
สัปดาห์นี้อยากลองเปิดคอลัมน์ด้วยคำถามแปลก ๆ ดูสักหน่อย ว่ามีคุณผู้อ่านคนไหนเคยกดติดตามเพจเฟซบุ๊กเพียงเพราะถูกใจ “สไตล์การด่า” ของแอดมินเพจบ้างไหม 555 คืองี้! มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกใช่ไหม ถ้าเราจะกดติดตามเพจที่เขาทำคอนเทนต์ตามความชอบความสนใจของเขาที่มันดันตรงกับความสนใจของเรา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรากดติดตามเพจที่เกี่ยวกับซีรีส์ไว้มากมายนับสิบเพจ จุดประสงค์หลัก ๆ ก็เพื่อไว้ตามอ่านรีวิวซีรีส์เรื่องใหม่ที่พวกเขาอาจจะเปิดดูก่อนเราแล้วเอามาป้ายยาต่อหรือแม้แต่บอกอย่างจริงใจว่าให้หนีไป ประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะดูหรือจะหนี รวมถึงเพื่อติดตามข่าวสารต่าง ๆ ในแวดวงบันเทิงที่เน้นซีรีส์เป็นหลัก
มีเพจซีรีส์ที่เรากดติดตามมานานแล้วอยู่เพจหนึ่ง (ขอสงวนชื่อเพจ) ที่ตัดสินใจกดติดตามก็เพราะชื่นชอบความปากแซ่บของเจ้าของเพจที่มีสไตล์การรีวิวซีรีส์แบบที่เน้นไปทางด่าแบบฮา ๆ นางด่าหมดไม่สนลูกใคร ทั้งพล็อตเรื่อง บท คาแรกเตอร์ตัวละคร และสารพัดสิ่งในซีรีส์ที่สมควรถูกด่า มันไม่ใช่การด่าแบบหยาบโลน แต่เป็นการด่าที่มีวิธีการเลือกใช้คำที่โคตรจะบันเทิงและค่อนข้างถูกจริตเรา ส่วนที่ชื่นชมก็มีนะ เน้นไปทางพลังบวกเชิงลบที่อ่านแล้วโดนเส้นมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เพจนี้แอนตี้มาก ๆ ก็คือ การโจมตีตัวตนจริงของนักแสดง เพียงเพราะไม่ชอบเป็นการส่วนตัวหรือไม่ถูกใจ อารมณ์ว่าแก่เกินไป ขี้เหร่ ไม่เห็นเหมาะกับพระเอกนางเอกคนนี้เลย ถ้านางเห็นใครมาพูดจาว่าร้ายนักแสดงในลักษณะนี้ใต้โพสต์รีวิวซีรีส์ของนาง นางก็จะด่าคนที่คอมเมนต์แบบนั้นเปิดเปิงเหมือนกัน
แล้วถ้าถามว่าทำไมถึงยกเพจนี้ขึ้นมาพูดเปิดคอลัมน์ในวันนี้ เหตุผลก็คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชะนีติดซีรีส์นำเสนอซีรีส์เรื่อง OK! Let’s Get Divorced ไปใช่ไหม ซึ่งตอนที่เราเขียนถึง เพจนี้นางยังไม่ได้ลงรีวิวอะไรเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้เลย ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ตามอ่านรีวิวของทุกเพจที่ติดตามก่อนเขียนอยู่แล้ว ก็ไม่ได้สนใจอะไร ทีนี้เราเพิ่งมาเห็นนางเขียนรีวิว (ด่า) ซีรีส์เรื่องที่ว่าแบบฮา ๆ เหมือนเดิมแล้วนางพูดแทนสิ่งที่อยู่ในใจเราหมดทุกอย่าง มันเหมือนคนที่เจอเพื่อนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน คิดเหมือนกัน แล้วคุยกันถูกคอประมาณนั้นเลย
