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของทีมเล็กกับทีมใหญ่ รวมถึงจะทำอย่างไรให้ทุกทีมมีรายได้อยู่ด้วยลำแข้งของตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือพวกนักการเมืองจะต้องหยุดใช้ “ทีมฟุตบอล” เป็นทางผ่านเพื่อหาผลประโยชน์เสียที