Home Work & Living Living พลิกวิกฤติน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์

พลิกวิกฤติน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์

Repids (รีพิดส์) นวัตกรรมจากจุฬาฯ เปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นสารกำจัดแมลงอินทรีย์ปลอดสารพิษ ช่วยลดปัญหามลพิษจากไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ สร้างทางเลือกผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำให้เกษตรกร ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลายบริษัทที่มีโรงอาหารสำหรับพนักงานจำนวนมากคงเคยเผชิญกับปัญหากากไขมันสะสมจนระบบท่ออุดตัน แม้จะมีระบบกรองและดักไขมันแล้วก็ตาม แนวทางแก้ไขก็อาจมีตั้งแต่ล้างท่อด้วยน้ำร้อน ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าไปในท่อ ใช้สารเคมีหรือเติมจุลินทรีย์เพื่อสลายไขมัน ฯลฯ แต่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหา ด้วยนวัตกรรมที่แปลงน้ำมันพืชใช้แล้วหรือกากไขมันให้เป็นสารป้องกันแมลงปลอดสารพิษ คิดค้นโดย ดร.ณัฐพงศ์ ตันติวิวัฒนพันธ์ นักวิจัยชำนาญการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.ณัฐพงศ์ ตันติวิวัฒนพันธ์ นักวิจัยชำนาญการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนปี 2563 จุฬาฯ มีปัญหากากไขมันจากโรงอาหารสะสมในระบบท่อจนอุดตัน เพราะไม่ค่อยมีการทำความสะอาดกล่องดักไขมัน ทำให้ดักจับไขมันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตอนแรก เราก็แก้ปัญหาโดยการแปลงไขมันให้เป็น “สบู่โพแทสเซียม” ที่ย่อยสลายได้ง่ายและนำเอาไปหมักพร้อมกับปุ๋ยหมักจามจุรี แต่ต่อมา เราได้ปรึกษากับอาจารย์จากคณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วพบว่าสารนี้ใช้กำจัดแมลงในแปลงเกษตรอินทรีย์ได้ ทีมของเราจึงคิดค้นผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง Repids ขึ้น” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรมสบู่เหลวโพแทสเซียม Repids สารควบคุมแมลงศัตรูพืช ที่ปลอดภัยต่อพืช เด็ก สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม

ภาพระยะใกล้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการระบายน้ำมันที่ใช้ทำอาหารจากหม้อทอดลึกเชิงพาณิชย์ลงในภาชนะโลหะขนาดใหญ

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ชื่อ “Repids” มาจากการผสมคำระหว่าง “Re” อันหมายถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle/Reuse) กับ “Lipids” ซึ่งแปลว่า “ไขมัน” ซึ่งสื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการนำไขมันหรือน้ำมันพืชใช้แล้วกลับมาสร้างคุณค่าใหม่

น้ำมันพืชใช้แล้ว: ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด

สต็อกอุปกรณ์เก็บรวบรวมน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil) เพื่อลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมจากขยะครัวเรือน โดยนำไปรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตไบโอดีเซล

ดร.ณัฐพงศ์ อ้างข้อมูลจากการรีวิว (Literature Review) งานวิจัยในระดับนานาชาติ ที่เผยว่าประเทศไทยมีน้ำมันพืชใช้แล้วสะสมกว่า 800,000 ตันต่อปี แต่เก็บรวบรวมได้เพียงไม่ถึง 5% ที่เหลืออีก 95% ไหลลงท่อระบายน้ำ “เมื่อน้ำมันเจอเข้ากับน้ำกระด้างที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง ก็จะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นของแข็งเกาะผนังท่อ ที่เรียกว่า “Fatberg” สะสมจนอุดตันท่อสาธารณะในที่สุด”

เมื่อท่อระบายน้ำสาธารณะซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการระบายน้ำของเมืองถูก “ก้อนไขมันแข็ง” อุดตันจนพื้นที่ในท่อเหลือไม่ถึงครึ่ง หรือบางจุดอุดตัน 100%

  • ผลที่ตามมา: เวลาฝนตกหนัก น้ำฝนจะไม่สามารถไหลลงท่อได้ทันที แต่จะเอ่อล้นขึ้นมาบนพื้นผิวจราจร กลายเป็นปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood) หรือที่มักเรียกกันว่า “น้ำรอการระบาย”
  • ความเดือดร้อน: การจราจรเป็นอัมพาต รถติดยาวนาน รถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม และส่งผลกระทบต่อการเดินทางไปทำภารกิจต่าง ๆ ของทุกคนในเมือง รวมถึงเมื่อเกิดน้ำหนุนหรือน้ำท่วมขัง ระบายไม่ทัน ก็อาจส่งกลิ่นเหม็นเน่าเสียขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ โชยไปทั่วบริเวณ สิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะเอ่อขึ้นมาสัมผัสกับร่างกายมนุษย์ เสี่ยงต่อโรคผิวหนังและโรคทางเดินอาหาร