และล่าสุดซีรีส์เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะลงครบจบ 10 ตอนใน Netflix เมื่อวาน นางก็เขียนรีวิวมาให้ได้อ่านแล้ว โดยเรื่องนี้เราทันเห็นรีวิวของนางก่อนที่จะเปิดดู และเพราะถูกใจจริตการรีวิวของนางนั่นแหละ เราก็เลยดูซีรีส์เรื่องนี้ตามนาง ติดอยู่แค่เรายังดูไม่จบและยังดูไม่ถึงครึ่งเรื่อง ซีรีส์มันสนุกนะ สนุกมากด้วย แต่ติดปัญหาที่อินเทอร์เน็ตมีปัญหา มันเลยดูได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็นแค่นั้นเลย

ซีรีส์เรื่องที่ว่าก็คือ Mousetrap หรือชื่อภาษาไทยว่า กับดักจับลวง เป็นลิมิเต็ดซีรีส์ของ Netflix มีทั้งพากย์ไทยและซับไทย เริ่มลงสตรีมแบบครบจบ 10 ตอนรวดตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่ายสามโมง เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชายที่ชื่อว่า “เจมุนแจ” เขาเป็นนักเขียนชื่อดังที่ใช้ชีวิตแบบปริศนา ไม่มีใครรู้ว่าตัวจริงเขาคือใคร รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง และใช้ชีวิตแบบคนที่ไม่เคยโผล่หัวออกจากบ้านไปไหนเลยตลอดสามปีที่ผ่านมา แถมชื่อของเขายังมีสถานะเป็นคนที่เดินทางไปอยู่ต่างประเทศด้วย บอกแบบนี้หลายคนคงสงสัยใช่ไหมว่าแล้วเขามีชีวิตโดยไม่ออกไปไหนเลยได้ยังไง คำตอบก็คือ เขามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่คอยทำทุกอย่างแทนให้ ทั้งการหาซื้อข้าวปลาอาหาร สิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน รวมถึงยาบรรเทาอาการโรคแพนิก แม้แต่คอนโดสุดหรูที่เขาอยู่ก็เป็นชื่อเพื่อนแต่เงินเขา
เบื้องหลังความรักสันโดษที่ทำให้เขาต้องมาใช้ชีวิตอยู่แบบคนนิรนาม เป็นคนไร้เพื่อน ไร้สังคม ไร้ตัวตนในเกาหลีมีด้วยกันหลัก ๆ สองเหตุผล เหตุผลแรกคืออาการป่วยโรคแพนิก ที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ช่วงที่เขาสูญเสียครอบครัว การต้องพบปะกับผู้คนเยอะ ๆ ทำให้เขาอาการกำเริบ และอีกเหตุผลคือ เขากำลังหนี้เจ้าหนี้สุดโหดฉายา “โนจา” ชายผู้ไม่สนอะไรเลยนอกจากเงิน หลังจากที่ไปกู้หนี้นอกระบบก้อนโตมาแล้วไม่มีปัญญาจ่ายคืน โนจาตามล่าตัวเขาแทบพลิกแผ่นดินมาตลอดสามปีแต่ไม่มีเบาะแสอะไรเลยเพราะเขาเก็บตัวเงียบ มีชีวิตอยู่แบบพึ่งพาและไว้ใจเพื่อนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม จู่ ๆ ในวันหนึ่งเขาก็เจอเข้ากับปัญหาใหญ่ที่ผิดปกติแต่เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร คือเขาไม่สามารถปลดล็อกโทรศัพท์มือถือด้วยลายนิ้วมือของตัวเองได้ ไม่สามารถเข้าแอปฯ ธนาคารเพื่อทำธุรกรรมใด ๆ ได้ ซ้ำยังมีคนเปิดเข้ามาในบ้านของเขา แล้วบอกกับเขาว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ขายบ้านหลังนี้เรียบร้อยแล้ว โดยมาพร้อมกับเจ้าของบ้านคนใหม่ และที่สำคัญที่สุด เพื่อนเพียงคนเดียวที่คอยช่วยเหลือเขามาตลอดก็หายตัวไปอย่างกะทันหัน ไม่สามารถติดต่อได้เลยไม่ว่าจะวิธีไหน กระทั่งต่อมาเขาค่อย ๆ เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเขานั้น มันเป็นเพราะมีคนปริศนาขโมยตัวตนของเขาไป เขาจึงสูญเสียทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นบ้าน เงิน ตัวตน หรือแม้แต่เลขบัตรประชาชนก็ถูกเปลี่ยนไปให้ชายที่เขามาสวมรอยเป็นตัวเขาอีกคน ทำให้สถานะตอนนี้ เขาคือบุคคลนิรนามเป็นที่เรียบร้อย
