“อุบัติเหตุบนท้องถนน” ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย โดยเฉพาะ “รถจักรยานยนต์” ในปี 2018 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เคยจัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากการจราจรเป็นอันดับที่ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนอยู่ที่ 32.7 ราย ต่อประชากร 100,000 คน
ต่อมา รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยบนท้องถนนโลกฉบับที่ 5 ซึ่งออกมาในปี 2023 พบว่าในปี 2021 ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ที่ 25.4 ราย ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในเอเชียและในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง โดยจัดอยู่ในอันดับที่ 9 จาก 175 ประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลก และในปี 2021 องค์การอนามัยโลกก็ประมาณการว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ที่ 18,218 ราย เฉลี่ยวันละ 50 ราย โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-29 ปี และเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์คิดเป็นร้อยละ 83.8 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญ 3 ประการที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ก็อาจเป็นได้ทั้งจากตัวเราเอง สภาพของยานพาหนะ และสภาพแวดล้อมของถนนหาทาง แต่รู้หรือไม่ว่า อุบัติเหตุที่เกิดจาก “ความประมาท” ของตัวเราเองนี่แหละคือสาเหตุที่น่ากังวลที่สุด เพราะถ้าหากพูดจากประสบการณ์ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เคยเฝ้าสังเกตการใช้รถใช้ถนนของคนไทย กล้าพูดเลยว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยใช้รถใช้ถนนกันประมาทมาก ที่พบเห็นได้ทั่วไปคือ การละเมิดกฎจราจรที่กลายเป็นความเคยชิน ทำกันเป็นปกติ เพราะถือคติที่ว่าก็ทำมาตลอดไม่เห็นจะเป็นอะไร ทว่าวันดีคืนดี มันก็นำไปสู่อุบัติเหตุชวนสลดเข้าจนได้ ซึ่งถ้าลองมองให้ลึกลงไปถึงสาเหตุของอุบัติเหตุ ข้อเท็จจริงที่น่าใจหายก็คือมันไม่น่าประหลาดใจเลยที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ในเมื่ออุบัติเหตุจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นเนื่องจากคนจำนวนมาก “สมัครใจ” ที่จะใช้ชีวิตอย่างประมาทกันเอง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ!
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ พฤติกรรมการขับขี่โดยประมาทหลายครั้งมี “เด็ก” ร่วมโดยสารมาด้วย เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าเด็กมีความเปราะบางกว่าผู้ใหญ่มาก ๆ ไม่ว่าจะโดยสรีระที่เล็กกว่า พัฒนาการด้านการประเมินความเร็วและระยะห่างที่ยังไม่สมบูรณ์ สัญชาตญาณการปัดป้องตัวเองเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บศีรษะที่รุนแรงกว่า มันจึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่ควรต้องดูแลบุตรหลานของตนเองให้ดีเวลาที่ต้องออกเดินทางหรือพาเด็กออกไปเผชิญโชคบนท้องถนน แต่สิ่งที่เราเห็นกันจนชินตาบนถนนในเมืองไทย คือผู้ใหญ่ให้ความปกป้องเด็กในปกครองของตัวเองน้อยมาก ๆ น้อยชนิดที่ในสายตาผู้พบเห็นทั่วไปยังประเมินความเสี่ยงได้เลยว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เด็กไปก่อนแน่นอน ยิ่งจากข่าวล่าสุดที่เพิ่งมีประเด็นดราม่าเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ยิ่งยืนยันว่าการประเมินด้วยสายตาในฐานะผู้พบเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องจริง
