เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีดิจิทัลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน หลัก ๆ ก็เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของมนุษย์ มีการผลิต จำหน่าย และใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ ฯลฯ ยิ่งอุปกรณ์เหล่านี้มีฟังก์ชันหรือการใช้งานที่ล้ำสมัยมากเท่าไร ก็จำเป็นต้องมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์สุดทันสมัยด้วยเช่นกัน ซึ่งในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ก็มักจะมีสารเคมี หรือสารพิษอันตรายเข้ามาเป็นส่วนประกอบเสมอ
อย่างไรก็ตาม วัสดุอุปกรณ์ทุกชิ้นมีอายุการใช้งาน วันนี้มันอาจจะเป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสุดเจ๋งในมือผู้ใช้งาน แต่ในวาระสุดท้าย มันก็จะกลายเป็น “ขยะ” เมื่อเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งาน เมื่อมันกลายเป็นขยะ ใช้งานไม่ได้ ไม่เป็นที่ต้องการ ขั้นตอนต่อไปที่เราทำกันก็คือ “ทิ้ง” แต่ปัญหาคือ ขยะประเภทนี้เป็นขยะอันตราย ไม่สามารถกำจัดทิ้งได้แบบขยะทั่วไป ด้วยความที่มีส่วนประกอบอันตรายหลายอย่าง หากกำจัดทิ้งด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ และเมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นกลายเป็นขยะที่ต้องทิ้งและกำจัด จะถูกจัดอยู่ในประเภทขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste
ขยะอิเล็กทรอนิกส์คืออะไร
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Waste หรือ E-Waste) คือเศษซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ที่หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย ชำรุด ผุพัง ซ่อมไม่ได้ หรือผู้บริโภคไม่ต้องการใช้งานแล้ว และถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ อีกทั้งยังมีสารประกอบที่เป็นพิษด้วย ดังนั้น ขยะเหล่านี้จะมีปัญหาในเรื่องของมลพิษ เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชิ้นส่วนต่าง ๆ มีสารเคมี โลหะหนัก สารพิษ ไอพิษ หรือสิ่งตกค้างอื่น ๆ เช่น กัมมันตรังสี ประจุไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งไม่สามารถกำจัดได้ง่าย ๆ
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นขยะจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งาน เมื่อไม่เป็นที่ต้องการ ก็จะกลายเป็นขยะที่เราต้องกำจัดทิ้ง ดังนั้น จึงหมายรวมถึงอุปกรณ์ทุกชนิดที่ต้องใช้ไฟฟ้าเพื่อให้สามารถใช้งานได้ อุปกรณ์เหล่านี้จำเป็นต้องมีแผงวงจรภายใน เพื่อให้สามารถใช้งานได้
ซึ่งปัจจุบันปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยี ทว่าคนไทยน้อยคนนักที่จะทราบถึงอันตรายในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือขยะอันตรายรวมกับขยะอื่น ๆ เช่น เราคุ้นเคยกับการทิ้งถ่านไฟฉายที่หมดแล้วลงในถังขยะทั่วไป แค่เห็นว่ามันเป็นถังขยะก็พร้อมที่จะโยนทุกอย่างที่เป็นขยะทิ้งลงไปโดยไม่แยก เช่นเดียวกันกับรีโมตโทรทัศน์ เมาส์ คีย์บอร์ด หลอดไฟ สายชาร์จ หูฟังที่พัง เราก็โยนทิ้งลงถังขยะปะปนกับขยะอื่น ๆ ไปเลย ไม่ได้สนใจว่าอุปกรณ์เหล่านั้น ข้างในมีแผงวงจรหรือบรรจุสารเคมีเอาไว้
ดังนั้น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นมีส่วนประกอบของสารอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหากทิ้งไม่ถูกต้อง
ถึงอย่างนั้น ก็ต้องบอกว่าหลายคนอาจไม่ทราบจริง ๆ ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่ควรทิ้งรวมกับขยะอื่น ไม่รู้วิธีการกำจัดที่ถูกต้อง หรือเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว จึงไม่ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หรือหลายคนทราบดีว่านี่เป็นขยะอันตราย แต่ด้วยความที่จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ในบ้านเรานั้นหาได้ค่อนข้างยาก เมื่อหาที่ทิ้งดี ๆ ไม่ได้ หรือมองว่าทิ้งแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ชิ้นสองชิ้น เลยคิดว่าคงไม่เป็นอะไร จึงลักไก่ทิ้งรวมไปกับขยะอื่น ๆ ทั้งที่ความจริงมันเป็นขยะอันตราย ควรถูกทิ้งและกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้เกิดสารตกค้างหรือสิ่งปนเปื้อนอันตราย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระยะยาว
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีส่วนประกอบของสารอันตราย ไม่ควรทิ้งซี้ซั้ว
พฤติกรรมด้านการจัดการขยะของคนไทยนี่เองที่มีปัญหา ผู้คนส่วนมากไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์เท่าที่ควร โดยบางคนอาจนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าไปทิ้งในถังขยะที่ผิดประเภท หรือเทรวมกับขยะอื่น ซึ่งนำไปสู่การกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ผิดวิธี จนสามารถสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้ หรือบางครั้งก็ไม่ได้นำไปทิ้งเลยทันที แต่เก็บไว้ก่อน รอให้มีปริมาณเยอะค่อยไปหาจุดทิ้งทีเดียว
ขณะเดียวกัน จุดทิ้งก็มีน้อยมาก ๆ ตรงนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าบ้านเราขาดแคลนแหล่งรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชน ทำให้ประชาชนเลือกที่จะทิ้งรวมกับขยะอื่น ซึ่งก่อให้เกิดความลำบากและความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการจัดเก็บขยะของพนักงานเก็บขยะด้วย
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ในปี 2564 มี 435,187 ตัน (คิดเป็นร้อยละ 65 ของของเสียอันตรายทั้งหมด) และมีการกำจัดอย่างถูกต้องเพียงร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือถูกนำไปกองรวมกับขยะมูลฝอยอื่น ๆ เพื่อรอการฝังกลบ หรือมีบางส่วนถูกกระจายไปยังร้านรับซื้อของเก่า การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัย
ขณะที่ในปี 2566 ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 442,251 ตัน นับตามสถิติซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของกรมควบคุมมลพิษ และในปี 2567 มีรายงานว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 445,899 ตัน ในหมวดซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นของเสียอันตรายชุมชน
สารอันตรายจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โลหะหนัก เมื่อนำไปฝังกลบสารเคมีจะปนเปื้อนในดิน แหล่งน้ำผิวดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน สารพิษจะเข้าสู่ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย เช่น ความเป็นพิษของตะกั่ว จะมีผลทำลายระบบประสาท ระบบโลหิต การทำงานของไต ระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น ถ้านำไปเผาก็จะเกิดกลิ่นเหม็น และเกิดสารมลพิษทางอากาศต่างๆ ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ สารไดออกซิน และฟิวแรน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
ดังนั้น การให้ความรู้และสร้างความตระหนักว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายไม่ควรที่จะทิ้งรวมกับขยะประเภทอื่น ถือเป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มต้นจัดการกับปัญหา เป็นเรื่องน่าตกใจที่หลายคนไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาก่อน ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นอันตราย มีสารพิษ ไม่ควรทิ้งรวมกับขยะอื่น หากสารอันตรายรั่วไหลออกมาปะปนกับขยะอื่นจะเป็นเรื่องใหญ่ หรืออาจถูกจัดเก็บด้วยความไม่รู้ว่าต้องระมัดระวัง หรือมีการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปทิ้งในพื้นที่พื้นที่รกร้างเพื่อกำจัดทิ้ง ทั้งที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มักประกอบด้วยกลุ่มโลหะหนัก อาทิ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีกฎระเบียบในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ในการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี เพิ่มจุดรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น จุดรับทิ้งหลอดไฟ จุดรับทิ้งเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ตู้ทิ้งถ่านไฟฉาย ฯลฯ ซึ่งปัจจุบัน วิธีการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย เริ่มต้นโดยมีการตั้งจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามจุดต่าง ๆ ในชุมชน มีบริการฝากทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไปรษณีย์ไทย ที่ให้บริการรับฝากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ใช้แล้วโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อส่งต่อไปยังสถานที่จัดการรีไซเคิล หรือนำไปกำจัดอย่างเหมาะสม
ผลเสียของขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
สารเคมีในขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น แทบทั้งหมดจะมีตะกั่ว ดีบุก ทองแดง นอกจากนี้ยังมีอะลูมิเนียม เหล็ก ซิลิกอน นิกเกิล แคดเมียม ลิเทียม สังกะสี ทองคำ อะเมริเซียม ปรอท กำมะถัน และคาร์บอน
เนื่องจากขยะอิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชิ้นมีส่วนประกอบของสารอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสารตะกั่วที่อาจทำลายระบบประสาท ต่อมไร้ท่อ ไต ระบบเลือด สารปรอทที่เป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง สมอง และไขสันหลัง หรือแคดเมียมที่มีพิษเฉียบพลัน ทำให้ปอดอักเสบรุนแรง ไตถูกทำลาย และเป็นสาเหตุของอาการไตวาย รวมถึงสารอื่น ๆ สารอันตรายทั้งหลายเหล่านี้อาจเกิดการรั่วไหลและตกค้างในแหล่งน้ำหรือในธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบและก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
นี่คือเหตุผลที่เราต้องแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกจากขยะประเภทอื่น ๆ แล้วส่งต่อไปยังโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้รับขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งให้กับศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี ลดผลกระทบจากสารเคมีที่พบในขยะอิเล็กทรอนิกส์
แหล่งทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์
ในปัจจุบัน มีช่องทางนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปทิ้งอย่างถูกวิธีหลายแห่ง ทั้งจุดรับของภาครัฐ ศูนย์บริการเอกชน ห้างสรรพสินค้า และบริการรับฝากส่งทางไปรษณีย์ โดยบางโครงการรับฟรี ทั้งนี้ต้องตรวจสอบชนิดอุปกรณ์ที่รับก่อนนำไปทิ้ง
- จุดรับ E-Waste ของ AIS และพันธมิตร มีจุดรับมากกว่า 3,200 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด รับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท เช่น โทรศัพท์มือถือ สายชาร์จ หูฟัง และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
- จุดทิ้ง E-Waste ของ True/dtac มีจุดรับที่ทรูช็อป, ทรูแบรนด์ดิ้งช็อป, ทรูสเฟียร์, ทรูสเปซ และศูนย์บริการดีแทคทั่วประเทศ สามารถค้นหาจุดทิ้งได้ผ่าน True App รับนำ E-Waste เช่น โทรศัพท์มือถือเก่า แท็บเล็ต สายชาร์จ หูฟัง แบตเตอรี่มือถือ และแบตเตอรี่สำรอง (พาวเวอร์แบงค์) มีกิจกรรมรับสิทธิพิเศษแลกของรางวัลจากแบรนด์ดังถึง 31 ธันวาคม 2569
- ไปรษณีย์ไทย โครงการฝากทิ้ง E-Waste กับบุรุษไปรษณีย์ สามารถบรรจุอุปกรณ์ลงกล่อง เขียนหน้ากล่องว่า “ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์” แล้วฝากกับบุรุษไปรษณีย์ที่นำจ่าย หรือสอบถามช่องทางฝากส่งกับไปรษณีย์ไทย
- สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร กรุงเทพฯ มีจุดรับ E-Waste ที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต รวมถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้าและดินแดง)
- Power Mall ในห้างเครือเดอะมอลล์และพารากอน ในเดือนตุลาคม 2569 มีจุดรับ E-Waste ในแผนก Power Mall ที่ร่วมโครงการ 7 สาขา ได้แก่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ งามวงศ์วาน บางแค บางกะปิ รวมถึงเอ็มโพเรียมและพารากอน รับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กหลายชนิด แต่ตามประกาศโครงการ ไม่รับพาวเวอร์แบงก์และถ่านไฟฉาย




