และเพราะเขาใช้ชีวิตเป็นคนลึกลับมาตลอดหลายปี บวกกับชายปริศนาที่เข้ามาสวมรอยเขานั้นก็วางแผนทุกอย่างมาเป็นอย่างดีเพื่อที่จะทำลายทุกสิ่งอย่างของเขาให้จมดิน พูดไปใครจะเชื่อว่าเขาคือเจมุนแจตัวจริง เขาจึงต้องดิ้นรนพิสูจน์ตัวตนว่าเขานี่แหละคือตัวจริงก่อนที่ทุกอย่างจะแย่กว่าเดิม ทว่าเขาก็ไม่มีปัญญาที่จะจัดการเอง ในเมื่อเขาแทบจะไม่มีตัวตนอยู่ในเกาหลีเลย เขาเลยเดินหน้าเข้าหาเจ้าหนี้เงินกู้ใจโหดแต่ฉลาดเป็นกรดที่กำลังตามล่าตัวเขาอยู่ให้มาช่วยไขปริศนาครั้งนี้และเปิดเผยความจริง โดยงานนี้มีตำรวจสายสืบ “พัคซุนยอง” โผล่มาร่วมแจมอีกคน เนื่องจากคดีศพปริศนาที่ตำรวจผู้นี้รับผิดชอบอยู่ เชื่อมโยงไปหาสองคนนั้นด้วยเบาะแสปริศนา
ไม่มีเรา โลกก็ยังหมุนไป ตลอดสามปีที่ผ่านมา ระหว่างที่ติดอยู่ในบ้านนี้ โลกก็ยังใช้ชีวิตกันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนทุก ๆ วัน
ด้วยความที่ยังดูซีรีส์เรื่องนี้ไม่จบ แถมยังดูได้ไม่ถึงครึ่งเรื่องด้วยซ้ำ ก็เลยยังไม่กล้าฟันธงแบบโช้ะ ๆ ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องตามซีรีส์ขึ้นมา มันมีที่มาจากอะไรกันแน่ หาสปอยล์อ่านก็ยากเหลือเกิน หลัก ๆ คือเดาว่าการที่คนคนหนึ่งจ้องจะทำลายตัวตนของคนอีกคนหนึ่งในสูญสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งตัวตน ที่ไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือตายก็เป็นได้แค่คนนิรนาม และวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนจนแทบจะหาช่องโหว่ไม่เจอขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้งหรือมิจฉาชีพธรรมดา ๆ แน่นอน ลองคิดดูสิว่าการที่ชายปริศนามาสวมรอยเป็นเจมุนแจ ใช้ชีวิตในฐานะเจมุนแจไปทั่ว ถึงขนาดไปยื่นขอเปลี่ยนแปลงบันทึกหลักฐานการมีอยู่ของเจมุนแจตัวจริงของทางราชการ มันทำให้เจมุนแจตัวจริงที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้เลยว่าเขาเป็นใคร และถ้าเขาถูกฆ่าตาย ก็ไม่มีหลักฐานอะไรจะพิสูจน์ได้ว่าเขาคือใคร