พฤติกรรมเสี่ยงบนรถจักรยานยนต์เมื่อมีเด็กโดยสารมาด้วย
คนส่วนใหญ่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าการใช้รถจักรยานยนต์นั้นมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงสูงกว่าการใช้รถยนต์หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ถึงขนาดที่มีคำเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจนว่า “เนื้อหุ้มเหล็ก” นั่นก็คือการที่ผู้ขับขี่ (และผู้ที่โดยสารมาด้วย) มีร่างกายหรือเนื้อหนังอยู่นอกตัวรถ และไม่มีโครงสร้างใด ๆ ของห้องโดยสารที่คอยปกป้องร่างกายเลยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม การใช้รถจักรยานยนต์กลับสะดวกกว่าค่อนข้างมากในสภาพจราจรบ้านเราและบางโอกาส ทั้งเร็วกว่า ลัดเลาะได้ เข้าตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ได้สะดวก อีกทั้งยังสะดวกกว่าในการเดินทางระยะสั้น ๆ รวมถึงการออกรถจักรยานยนต์มาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นไม่ได้ใช้เงินมาก จักรยานยนต์จึงกลายเป็นยานพาหนะสำหรับการเดินทางที่สะดวกและเข้าถึงง่ายสำหรับครอบครัวและคนที่มีรายได้ไม่สูงมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นผู้คนหอบลูกกระเตงหลานขึ้นรถจักรยานยนต์ไปไหนมาไหน
นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นภาพพฤติกรรมเสี่ยงมากมายจนชินตา ในการพาเด็กขึ้นรถจักรยานยนต์ออกถนนใหญ่ บ่อยครั้งที่มี “การอ้างความยากจน” ว่าเป็นมูลเหตุที่ทำให้ต้องพาเด็กเล็กขึ้นรถจักรยานยนต์ไปข้างนอก และเพิ่มความเสี่ยงให้กับเด็ก อ้างว่าไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะออกรถยนต์ หรือไม่มีเงินมากพอที่จะโดยสารรถสาธารณะ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการพาเด็กโดยสารรถจักรยานยนต์ไม่ใช่เรื่องที่ผิด และมันมีวิธีที่จะปกป้องอันตรายให้กับเด็กได้มากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่ วิธีที่สามารถพาเด็ก ๆ เดินทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ประมาทเอง
ภาพความประมาทจากผู้ใหญ่ที่พาเด็กโดยสารรถจักรยานยนต์ ที่เราเห็นกันจนคุ้นเคย
- ให้เด็กเล็กนั่งซ้อนท้าย โดยที่เท้าของเด็กยังไม่ถึงที่พักเท้า และไม่มีอะไรที่ยึดเหนี่ยวตัวเด็กกับผู้ขับขี่ เด็กเล็กจำนวนมากยังทรงตัวได้ไม่ดีพอ ทั้งยังไม่มีอะไรที่เด็กสามารถใช้ช่วยในการทรงตัวเลยยามที่นั่งซ้อนท้ายโดยที่เท้าลอยอยู่เฉย ๆ ทำให้เด็กสามารถไถลตกจากรถบริเวณด้านข้าง หรือหงายหลังตกจากรถได้ง่าย ๆ
