Home Work & Living Living ข้อควรรู้ “การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า”

ข้อควรรู้ “การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า”

กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาทันที หลังจากที่นักธุรกิจหญิงคนหนึ่ง นำเครื่องหมายการค้า “NENE ROYAL” ของ “น้องเนเน่ รอยัล” นักร้องและมือกีตาร์ชาวไทยจากจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศจากรายการ America’s Got Talent ซีซันที่ 21 ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยอ้างว่าทำไปเพื่อหวังปกป้องสิทธิและมีเจตนาดี ไม่ได้คิดที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ทว่าก็มีข้อกังขามากมายในสายตาชาวเน็ต นั่นจึงทำให้ล่าสุด นักธุรกิจหญิงผู้นี้ยอมถอนคำขอจดทะเบียนไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) นั้น เป็นการคุ้มครองสิทธิ์ในแบรนด์สินค้าหรือบริการ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำไปลอกเลียนแบบ แล้วสิ่งที่นักธุรกิจหญิงผู้นั้นทำนั้นทำได้หรือไม่ หรือมีสิทธิทำได้หรือไม่

เข้าใจความหมายและประเภทของเครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้า หมายความว่า “ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ เสียงหรือสิ่งเหล่านี้อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน”

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 คุ้มครองเครื่องหมายทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ 

  • เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้ แตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น โลโก้ติดบนขวดน้ำ
  • เครื่องหมายบริการ (Service Mark) เครื่องหมายที่ใช้กับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้ แตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น ตราสัญลักษณ์ของธนาคาร โรงแรม หรือสายการบิน
  • เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อเป็นการรับรองแหล่งกำเนิด ส่วนประกอบ วิธีการผลิต คุณภาพหรือคุณลักษณะอื่นใดของสินค้า หรือเพื่อรับรองเกี่ยวกับสภาพ คุณภาพ ชนิด หรือคุณลักษณะอื่นใดของบริการนั้น เช่น เครื่องหมายรับรองเชลล์ชวนชิม, เครื่องหมายรับรองมอก. เครื่องหมายรับรองฮาลาล
  • เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) เครื่องหมายการค้าหรือบริการที่ใช้โดยกลุ่มบริษัทหรือวิสาหกิจเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่มบุคคลหรือองค์อื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราสัญลักษณ์ของสมาคมการค้า

เครื่องหมายการค้ามีอายุ ไม่ใช่จดครั้งเดียวแล้วจบ!

เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีอายุความคุ้มครอง 10 ปี นับแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน และสามารถขอต่ออายุได้ทุก ๆ 10 ปี ผู้ถือสิทธิจึงต้องติดตามวันหมดอายุและดำเนินการต่ออายุให้ถูกต้องตามกำหนด โดยต้องยื่นต่ออายุล่วงหน้าภายใน 3 เดือนก่อนวันสิ้นอายุ หรือภายใน 6 เดือนหลังวันสิ้นอายุ

เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในไทย ไม่ได้คุ้มครองทั่วโลก

การจดทะเบียนในประเทศไทย ให้สิทธิตามขอบเขตที่กฎหมายไทยกำหนด แต่ไม่ได้ทำให้เครื่องหมายได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติในทุกประเทศ หากต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ ต้องพิจารณายื่นจดทะเบียนในประเทศเป้าหมายหรือใช้ระบบระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนและระยะเวลาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย

ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย คร่าว ๆ มีดังนี้

1. ตรวจสอบชื่อและโลโก้ก่อน ค้นฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อดูว่ามีเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันอยู่แล้วหรือไม่ ควรตรวจทั้งชื่อและรูปแบบโลโก้ที่ต้องการยื่นจด

2. กำหนดว่าจะจดอะไร และครอบคลุมสินค้าใด ตัดสินใจว่าจะยื่นจดชื่อแบรนด์ โลโก้ หรือเครื่องหมายรูปแบบอื่น พร้อมระบุประเภทสินค้าและบริการให้ตรงกับธุรกิจ เพราะขอบเขตความคุ้มครองขึ้นอยู่กับเครื่องหมายและรายการที่ยื่นขอ

3. การเตรียมเอกสาร ใช้แบบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ก.01 พร้อมภาพเครื่องหมายและเอกสารแสดงตัวผู้ยื่น เช่น บัตรประชาชนกรณีบุคคลธรรมดา หรือหนังสือรับรองนิติบุคคลกรณีบริษัท หากมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการ ต้องเตรียมเอกสารมอบอำนาจเพิ่มเติม

4. ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียม สามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือยื่นด้วยตนเองตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนด และชำระค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับจำนวนรายการสินค้าหรือบริการที่จะจดทะเบียน

5. รอการตรวจสอบจากนายทะเบียน นายทะเบียนจะตรวจสอบคุณสมบัติของเครื่องหมายและเงื่อนไขตามกฎหมาย หากมีข้อขัดข้อง อาจมีคำสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง สำหรับระยะเวลาพิจารณา จะใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน (หากใช้ระบบ Fast Track จะลดลงเหลือ 4-6 เดือน) ย้ำว่าหลังยื่นคำขอแล้ว นายทะเบียนยังต้องตรวจสอบว่าเครื่องหมายเข้าเกณฑ์รับจดทะเบียนหรือไม่ และอาจมีขั้นตอนประกาศโฆษณาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านได้ ดังนั้น การได้รับเลขคำขอจึงไม่ใช่หลักฐานว่าการจดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

6. ผ่านการตรวจสอบและประกาศโฆษณา เมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจสอบ จะเข้าสู่กระบวนการประกาศโฆษณาตามกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านภายในกำหนดเวลา

7. รับจดทะเบียนและดูแลสิทธิให้ต่อเนื่อง หากผ่านขั้นตอนที่กำหนดและไม่มีอุปสรรคที่ทำให้จดทะเบียนไม่ได้ ผู้ยื่นจะได้รับการจดทะเบียนและมีสิทธิตามขอบเขตที่กฎหมายรับรอง จากนั้นต้องติดตามวันหมดอายุเพื่อยื่นต่ออายุเมื่อถึงกำหนด

เครื่องหมายที่สามารถยื่นจดได้นั้นต้องมีลักษณะอย่างไร

ก่อนการยื่นจดเครื่องหมายการค้า ย้ำว่าต้องทำการสืบค้นให้แน่ใจก่อนว่าเครื่องหมายของเรานั้นไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วโดยสืบค้นได้ในฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา DIP (ipthailand.go.th) ดังนั้น ต่อให้คิดชื่อขึ้นมาเอง ก็ไม่ได้แปลว่าจะจดทะเบียนได้ทันที เครื่องหมายที่สามารถยื่นจดทะเบียนได้นั้นต้องมีลักษณะที่สำคัญดังนี้

  • ต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ เป็นเครื่องหมายที่โดดเด่น ต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่จะทำให้ลูกค้าสามารถแยกแยะว่าเป็นสินค้าที่แตกต่างไปจากสินค้าอื่น ลักษณะบ่งเฉพาะนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการจดเครื่องหมาย หากเป็นคำทั่วไปหรือคำที่สื่อหรือเล็งถึงสินค้าหรือบริการโดยตรง (แบบคำสามัญทั่วไปที่ใครก็ใช้กัน) จะถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ แต่หากเป็นคำที่ไม่มีความหมาย คำที่ประดิษฐ์ขึ้นและไม่สื่อถึงสินค้าหรือบริการโดยตรง ก็จะมีโอกาสในการรับจดทะเบียนสูง นอกจากนี้คำว่าบ่งเฉพาะยังหมายไปถึงชื่อตัว ชื่อสกุล หรือรูปภาพของบุคคลได้ โดยที่ต้องมีลักษณะพิเศษ
  • ต้องไม่มีลักษณะที่ต้องห้าม ตามมาตรา 8 แห่งพรบ.เครื่องหมายการค้าไทย เช่น เครื่องหมายราชการ หรือลายธงชาติหรือสัญญลักษณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาไม่สามารถนำมายื่นจดขึ้นทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ รวมถึงเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่ “เหมือน” หรือ “คล้าย” กับของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว

ข้อควรรู้อื่น ๆ

  • จดทะเบียนบริษัท ไม่เท่ากับจดเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เป็นเพียงการอนุญาตให้ตั้งบริษัท แต่ไม่ได้คุ้มครองชื่อแบรนด์หรือโลโก้ หากมีคนอื่นเอาชื่อแบรนด์ไปใช้ขายของ เราจะต้องมี “เครื่องหมายการค้า” ถึงจะมีอำนาจทางกฎหมายในการฟ้องร้อง
  • จดชื่อแบรนด์กับจดโลโก้ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ชื่อที่เขียนด้วยตัวอักษรและโลโก้ที่มีภาพหรือรูปแบบตัวอักษรเฉพาะเป็นเครื่องหมายคนละลักษณะกัน การจดอย่างหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความคุ้มครองอีกอย่างโดยอัตโนมัติ ควรวางแผนว่าจะยื่นจดเครื่องหมายแบบใดบ้าง
  • ต้องเลือกจำพวกสินค้าและบริการให้ตรงกับธุรกิจ ระบบจำแนกสินค้าและบริการแบ่งออกเป็น 45 จำพวก โดยจำพวกที่ 1-34 เป็นสินค้า และจำพวกที่ 35-45 เป็นบริการ การเลือกจำพวกจึงมีผลต่อขอบเขตที่ขอรับความคุ้มครอง หากธุรกิจมีหลายประเภท อาจต้องยื่นคำขอครอบคลุมมากกว่าหนึ่งจำพวก
  • ชื่อเดียวกันอาจใช้ได้กับสินค้าต่างประเภท แต่ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้เสมอ เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนโดยระบุประเภทสินค้าและบริการที่ต้องการได้รับความคุ้มครอง ชื่อที่เหมือนกันจึงอาจอยู่ร่วมกันได้ในบางกรณี แต่ต้องพิจารณาความเหมือนหรือคล้าย ลักษณะสินค้าและบริการ และหลักเกณฑ์ทางกฎหมายด้วย ไม่ใช่ว่าแค่เปลี่ยนหมวดสินค้าแล้วจะใช้ชื่อเดียวกับใครก็ได้
  • เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินที่โอนสิทธิหรือให้ผู้อื่นใช้ได้ เครื่องหมายการค้าไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อป้องกันการเลียนแบบเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้ในธุรกิจแฟรนไชส์ อนุญาตให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมาย หรือโอนสิทธิให้บุคคลอื่นได้ โดยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ตามหลักแล้ว ผู้ที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนมักได้เปรียบ เพราะระบบให้ความสำคัญกับการยื่นคำขอและสิทธิของผู้ยื่นก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่า “ใครยื่นก่อน คนนั้นจะเป็นเจ้าของสิทธิเสมอไป” เพราะการพิจารณาสิทธิยังขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น
    • หากใช้ชื่อเหมือนหรือคล้ายกัน และสินค้าเกี่ยวข้องกัน ในกรณีหากมีผู้ยื่นคำขอหลายราย มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า กำหนดหลักให้ผู้ยื่นคำขอก่อนมีสิทธิได้รับจดทะเบียน โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อยกเว้นตามกฎหมาย
    • มีคนใช้แบรนด์มาก่อน แต่ไม่ได้จดทะเบียน การยื่นจดก่อนของอีกฝ่ายอาจทำให้ได้เปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้เดิมจะไม่มีทางโต้แย้งสิทธิ จะต้องมีการพิจารณาหลักฐานการใช้เครื่องหมายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
    • ยื่นก่อนแต่เครื่องหมายจดทะเบียนไม่ได้ นี่ก็สำคัญว่าผู้ยื่นก่อนก็ไม่ได้สิทธิเป็นเจ้าของเครื่องหมายโดยอัตโนมัติ เพราะเครื่องหมายยังต้องผ่านหลักเกณฑ์การรับจดทะเบียน

คนอื่นจดแทนได้ แต่…

การให้คนอื่นดำเนินการจดทะเบียนแทน สามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น หากเราเป็นเจ้าของแบรนด์ แต่ไม่สะดวกไปยื่นเอกสารหรือดำเนินการด้วยตัวเอง เราสามารถมอบอำนาจให้คนอื่นทำแทนได้ โดยใช้ หนังสือมอบอำนาจ โดยผู้รับมอบอำนาจ อาจเป็นพนักงานในบริษัท เพื่อน ญาติ หรือตัวแทนจดทะเบียน ทนายความเครื่องหมายการค้า โดยในใบคำขอจดทะเบียนจะยังคงระบุชื่อ “เรา” เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เพียงแต่คนอื่นเป็นผู้ดำเนินเรื่องและลงนามในฐานะผู้รับมอบอำนาจเท่านั้น

แต่ถ้าในกรณีที่บุคคลอื่น “แอบอ้าง” นำแบรนด์ของเราไปจดเป็นของตัวเอง เช่น มีคนเห็นว่าแบรนด์ของเรากำลังดัง แล้วถือวิสาสะนำชื่อหรือโลโก้ของเราไปยื่นจดทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของเอง โดยที่เราไม่รู้เรื่องและไม่ได้ยินยอม เราเองก็มี สิทธิ์ในการคัดค้าน เนื่องจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดโอกาสให้เจ้าของที่แท้จริงสามารถ ยื่นคำคัดค้านได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่เครื่องหมายการค้านั้นถูกประกาศโฆษณา และถ้าหากเลยขั้นตอนประกาศโฆษณาไปจนเขาจดทะเบียนสำเร็จแล้ว เราก็ยังสามารถยื่นคำร้องต่อ “คณะกรรมการเครื่องหมายการค้า” หรือฟ้องศาลเพื่อ ขอเพิกถอนการจดทะเบียน นั้นได้ โดยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเราเป็นผู้ใช้งานแบรนด์นี้มาโดยสุจริต ก่อนที่เขาจะนำไปจดทะเบียน

ส่วนในกรณีที่เป็นเรื่องเป็นราวดราม่าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อมีบุคคลอื่นยื่นคำขอจดทะเบียนโดยใส่ ชื่อของเขาเองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า โดยอ้างว่าจะนำมาโอนให้เป็นของขวัญให้เราในภายหลังนั้น กรณีดังกล่าว นายทะเบียนอาจมองว่าผู้ที่ยื่นคำขอไม่มีเจตนาสุจริตในการใช้เครื่องหมายการค้านั้นจริง หรือไม่มีสิทธิ์ในแบรนด์นั้นตั้งแต่แรก เพราะสิ่งที่อาจเกิดขึ้นก็คือ หากในอนาคต บุคคลผู้ที่อ้างว่าตั้งใจจะมอบให้เราเกิดเปลี่ยนใจไม่ยอมโอนให้ หรือเรียกเงินค่าโอน สิทธิ์ในแบรนด์จะตกไปอยู่กับเขาโดยชอบด้วยกฎหมายทันที เราจะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงในการฟ้องร้องเพื่อเพิกถอน

แต่คำถามคือ แล้วถ้ามีใครสักคนหวังดีจริง ๆ อยากจดทะเบียนให้ก่อน เพราะกลัวว่าจะมีบุคคลอื่นนำไปจดตัดหน้า และตั้งใจจะนำมามอบเป็นของขวัญให้เราจริง ๆ นั้น มีวิธีที่ทำได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้! โดยให้เราผู้เป็นเจ้าของแบรนด์เป็นผู้ขอจดทะเบียนตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจดำเนินการได้ดังนี้

  • เราเป็นคนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ กรอกข้อมูลและลงชื่อในฐานะ “ผู้สมัคร/เจ้าของแบรนด์” และเซ็นหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลผู้นั้นเป็น “ผู้รับมอบอำนาจ” ไปยื่นคำขอและจ่ายเงินแทนทั้งหมดตามขั้นตอนที่กำหนด
  • หรือถ้าบุคคลนั้นอยากเซอร์ไพรส์ สามารถ ดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ โดยบุคคลนั้นอาจเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และดำเนินการยื่นคำขอผ่านระบบ e-Filing ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยระบุชื่อและข้อมูลส่วนตัวของเราเป็นผู้ขอจดทะเบียน ทั้งนี้ เขาต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของระบบและจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้ครบถ้วน รวมถึงการมอบอำนาจในกรณีที่กำหนด เพราะการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น (กรณีนี้ข้อมูลของเรา) ในการยื่นคำขอ ไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิดำเนินการแทนโดยอัตโนมัติ

ย้ำว่า หากต้องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าของแบรนด์ตัวจริง ควรระบุชื่อเจ้าของแบรนด์เป็นผู้ขอจดทะเบียนตั้งแต่แรก โดยผู้ที่หวังดีสามารถช่วยดำเนินการและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนการให้บุคคลอื่นยื่นคำขอในชื่อตัวเองก่อนแล้วจึงโอนสิทธิให้ภายหลัง แม้การโอนสิทธิจะทำได้ตามกฎหมาย แต่ก็อาจสร้างความเสี่ยงและข้อพิพาทได้ หากผู้ยื่นไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย หรือการยื่นคำขอมีเหตุที่ขัดต่อกฎหมาย