แต่อีกประเด็นสำคัญที่เรามองว่ามีน้ำหนักอยู่ไม่น้อยก็คือ การที่มนุษย์คนหนึ่งดันสมัครใจที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบคนนิรนาม แล้วทำธุระต่าง ๆ ผ่านคนอื่นนี่แหละที่น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยเริ่มต้น เหมือนมีคนที่ไม่หวังดีเห็นว่ามีคนคนหนึ่งใช้ชีวิตแบบนี้ ก็เลยอาศัยช่องที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์สวมรอยซะเลย เอาจริง ๆ นะ เหตุผลที่เจมุนแจเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบสันโดษ ไม่พบปะผู้คนเลย เหมือนตัดตัวเองออกจากโลกใบนี้ ในมุมของตัวละครนี้มันมีความสมเหตุสมผลอยู่นะ เขาเป็นโรคแพนิกที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ถ้าไม่กินยา หรือต่อให้กินยาเขาก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะออกไปพบปะใครอยู่ดี ในมุมนี้เขาคือคนป่วยอะ ก็ไม่ได้แปลกอะไรที่เขาจะไม่อยากพบเจอใคร ขนาดนี่ไม่ใช่คนป่วยนะ ชีวิตส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากจะออกไปพบเจอใครเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้เก็บตัวมิดชิดขนาดนั้น

ในขณะที่อีกเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกที่จะเก็บตัวมิดชิดกว่าเดิม โดยที่ปรากฏตัวและเป็นที่พบเห็นให้น้อยที่สุด รวมถึงยินดีที่จะเป็นคนไม่มีตัวตนก็ได้ คือเรื่องที่เขาไปโกงหนี้นอกระบบนั่นแหละ การหนีหนี้และกลัวโดนตามล่า เขาจึงตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกทุกอย่าง ที่ใครก็ตามจะสามารถใช้ตามสืบหาเขาได้จนเกลี้ยง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เจ้าหนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่คนขี้หมูขี้หมา แต่เป็นคนที่เปิดสำนักงานนักสืบเอกชน เน้นตามหาคน เน้นตามทวงหนี้ กิตติศัพท์ของเขาคือคนนิรนามแค่ไหนก็หาเจอ ทว่าก็ยังตามหาตัวไม่เจอ ตรงนี้นี่เองที่มันกลายเป็นจุดบอดที่ผู้ไม่หวังดีเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ว่าเจมุนแจตัวจริงคือคนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้

เอาเป็นว่าสาเหตุที่เขายอมเป็นคนไม่มีตัวตนบนโลกที่หมุนไปเรื่อย ๆ เฝ้ามองดูผู้คนใช้ชีวิตกันตามปกติ บนโลกที่คนอื่น ๆ แทบไม่รู้จักเขา มันมีเหตุผลที่ยอมรับได้ในมุมของตัวละครเจมุนแจ แต่ไอ้การเลือกที่จะไว้ใจใครสักคนให้กำข้อมูลส่วนตัวของเราทุกอย่างไว้ในมือ ให้สิทธิ์เขาทำอะไรแทนทุกอย่างนี่แหละที่น่ากลัว ซึ่งดูเหมือนว่าตัวละครนี้จะอ่อนต่อโลกมากเกินไป เข้าขั้นซื้อบื้อหรือโง่เลยล่ะ สมกับที่โนแจ เครื่องด่าเจมุนแจด่าไว้ไม่มีผิดเพี้ยน 555 (พากย์ไทยด่ามันมากบอกเลย) คิดดูสิว่าเอาเงินของตัวเอง ที่ไม่ว่าจะหาได้จากการเป็นนักเขียนหรือเงินที่โกงเขามาเข้าบัญชีเพื่อน ซื้อบ้านในชื่อเพื่อน มองในมุมไหนมันก็เป็นของเพื่อนไปแล้วอะ แล้วว่ากันตามตรงนะ อ้อยเข้าปากช้างใครมันจะยอมคาย สุดท้ายก็โดนเพื่อนหักหลัง แม้ว่าเพื่อนจะโดนข่มขู่มาอีกทีก็ตาม แต่ก็นั่นแหละ…เฮ้อ!