- ให้เด็กเล็กยืนบนพื้นรถด้านหน้า หรือให้เด็กยืนบนเบาะ พื้นที่เล็ก ๆ ระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารอีกคน เป็นภาพที่พบเห็นได้บ่อยมาก รถจักรยานยนต์บางประเภทจะมีพื้นที่ว่างสำหรับวางเท้าบริเวณด้านหน้าตัวรถ ก็ให้เด็กขึ้นไปยืนตรงนั้น (กรณีเดียวกันกับที่เป็นข่าวล่าสุด) เด็กบางคนตัวนิดเดียว ถ้ามือเด็กหลุดจากการเกาะกุม ตัวเด็กสามารถไถลลอดใต้ขาของผู้ขับขี่ลงสู่พื้นถนนได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ผู้ใหญ่ก็จับไว้ไม่ทัน กับอีกกรณีคือให้เด็กยืนบนเบาะ ตรงกลางระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ซ้อนมาอีกคน โดยเด็กจะยืนเกาะศีรษะหรือบ่าของผู้ขับขี่ หน้าโต้ลม มีผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายอีกคนคอยใช้มือประคองและใช้ลำตัวประกบตัวเด็กไว้ ซึ่งถ้ามีการเบรกกะทันหันแรง ๆ หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้น เด็กจะกระเด็นลงถนนก่อนใครเพื่อน
- ไม่มีหมวกนิรภัยสำหรับเด็ก หรือมีแต่ไม่สวมให้เด็ก ในกรณีที่คิดว่า “ไปใกล้ ๆ แป๊บเดียว” หมวกนิรภัยสำหรับเด็ก กลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่หลายครอบครัวไม่ลงทุนให้ลูกหลาน เพราะเด็กโตเร็ว หมวกที่เคยใช้ได้ในวันนี้ พอเด็กโตขึ้นอีกหน่อยก็คับเกินไปจนต้องเปลี่ยนหมวก ต้องซื้อบ่อย ๆ หลายบ้านมีหมวกให้เด็กแต่ก็ซื้อแบบเผื่อโต หมวกที่ขนาดใหญ่เกินไปจนไม่รัดศีรษะเลย หากเกิดอุบัติเหตุหมวกอาจกระเด็นหลุดไปก่อนที่ศีรษะเด็กจะถึงพื้นด้วยซ้ำ และบางบ้านก็ปฏิเสธที่จะสวมหมวกทั้งตัวผู้ใหญ่และเด็ก เวลาที่เดินทางใกล้ ๆ ในซอยบ้าน เช่น ออกไปร้านสะดวกซื้อ ไปซื้อกับข้าว ทั้งที่ระยะทางกับช่วงเวลาไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นหรือไม่
- เสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ติดตัวเด็กรุ่มร่าม และถูกปล่อยห้อยลงมา พ่อแม่หลายคนเวลาจะพาลูกไปเที่ยวนอกบ้านก็มักจะจับลูก ๆ แต่งตัวเป็นนางฟ้าบ้าง เป็นซูเปอร์ฮีโร่บ้าง มีกระโปรงยาวรุงรัง มีสายเชือกห้อยระโยงระยาง สายกระเป๋ายาวลงมาโดยไม่ปรับให้พอเหมาะ แน่นอนว่าเด็ก ๆ ชอบที่จะเป็นนางฟ้า เป้นซูเปอร์ฮีโร่ แต่…ชุดบางชุดมันไม่เหมาะกับการสวมใส่แล้วขึ้นนั่งรถจักรยานยนต์ เสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายที่รุ่มร่าม ยาวจนห้อยลงมา อาจเข้าไปเกี่ยวกับชิ้นส่วนรถที่กำลังวิ่งหรือสิ่งแวดล้อมข้างทางได้ และนั่นอันตรายกับตัวเด็กมาก ๆ
- อุ้มเด็กไปด้วยขณะขับขี่ เด็กเล็กบางคนยังเล็กเกินกว่าที่จะจับซ้อนท้ายหรือจับนั่งข้างหน้าแบบที่เด็กโตพอจะหาอะไรจับเพื่อยึดเหนี่ยวเอง แทนที่จะให้เด็กนอนรออยู่บ้าน ผู้ใหญ่บางคนกลับแก้ปัญหาด้วยการขี่รถไปด้วยอุ้มเด็กไปด้วย! หรือขับขี่มือเดียวแล้วประคองเด็กนั่งข้างหน้า อันตรายมากหากเด็กดิ้นจนหลุดมือตกลงพื้นถนน หรือเกิดอุบัติเหตุจนมีการเบรกกะทันหันแรง ๆ ดีไม่ดีก็ล้อรถที่เด็กโดยสารมานั่นแหละที่จะทับตัวเด็ก
- มีเด็กซ้อนมาด้วยหลายคน ธรรมชาติของเด็กอยู่นิ่ง ๆ ได้ไม่นาน และไม่ใช่ธรรมชาติของเด็กที่จะมีวุฒิภาวะมากพอในเรื่องรู้จักเวล่ำเวลา และยิ่งถ้ามาด้วยกันหลายคน บางทีเด็กก็เล่นกัน ทะเลาะกัน ซึ่งนอกจากจะทำลายสมาธิของผู้ขับขี่แล้ว ยังส่งผลอย่างมากต่อความสามารถในการควบคุมรถและการรักษาสมดุลที่ลดลง
- ให้เด็กนั่งข้างหน้าแทนการซ้อนท้าย หรือให้เด็กนั่งไพล่ (หันข้าง) หลายบ้านชอบให้เด็กมานั่งข้างหน้าผู้ขับขี่ เพราะเด็กชอบ ส่วนตัวผู้ใหญ่ก็ (คิดเอง) ว่าสามารถกอดเด็กไว้ได้ หรือมองเห็นเด็กง่ายกว่า แต่การที่เด็กอยู่ด้านหน้าคนขับขี่ ทำให้เด็กอยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงมากเมื่อเกิดการชนหรือเบรกฉุกเฉิน และยังรบกวนการควบคุมรถของผู้ขับขี่ด้วย ในขณะเดียวกัน บางบ้านสอนให้ลูกสาวนั่งไพล่ (หันข้าง) เวลาซ้อนรถ ในกรณีของเด็กนั้นอาจเสียสมดุลได้ง่ายมาก รวมถึงเท้าหรือเสื้อผ้าก็ยังมีโอกาสเข้าใกล้ชิ้นส่วนของรถที่กำลังวิ่ง ขนาดผู้ใหญ่บางคนยังตกจากรถด้วยการนั่งท่านี้ด้วยซ้ำ
- ปล่อยให้เด็กนั่งเล่นมือถือหรือให้เด็กหลับ ขณะที่ซ้อนท้าย ธรรมชาติของเด็ก เมื่อสมาธิโฟกัสอยู่ที่อะไรบางอย่าง เด็กจะแทบไม่สนใจสิ่งรอบตัวเลย บางทีไม่สนใจตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังนั่งอยู่ในท่าทางที่ใกล้จะตกรถแล้ว เพราะตาจดจ่ออยู่แค่กับจอมือถือ ที่สำคัญคือเมื่อมือข้างหนึ่งหรืออาจจะทั้งสองข้าง ถูกนำมาใช้สำหรับการจับมือถือ นั่นหมายความว่าเด็กไม่ได้ใช้มือในการเกาะกุมเพื่อยึดเหนี่ยวตัวเองหรือรักษาสมดุลตัวเองเลย อาจทำให้เด็กหงายหลังหรือพลัดตกรถได้ง่าย ๆ บางบ้านปล่อยเด็กนั่งหลับขณะซ้อนท้ายไปโรงเรียนหรือกลับจากโรงเรียน ซึ่งเด็กก็ขาไม่ถึงที่พักเท้าอยู่แล้ว ยิ่งเด็กหลับก็ไม่สามารถช่วยรักษาสมดุลหรือยึดจับตัวผู้ขับขี่ได้เหมือนเด็กที่ตื่นอยู่
- พฤติกรรมเสี่ยงของตัวผู้ขับขี่ เช่น ใช้ความเร็ว ปาดหน้า ผ่าไฟแดง เล่นมือถือ ย้อนศร มึนเมา ซ้อนสาม ฯลฯ ลำพังพฤติกรรมเหล่านี้ก็สร้างความเสี่ยงให้กับตัวผู้ขับขี่เองอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมีเด็กโดยสารไปด้วยก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง และแทนที่จะระมัดระวังมากกว่าเดิม กลับทำพฤติกรรมเดิม เพิ่มเติมคือเอาเด็กไปร่วมเสี่ยงด้วย พอเกิดเหตุสลดขึ้น จึงกลายเป็นที่มาของคำว่า “ยกครัว”
- ปล่อยให้เด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ใช้รถขับขี่ตามลำพัง ในประเทศไทยพบเห็นได้บ่อยมาก ทั้งในเมืองและตามต่างจังหวัด อย่างที่บอกว่าจักรยานยนต์เป็นรถที่เข้าถึงได้ง่าย หลายบ้านฝึกหัดให้ลูกหลานใช้เป็นตั้งแต่ตัวยังน้อย ๆ บางบ้านไม่ได้ตั้งใจหัดแต่เด็กก็เรียนรู้ได้จากการเห็นและสังเกต และพอเด็กขับขี่เป็นก็อนุญาตให้เด็กนำรถมาใช้เพื่อเดินทางสั้น ๆ หรือแม้แต่การเก็บกุญแจไม่ดี เด็กก็ไปหยิบมาใช้เองแล้วขับขี่ออกไปโดยไม่ขอผู้ปกครองก็มี นี่เป็นเรื่องอันตรายมาก แถมยังเป็นภาระให้กับผู้ที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ ต้องเดือดร้อนคอยระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุอีก
พฤติกรรมเสี่ยงบนรถยนต์เมื่อมีเด็กโดยสารมาด้วย
ไม่ใช่แค่บนรถจักรยานยนต์เท่านั้นที่มีความเสี่ยง ขึ้นชื่อว่าเด็ก ก็ทำให้ทุกที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ไม่เว้นแต่บนรถยนต์ ที่แม้ความเสี่ยงจะน้อยกว่า เนื่องจากโครงสร้างที่มีเหล็กห่อหุ้มร่างกายไว้ หากเกิดอุบัติเหตุก็อาจจะไม่ร้ายแรงมากเท่าจักรยานยนต์ อย่างไรก็ดี หากยังไม่ลดพฤติกรรมเสี่ยงหรือขับขี่อย่างประมาท มันก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน
ภาพความประมาทจากผู้ใหญ่ที่พาเด็กโดยสารไปกับรถยนต์ ที่เราเห็นกันบนท้องถนน เช่น
- ให้เด็กนั่งเบาะหน้า เพราะเด็กอยากดูทาง ทั้งให้เด็กนั่งเบาะรถยนต์ธรรมดา หรือแม้แต่ให้นั่ง Car Seat ที่ติดตั้งไว้เบาะหน้า โดยอาจลืมว่าเด็กนั้นตัวเล็กเกินไป และสรีระของเด็กจะไม่ได้ถูกปกป้องจากระบบความปลอดภัยของรถแบบเดียวกับผู้ใหญ่ หากเกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยด้านหน้าทำงาน อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ เพราะมันจะกระแทกเข้ากับตัวเด็กในตำแหน่งที่อันตรายกว่าผู้ใหญ่มาก ๆ หรืออาจจะไม่ช่วยปกป้องตัวเด็กจากการกระแทกเลย อีกทั้ง Car Seat บางรุ่นมีขนาดใหญ่ อาจทำให้บดบังทัศนวิสัยในการมองกระจกมองข้างของคนขับ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
- ให้เด็กนั่งตักคนขับ หลายบ้านทำเช่นนี้ แถมยังมีการหยอกล้อกับเด็กด้วย เด็กไม่ได้ปลอดภัยขึ้นเพียงเพราะมีผู้ใหญ่อุ้มไว้ การมีเด็กนั่งอยู่บนตักทั้งทำลายสมาธิในการขับรถ บดบังทัศนวิสัย หากเกิดการชน เด็กอาจจะพุ่งทะลุออกนอกตัวรถผ่านกระจกหน้าที่แตก หรือหากถุงลมนิรภัยทำงาน มันจะกระแทกเข้ากับตัวเด็กเต็ม ๆ หรือถูกแรงจากร่างกายผู้ใหญ่อัดทับ
- ให้เด็กนั่งตักผู้โดยสารที่นั่งข้างหน้าข้างคนขับ ลักษณะเดียวกัน หากเกิดการชนแรง ๆ ผู้ใหญ่ไม่สามารถที่จะใช้แขนของตัวเองล็อกเด็กเอาไว้ได้ เด็กอาจจะพุ่งทะลุออกนอกตัวรถผ่านกระจกหน้าที่แตกจากการชน หรือหากถุงลมนิรภัยทำงาน มันจะกระแทกเข้ากับตัวเด็กเต็ม ๆ หรือถูกแรงจากร่างกายผู้ใหญ่อัดทับอีกที
- ให้เด็กใช้เข็มขัดนิรภัยของผู้ใหญ่ทั้งที่เด็กตัวเล็กเกินไป การคาดเข็มขัดนิรภัย คือวิธีการนั่งรถยนต์ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ เข็มขัดนิรภัยต้องพาดผ่านตำแหน่งที่เหมาะสมกับสรีระของผู้โดยสาร ถ้าตัวเด็กเล็กเกินไป เข็มขัดอาจพาดผิดตำแหน่งจนไม่สามารถรั้งตัวเด็กไว้กับเบาะได้ และเพิ่มการบาดเจ็บไปอีกเมื่อเกิดการชนแรง ๆ
- ให้เด็กนั่งเบาะหลังโดยไม่มี Car Seat หรือติดตั้งในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ติดตั้งผิดวิธี นี่เป็นกฎหมายที่บังคับใช้ ตามราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พ.ร.บ. การจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 7 พ.ค. 2565 กำหนดให้คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือนั่งในที่พิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และคนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด และหากติดตั้งในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ก็เท่ากับว่าการให้เด็กนั่ง Car Seat แทบไม่มีประโยชน์ในการป้องกันอันตรายเลย
- ไม่มี Car Seat ให้กับเด็กที่โตแล้ว กับเด็กที่โตแล้วประมาณ 7-10 ขวบ ก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ แต่จริง ๆ เด็กบางคนสรีระยังไม่โตพอ ขนาดตัวที่เหมาะสมกับการใช้เข็มขัดนิรภัยของรถ ก็ยังต้องใช้ระบบยึดเหนี่ยวที่เหมาะกับวัยและขนาดตัวของเด็ก
- ให้เด็กนั่งกระบะท้าย พบเห็นได้เป็นปกติในช่วงวันสงกรานต์ ทั้งที่มันไม่ควรจะเป็นเรื่องปกติ การพาเด็กนั่งกระบะท้าย แถมยังมีการยืนเล่นน้ำในขณะรถวิ่ง หากเกิดการชนหรือรถเสียหลัก ความเสี่ยงที่เด็กจะกระเด็นตกจากรถมีสูงมาก