กระบวนการผลิต Repids: เทคโนโลยีที่ชาวบ้านทำได้เอง

หัวใจของ Repids คือกระบวนการที่เรียกว่าปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน (Saponification) หรือการทำสบู่ โดยนำน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งในทางเคมีเรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) มาทำปฏิกิริยากับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (Potassium Hydroxide – KOH) เพื่อให้ได้สบู่โพแทสเซียมที่มีลักษณะเหลวข้นออกมา

ดร.ณัฐพงศ์ และทีม ถ่ายทอดความรู้การผลิตสารกำจัดแมลงอินทรีย์จากน้ำมันพืชใช้แล้วให้แก่ชุมชน
ที่มา: เพจรีพิดส์

“โดยปกติแล้วน้ำและน้ำมันตามธรรมชาติไม่ผสมกัน ทำให้การทำสบู่นั้นใช้เวลานาน และบางครั้งเกิดปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ ปัญหานี้ ในระดับอุตสาหกรรม แก้ได้ด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์ (Homogenizer) ) ที่มีแรงปั่นสูง แต่ชาวบ้านไม่มีเครื่องแบบนั้น ทีมนวัตกรรม Repids จึงออกแบบสูตรพิเศษที่เพิ่มแอลกอฮอล์เป็นตัวกลางช่วยให้สารผสมกัน โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือราคาแพง และได้พัฒนากระบวนการให้ทุกคนสามารถทำได้ด้วยสารเคมีที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปคือทำตามสูตรแล้วได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องทุกครั้ง ที่สำคัญ กระบวนการนี้ไม่ก่อให้เกิดของเสียเลย (Zero Waste) สารทุกตัวที่ใส่เข้าไปจะถูกแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งหมด”

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่าวิธีการทำ Repids นั้นไม่ยาก จะใช้หลักการทางเคมีที่เรียกว่า Saponification (ปฏิกิริยาการเกิดสบู่) โดยวัตถุดิบประกอบด้วย:

  • น้ำมันพืชใช้แล้ว: เป็นแหล่งไขมันหลัก (นำมาบำบัด/กรองกากอาหารออกก่อน)
  • ด่างคลีหรือโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (Potassium Hydroxide – KOH): ด่างตัวนี้ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ได้สบู่เหลว ซึ่งทำให้ละลายน้ำได้ 100% ต่างจากการใช้โซดาไฟ (Sodium Hydroxide – NaOH) ที่จะได้สบู่ก้อนแข็ง
  • เอทิลแอลกอฮอล์ (เช่น เอทานอล): ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและช่วยละลาย เพื่อให้ไขมันในน้ำมันพืชกับน้ำด่างผสมเข้าเนื้อกันได้เร็วและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

วิธีการทำ: นำวัตถุดิบมากวนผสมกันภายใต้ความร้อนคงที่ 70-80 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง จนได้เนื้อสบู่เข้มข้นเหมือนน้ำผึ้ง ก่อนจะนำไปละลายน้ำสะอาดเพิ่ม ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้ว 1 ลิตร จะสามารถแปรสภาพเป็นน้ำยาพร้อมใช้งานได้ถึง 4 ลิตร

นำวัตถุดิบมากวนผสมกันภายใต้ความร้อนคงที่ 70-80 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง
ที่มา: เพจรีพิดส์
สารกำจัดแมลงอินทรีย์จากน้ำมันพืชใช้แล้วที่ชุมชนผลิต
ที่มา: เพจรีพิดส์
ขั้นตอนการเตรียมหัวเชื้อสำหรับทำสบู่โพแทสเซียมจากน้ำมันพืชใช้แล้วในระดับครัวเรือน
กระบวนการทำสบู่โพแทสเซียมจากน้ำมันพืชใช้แล้วในระดับครัวเรือน

สูตรการผลิต Repids ได้รับการจดอนุสิทธิบัตร (Utility Patent) แล้ว และทีมผู้คิดค้น Repids เลือกเปิดเผยสูตรให้ชุมชนและวิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเองได้ โดยมีอินโฟกราฟิก (Infographic) แบบง่าย ๆ อธิบายขั้นตอน ส่วนวัตถุดิบในการผลิตก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในราคาที่ไม่แพง

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง: ทำไมสบู่ถึงฆ่าแมลงได้?