ปัญหาของเด็กสมัยนี้คืออะไรรู้ไหม คือโพสต์ข้อมูลส่วนตัวลงทุกที่ บล็อก ไอจี ข้อมูลส่วนตัวว่อนไปหมด สมัยนี้ถ้าแฮกมือถือได้ เราก็เปลี่ยนคนเป็นขอทานได้ทันที
จะบอกว่าโคตรชอบจริตการด่าของตัวละครโนจา ด่าฉ่ำ ด่าเก่ง ซีรีส์มีแกเป็นเครื่องด่าเจมุนแจแทนคนดูที่แท้ทรู 555 ลุงแกเป็นคนมีของจริง ๆ คือเป็นตัวละครที่โคตรจะมีมิติ มีความเป็นมนุษย์สูงมาก ไม่แบน และไม่ดำ โคตรขำเวอร์ชันพากย์ไทย ตอนที่เจมุนแจโผล่ไปหาแกถึงที่ตอนที่จะขอให้แกช่วยตามหาเจมุนแจตัวปลอมที่สวมรอยตัวตนของตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้พยายามหนีการตามล่ามาตั้งหลายปี แกตามคนเก่งขนาดนั้นยังหาไม่เจอ แถมตอนที่โดนกระทืบก็หนีเอาตัวรอดสุดฤทธิ์ แต่เพราะแกเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเขาคือเจมุนแจ อีกทั้งตัวเขาก็ยังมีประโยชน์ในฐานะที่ต้องเอาเงินมาคืน ลุงแกก็ยอมคุยด้วยนะ เปิดใจฟังและยอมช่วยด้วย ที่ยอมช่วยก็เพราะมันคือต่างฝ่ายต่างสมประโยชน์นั่นแหละ ถึงงั้นก่อนคุยแกก็ขอกระทืบก่อน ข้อหาที่โกงเงินแกแล้วหนีตั้งหลายปี

ที่สำคัญนะ ไม่ใช่แค่การด่าหยาบคายตามอารมณ์โกรธของแกที่เปรียบเป็นหมัดฮุกเสยคางเจมุนแจทุกจุด แต่การด่าแบบสั่งสอนและตักเตือนของแกก็โคตรมีประโยชน์ อาจจะด้วยประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์การทำงาน และอะไรหลาย ๆ อย่าง เพราะแกไม่ได้เป็นแค่เจ้าหนี้ แกเป็นอดีตนักเลง และเป็นนักสืบที่ตามหาคน มันทำให้แกรู้ว่าไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันนี่แหละคือดาบสองคม โพสต์ข้อมูลส่วนตัวของตัวเองลงทุกที่ ป่าวประกาศชีวิตของตัวเองลงในทุกแพลตฟอร์มว่าเป็นใคร บ้านอยู่ไหน ครอบครัวมีกี่คน แต่ละคนมีชีวิตอยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งแกก็ใช้ประโยชน์จากตรงนี้แหละในการตามสืบหาคน ปกติคนเราใช้ชีวิตก็ทิ้งร่องรอยอยู่แล้ว แต่ปกติมันไม่ได้หาง่ายขนาดนั้น ทว่าคนจำนวนมากกลับเป็นคนโพสต์บอกทุกคนด้วยตัวเอง
และนั่นแหละที่แกเองก็มีน้ำเสียงชื่นชมเจมุนแจอยู่นิด ๆ ภายใต้ถ้อยคำด่ามากมายและการกระแทกของมือทรีน ว่าที่ผ่านมาเจมุนแจใช้ชีวิตเงียบมากจนแกยังตามไม่เจอ และถ้าไม่มีเหตุการณ์สวมรอยโดยหมายจะทำลายชีวิตเขา ลุงแกก็น่าจะยังตามตัวเขาไม่เจออีกหลายปีด้วยซ้ำไป ทั้งที่ปกปิดตัวตนได้ดีมาโดยตลอด กลับมาตกม้าตายเพราะดันไว้ใจคนผิด มอบชีวิตตัวเองให้เพื่อนคนหนึ่งกำทุกอย่างไว้ทั้งหมดเพื่อทำอะไรหลาย ๆ อย่างแทน รวมถึงใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของเพื่อน ซึ่งมันก็ตรงกับคำที่แกพูดเลยว่าสมัยนี้ถ้ามือถือโดนแฮกขึ้นมา ชีวิตปกติของคนคนหนึ่งสามารถเป็นขอทานได้เลย และตัวเขาเองก็กำลังเป็นเช่นนั้นอยู่ มันจะมีอยู่ฉากหนึ่งที่เขาวางมือถือทิ้งไว้ แล้วมือถือเครื่องนั้นโดนควบคุมจากระยะไกล ทำทุกอย่างผ่านอุปกรณ์อีกเครื่องโดยที่เขาไม่รู้ตัว

เท่าที่ดูมา 3 อีพี นี่กล้าพูดเลยนะว่าถ้าซีรีส์เรื่องนี้ไม่มีตัวละครแบบลุงโนจาเนี่ย อิตาเจมุนแจก็จะทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ทำไม่ได้เพราะตัวเขาเสมือนคนไร้ตัวตนนะ แต่ทำไม่ได้เพราะไม่มีปัญญาจะทำอะ เป็นตัวละครที่ดูทึ่มไปหมดทุกจุด ดูแล้วเหนื่อยมากว่าพี่แกจะหยุดความทึ่มเมื่อไร พยายามเข้าใจนะว่าหรือว่าแกเก็บตัวไม่ออกไปไหนมาสามปีวะเลยไม่มีภูมิคุ้มกันทางโลกเลยว่าโลกเขาไปไหนต่อไหนแล้ว แต่เข้าใจปะว่าพี่แกแค่ไม่ออกไปข้างนอกเฉย ๆ ไม่ได้ติดเกาะชนิดที่ไม่รับรู้โลกภายนอก พี่แกยังใช้มือถือสมาร์ตโฟน ยังทำธุรกรรมออนไลน์ น่าจะมีโซเชียลมีเดียด้วยแค่ไม่ได้ใช้ชื่อจริงและโพสต์ข้อมูลส่วนตัว ที่บ้านก็มีทีวีดู เขียนหนังสือหาเงินได้ แต่ดันทึ่มจนคนดูขัดใจ ยังดีที่ได้ลุงนักเลงจอมเกรี้ยวกราดมาคอยด่าแทนเราแบบจุก ๆ ค่อยรู้สึกโล่งหน่อย 555
แม้จะยังดูไม่จบ แต่ส่วนตัวให้ซีรีส์ Mousetrap อยู่ในระดับสนุกมาก ทว่าต้องผ่าน 2 อีพีแรกไปให้ได้ก่อน ช่วงปูเรื่องมันออกจะเนือย ๆ ยม ๆ นิดหน่อยแต่ไม่อ่อม พออีพี 3 นี่เครื่องติดละ ปมที่ใส่มาเริ่มสุกงอมและพาเราไปสู่จุดที่อันตรายขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ขอย้ำสักหน่อยว่ามุมมองต่อซีรีส์เรื่องนี้ที่เขียนมา มันเป็นมุมที่มองจากคนที่เพิ่งดูได้แค่ 3 อีพีเท่านั้น มีจุดที่รู้สึกว่ามันเว่อร์ ๆ อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องการสวมรอยในข้อมูลของทางราชการ ที่เลขบัตรประชาชนถูกเปลี่ยน แม้แต่ลายนิ้วมือก็ถูกเปลี่ยน คือมันทำให้เราเห็นว่ามนุษย์คนหนึ่งไม่มีทางจะพิสูจน์ตัวตนของตัวเองได้เลย แม้ว่าเขาจะจำเลขบัตรประชาชนตัวเองได้ ค้นก็ไม่เจอข้อมูล หรือลายนิ้วมือที่เอาไปสแกนทันที ก็ยังไม่เจอข้อมูลในระบบอีก มันไม่ใช่ไม่เชื่อว่าทำได้ แต่มันไม่เคลียร์ว่าทำยังไงมากกว่า ซึ่งมันก็อาจจะธรรมดาในฐานะเรื่องแต่งนั่นแหละ หรือจะให้เราตีความว่ามันเป็นการทำงานที่สะเพร่าของภาครัฐก็ได้เหมือนกันแหละนะ 🪤






