- ยอมให้เด็กโผล่หัวหรือยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายออกนอกตัวรถ เช่น ยื่นหัวออกไปรับลม ยื่นแขนออกไป หรือเปิดซันรูฟแล้วยืนขึ้นมา พฤติกรรมนี้อันตราย เนื่องจากตัวเด็กอาจไปกระแทกเข้ากับสิ่งกีดขวาง ยิ่งเมืองไทยมีรถจักรยานยนต์วิ่งร่วมทางอยู่เป็นจำนวนมาก เด็กอาจถูกเฉี่ยวชน หรือได้รับอันตรายหากรถเกิดชนหรือเบรกกะทันหัน เด็กอาจกระเด็นออกนอกตัวรถได้เลย
- ปล่อยให้เด็กเล่นกับประตูหรือกระจกไฟฟ้า เด็กเล็กอาจกดเปิด-ปิดประตูเล่น โดยไม่ได้ระวัง (ซึ่งเด็กก็ไม่ได้ระวังอยู่แล้ว) ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจะเข้าไปอยู่ในจุดที่ถูกหนีบได้ แถมยังเป็นการทำงานแบบไฟฟ้าที่มีระบบซับซ้อนกว่าระบบมือ มันอาจบีบกระแทกได้แรงกว่าและไม่ยอมหยุดทำงาน ต่างจากระบบที่ใช้แรงคนควบคุม
- ปล่อยเด็กไว้บนรถตามลำพัง นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมาก และอันตรายมาก ๆ กับสภาพอากาศของเมืองไทย ที่ทิ้งเด็กไว้บนรถร้อน ๆ ไม่กี่นาทีก็ตายได้ จากรายงานข่าวที่เกิดขึ้น มีทั้งกรณีที่ตั้งใจทิ้งเด็กไว้ เพราะคิดว่าตัวเองลงไปแป๊บเดียว เปิดแอร์ทิ้งไว้ให้ แต่เด็กดันล็อกรถจนผู้ใหญ่เปิดกลับเข้าไปไม่ได้ หรือเด็กเผลอทำให้รถเคลื่อนจนเกิดอุบัติเหตุ กับกรณีที่ไม่ได้ตั้งใจ คือลืมว่ามีเด็กอยู่บนรถ หรือไม่รู้ว่ามีเด็กอยู่บนรถเพราะไม่รู้ว่าเด็กขึ้นรถมาตอนไหน สุดท้ายก็มักจะลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม
- พฤติกรรมเสี่ยงของตัวผู้ขับขี่ เช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์เลย เช่น ใช้ความเร็ว ปาดหน้า ขับแซงในจังหวะอันตราย ผ่าไฟแดง เล่นมือถือ ย้อนศร มึนเมา ฯลฯ แทนที่มีเด็กมาด้วยจะเพิ่มความระมัดระวัง แต่กลับคิดว่าโครงสร้างของรถยนต์ก็น่าจะเพียงพอให้เด็กปลอดภัยหากเกิดอุบัติเหตุ แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย
การพาเด็กโดยสารรถไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักเสมอว่า “เด็กก็คือเด็ก” ที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้เท่าที่ควร บางทีเด็กอาจจะรู้สึกกลัวเวลาที่ผู้ใหญ่พาทำ (ความกลัวทั่วไปของเด็กที่อาจไม่ได้มองลึกไปถึงจุดที่กลัวว่าจะเกิดอันตราย) แต่ก็ไม่สามารถที่จะบอกกับผู้ใหญ่ได้ว่าอย่าทำแบบนั้นอีกได้ไหม หรือเวลาที่เกิดเหตุอะไรขึ้นมา เด็กอาจไม่ได้มีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่าต้องปกป้องตัวเองและเอาตัวรอดอย่างไร
ในฐานะผู้ใหญ่ จึงไม่ควรพาเด็กไปเสี่ยงเกินความจำเป็น และให้ระมัดระวังบางพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่คิดว่าทำเพื่อป้องกันหรือดูแลเด็ก ๆ อย่างการพาลูกนั่งตักเวลานั่งรถ เพราะเชื่อมือตัวเองและสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่มากกว่าอุปกรณ์ความปลอดภัย ว่าตัวเองจะดูแลลูกที่อยู่กับมือได้ดีกว่า แต่แท้ที่จริงมันคือการเพิ่มความเสี่ยงให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว! โดยเฉพาะในวินาทีแห่งความเป็นความตาย มนุษย์มีสัญชาตญาณรักตัวกลัวตาย คุณอาจจะเผลอปล่อยมือจากลูกเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อปกป้องตัวเองก็ได้ ใครจะรู้! จึงไม่ควรพาเด็กไปเสี่ยงกับความไม่แน่นอน






