หลายคนอาจสงสัยว่าสบู่ธรรมดาจะไปสู้กับแมลงได้อย่างไร แต่จริง ๆ แล้วมีกลไกทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า “ลองสังเกตดูเวลาหยดน้ำบนใบพืชหรือตัวแมลง น้ำจะม้วนตัวกลม ๆ และกลิ้งออกไปง่าย ๆ เพราะทั้งใบไม้และตัวแมลงต่างมีชั้นไขมันหุ้มอยู่ ซึ่งธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ น้ำเลยกลิ้งออกโดยไม่เกาะ แต่สบู่โพแทสเซียมเป็นสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ซึ่งมีทั้งส่วนที่ชอบน้ำและชอบน้ำมัน จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสองสิ่งที่ปกติไม่ยอมผสมกัน เมื่อฉีดสารละลาย Repids ลงไป ก็สามารถเคลือบตัวแมลง (Wetting Effect) นี้เองที่เป็นกลไกหลักในการกำจัดแมลง”

กลไกการทำลายแมลง/การออกฤทธิ์

มีอยู่ด้วยกัน 2 จังหวะ

จังหวะที่ 1: สบู่ Repids ออกฤทธิ์น็อกทันที (Immediate Action)

ตัวสบู่เหลว Repids ที่ได้จากน้ำมันพืชเก่า มีคุณสมบัติเป็นสารซักฟอกอ่อน ๆ โดยธรรมชาติ เมื่อฉีดพ่นไปโดนตัวแมลงศัตรูพืช (โดยเฉพาะแมลงตัวเล็ก ๆ หรือพวกแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง) จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นทันที:

  • ล้างเกราะคุ้มกัน/ทำลายชั้นไขมันผิว (Cuticle Disruption): ตามธรรมชาติ ผิวของแมลงพวกนี้จะมีชั้นไขมันหรือแป้งเคลือบอยู่เพื่อป้องกันตัวเองและกักเก็บน้ำ แต่สบู่ Repids จะเข้าไป ชะล้างไขมันที่เคลือบตัวแมลงออก ทำให้แมลงสูญเสียน้ำจากร่างกายอย่างรวดเร็วและแห้งตาย กลไกนี้ทำงานได้ดีกับแมลงที่มีผิวบางหรือผนังลำตัวอ่อนนิ่ม เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรขาว และแมลงหวี่ขาว
  • อุดรูหายใจ (Physical Hazard) แมลงหายใจผ่านรูเล็ก ๆ ที่ผิวลำตัว เรียกว่า สไปราเคิล (Spiracle) เมื่อฟิล์มสบู่คลุมตัวแมลง มันจะไปอุดรูหายใจเหล่านั้น ทำให้แมลงขาดอากาศและตายในที่สุด การอุดรูหายใจไม่ใช่สารพิษเคมี จึงไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา (Pesticide Resistance) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของยาฆ่าแมลงทั่วไป
ประสิทธิภาพการกำจัดแมลงปากดูดของสบู่โพแทสเซียมจากน้ำมันพืชใช้แล้ว Repids
ที่มา: เพจรีพิดส์

จังหวะที่ 2: สปอร์ชีวภัณฑ์ (BT/เชื้อรา) ตามเก็บงานระยะยาวด้วย Wetting Effect

คำว่า Wetting Effect (เวทติ้งเอฟเฟกต์ การทำให้เปียกชุ่ม) คือ ความสามารถในการลดแรงตึงผิวของน้ำ นึกภาพเวลาเราหยดน้ำลงบนใบไม้ที่มัน ๆ หรือบนตัวแมลง น้ำมักจะกลิ้งเป็นลูกกลม ๆ แล้วไหลตกพื้นไป ไม่ยอมเกาะเปียกบนใบไม้หรือตัวแมลงเลย นั่นคือสิ่งที่มีแรงตึงผิวสูง และเมื่อเราใส่สบู่ Repids ลงไปผสมกับน้ำและสปอร์เชื้อรา (เช่น บีที หรือ บิวเวอเรีย) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:

  • กระจายตัวและเปียกทั่ว (Wetting): สบู่จะลดแรงตึงผิว ทำให้น้ำยาไม่จับตัวเป็นก้อนกลม แต่จะแผ่กระจายตัวเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ เคลือบเปียกไปทั่วทั้งใบไม้และซอกมุมบนตัวแมลงอย่างทั่วถึง ทำให้สปอร์ของเชื้อราที่ผสมอยู่กระจายตัวไปแปะติดอยู่ทั่วทุกจุด ไม่กองรวมกันหรือไหลทิ้งลงดิน
  • ค่อย ๆ เติบโตและฝังตัว (Long-Term Action): สำหรับแมลงที่อึดและรอดชีวิตจากจังหวะแรกมาได้ สปอร์ของเชื้อรา (เช่น บิวเวอเรีย) ที่ติดอยู่บนตัวมันอย่างทั่วถึงจาก Wetting Effect จะได้รับความชื้นและค่อย ๆ งอกเส้นใย แทงทะลุผ่านผิวแมลงที่โดนสบู่กัดเซาะไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เข้าไปเจริญเติบโตข้างในตัวแมลง ทำให้แมลงค่อย ๆ ป่วยและตายไปใน 3-7 วัน

ความปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่าสบู่เหลวโพแทสเซียม Repids มีความปลอดภัยตามมาตรฐานการผลิตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วย สามารถใช้เป็นสารควบคุมแมลงศัตรูพืช หรือผสมเป็นสารจับใบเพิ่มประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ต่าง ๆ มีความปลอดภัยต่อพืช เด็ก และสัตว์เลี้ยง และสามารถย่อยสลายในดินปลดปล่อยแร่ธาตุโพแทสเซียมได้ภายใน 5 วัน

ที่สำคัญ ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า “Repids จะไม่ส่งผลกระทบต่อผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสร หรือโพลิเนเตอร์ (Pollinator) เนื่องจากพวกมันมีขนาดใหญ่กว่าและบินหนีได้ การฉีดพ่น Repids จึงไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อดีที่สารกำจัดแมลงเคมีส่วนใหญ่ทำไม่ได้”

การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยสารชีวภัณฑ์ (Biocontrol Agents)

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า Repids ในรูปแบบดั้งเดิมต้องใช้ที่ “ความเข้มข้นสูงถึง 2% จึงจะได้ผล ซึ่งทำให้ต้นทุนสูง” แต่ทีมวิจัยค้นพบวิธีแก้ปัญหาโดยการใช้ร่วมกับสารชีวภัณฑ์ (Biocontrol Agents) เช่น

  • บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bacillus Thuringiensis) หรือที่คนในวงการเกษตรเรียกกันติดปากสั้น ๆ ว่า เชื้อ BT (บีที) เป็นแบคทีเรียปราบหนอน โดยเฉพาะ หนอนเจาะสมอ, หนอนคืบ, หนอนใยง หรือสปอร์ของเชื้อราต่าง ๆ
  • บิวเวอเรีย บัสเซียนา (Beauveria Bassiana) หรือชื่อสามัญว่า เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นเชื้อราฆ่า แมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง, เพลี้ยไฟ, แมลงหวี่ขาว
  • ผลลัพธ์ คือสามารถลดความเข้มข้นของสบู่โพแทสเซียมลงได้กว่า 100 เท่า จาก 2% เหลือเพียง 0.02% เพราะต้องการแค่คุณสมบัติการกระจายตัว (Wetting) ไม่ต้องการความหนาของฟิล์มเพื่อฆ่าแมลงโดยตรง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสำหรับเกษตรกรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
Repids เพิ่มประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ของสารสกัดสมุนไพรที่ใช้ไล่แมลง และสามารถย่อยสลายตัวปล่อยแร่ธาตุโพเทสเซียมให้แก่ดิน
ที่มา: เพจรีพิดส์

สารชีวภัณฑ์เหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ อาทิ Shopee/ Lazada/ Line OA/ Facebook สนนราคาตามขนาดและปริมาณ

  • สเปรย์พร้อมใช้ในครัวเรือน 300 มิลลิลิตร ราคา 129 บาท
  • สำหรับฟาร์มแบบเข้มข้น 2 ลิตร (ได้น้ำยา 20 ลิตร) ราคา 199 บาท
ผลิตภัณฑ์ K-Soap
ที่มา: เพจรีพิดส์

ข้อจำกัดของ Repids

K-Soap โฉมใหม่ ขวดสเปรย์แบบพร้อมใช้

Repids ได้ผลดีกับแมลงผิวนิ่มที่เคลื่อนที่ช้า เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรขาว และแมลงหวี่ขาวในระยะตัวอ่อน แต่ประสิทธิภาพจะลดลงอย่างมากกับ:

  • แมลงที่มีเปลือกแข็ง เช่น ด้วงต่าง ๆ
  • แมลงที่บินได้เร็ว เช่น แมลงสาบ แมลงวัน เพราะสารต้องสัมผัสตัวแมลงโดยตรง หากบินหนีได้ทันจะไม่ตาย
  • หนอนกระทู้ ที่อยู่ในระยะตัวโต
  • หนอนเจาะลำต้น หรือแมลงที่อาศัยอยู่ใต้ดิน ซึ่งยังเป็นโจทย์ที่ยังแก้ไม่ได้

Repids กับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

“ความขี้เหนียว” คือภาษาง่าย ๆ ที่ดร.ณัฐพงศ์ ใช้อธิบายแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงชีวิตหลังการใช้งาน (End of Life) ไม่ใช่แค่การนำขยะกลับมาใช้ใหม่เท่านั้น โดยทีมผู้คิดค้นนวัตกรรม Repids ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ กล่าวคือ

  • วัตถุดิบ มาจากน้ำมันพืชใช้แล้วในชุมชน ที่ปกติจะถูกทิ้งหรือก่อมลพิษ
  • กระบวนการผลิต ออกแบบให้ชุมชนทำเองได้ ไม่ต้องขนส่งออกนอกพื้นที่
  • ผลิตภัณฑ์ นำกลับไปใช้ในแปลงเกษตรในพื้นที่เดียวกัน
  • หลังใช้งาน สบู่โพแทสเซียมย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) เกือบ 90% และเมื่อสลายตัวจะปลดปล่อยโพแทสเซียม (Potassium) ออกมาเป็นปุ๋ยให้กับพืชอีกด้วย

วิสัยทัศน์ระยะยาว: จากสบู่สู่เทคโนโลยีดูแลระบบนิเวศ

ดร.ณัฐพงศ์ พูดถึงเป้าหมายสูงสุดของ Repids ว่าคือการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหา ความสามารถในการฟื้นตัวของดิน (Soil Resilience) และคุณภาพน้ำ (Water Quality)โดยใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

“ทีมนวัตกรรม Repids ถนัดในการทำวิจัยและพัฒนา (R&D – Research and Develop) จึงวางแผนระยะยาวให้ทีมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับจัดการปัญหาแมลงและศัตรูพืชตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับวิสาหกิจชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏในภูมิภาคต่าง ๆ หรือโรงงาน ที่รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ (OEM – Original Equipment Manufacturer) เพื่อผลิตใช้ในพื้นที่”

จับมือภาคธุรกิจ: ก้าวต่อไปของ Repids

ความร่วมมือล่าสุดของทีม Repids คือความร่วมมือกับ “เซ็นทรัล ทำ” (Central Thum) หน่วยงาน CSR (Corporate Social Responsibility) ของเครือเซ็นทรัล ที่ดูแลเกษตรกรอินทรีย์ในจังหวัดน่านและพื้นที่ภาคเหนือ

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายแนวทางความร่วมมือว่า “ทีม Repids จะเข้าไปสำรวจพื้นที่ ประเมินระบบการเก็บรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว จัดตั้งระบบ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสบู่โพแทสเซียมให้กับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ และชุมชนจะนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ไปใช้ในแปลงเกษตรของตนเอง ในขณะที่ “เซ็นทรัล ทำ” จะรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากชุมชนนั้น โดยมีผลิตภัณฑ์ Repids เป็นส่วนหนึ่งในการการันตีว่าผลผลิตปลอดสารจริง”

รูปแบบธุรกิจของ Repids ประกอบด้วย (A) การผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านทางช่องทางออนไลน์, (B) การรับจ้างผลิตแบบ OEM, และ (C) การยกระดับศักยภาพในพื้นที่และให้บริการด้านสารเคมีและที่ปรึกษา

คำขอบคุณจากเกษตรกรคือพลังขับเคลื่อนทีม Repids

สุดท้าย ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวถึงแรงผลักดันที่ทำให้ทีม Repids มีพลังต่อยอดและพัฒนานวัตกรรมต่อไปว่า “การทำผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย (Tech to Commercialize) มันต้องลงทุนลงแรงกับใช้เวลาเยอะมาก บางครั้งเราก็ท้ออยากจะเลิกอยู่หลายครั้ง แต่พอมีเกษตรกรเดินมาบอกว่าของที่เราทำมันมีประโยชน์กับเขา ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น เรารู้สึกดีมากอยากทำต่อ และอยากทำให้มันดีขึ้นไปอีก”

ถ้ามีใครสนใจเกี่ยวกับ Repids สามารถเข้าไปขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อได้ที่ https://linktr.ee/Repidsofficial

ข้อมูลจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย