Home Inspiration รถเราไม่เก่าเลย รถแข่งโมโตจีพี “เร็ว-แรง” เกินไปจริงหรือ

รถแข่งโมโตจีพี “เร็ว-แรง” เกินไปจริงหรือ

ในกีฬาแข่งรถ รถคันที่ทำความเร็วได้สูงที่สุดในสนาม อาจไม่ใช่ผู้ชนะการแข่งขันเสมอไป เพราะในสนามแข่ง วัดกันที่ใครผ่านเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ การทำท็อปสปีดได้สูง ๆ ในช่วงทางตรง คุณอาจไปเสียเวลาในช่วงเข้าโค้ง ฉะนั้น หากมีเครื่องยนต์ที่แรงพอ ๆ กัน ใครเสียเวลาในโค้งน้อยกว่าคือคนที่ได้เปรียบ

ยกตัวอย่างในการแข่งขันโมโตจีพี สนามประเทศไทย ที่ผ่านไปหมาด ๆ สถิติความเร็วสูงสุด หรือท็อปสปีดในวันแข่งขัน ที่ทุกคันจะทำได้ในช่วงสุดทางตรงโค้ง 3 ปีนี้เป็นของฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า แชมป์โลกจากทีมโรงงานดูคาติ กดไป 336.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ชัยชนะเป็นของ ฆอร์เก้ มาร์ติน จากทีมพราแม็ค ดูคาติ ซึ่งท็อปสปีดของเขาอยู่ในอันดับ 7 เท่านั้น

เท่ากับว่าหากมีเครื่องยนต์ความจุเท่ากัน ท็อปสปีดอาจไม่ใช่คำตอบ หากเทียบกับความสม่ำเสมอในการทำเวลาต่อรอบ ซึ่งจะว่าไปตัวเลขท็อปสปีดที่บุรีรัมย์ของเราว่าโหดแล้ว แต่รู้หรือไม่ครับว่า รถแข่งโมโตจีพี เครื่องยนต์ 1,000 ซีซี ในยุคปัจจุบัน มันสามารถทำความเร็วได้ทะลุ 365 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมาแล้ว ที่สนามมูเจลโล่ ประเทศอิตาลี

บวกกับสถิติการล้มและบาดเจ็บนักนักบิดในปีนี้ ก็มากขึ้นจากซีซั่นก่อน ๆ โดยสถิติเพียงแค่ครึ่งฤดูกาลแรกของปี 2023 ที่ผ่านมา มีนักบิดล้ม (นับรวมทั้งรอบซ้อม รอบควอลิฟาย และรอบแข่งจริง) รวมกันถึง 159 ครั้ง! ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักบิดส่วนใหญ่ล้ม ก็มาจากพละกำลังของเครื่องยนต์ในยุคนี้ที่แรงเกินกว่าการควบคุมของมนุษย์ที่ล้วนเป็นนักบิดระดับโลกทั้งสิ้น

ความแรงและเร็วของรถแข่งโมโตจีพี หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คงต้องยกบทสัมภาษณ์ของนักแข่งที่ไม่เคยขี่รถระดับนี้แล้วได้มีโอกาสทดสอบ หรือนักแข่งที่ได้ขยับรุ่นขึ้นมาขี่รุ่นใหญ่ จะให้สัมภาษณ์ไปในทางเดียวกันว่า เหมือนการขึ้นไปคุมบังเหียนอยู่บนม้าศึกที่มีกำลังมหาศาล ที่สำคัญเป็นม้าพยศเสียด้วย จึงเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมมัน

นิก แฮร์ริส นักข่าวและคอมเมนเตเตอร์มือเก๋าของโมโตจีพี เคยบอกครับ ว่าหากการพัฒนารถและเครื่องยนต์ยังเดินหน้าไปเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าในอนาคตรถแข่งโมโตจีพีอาจจะทำความเร็วได้ทะลุ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็เป็นได้ เพราะเขาเคยเห็นพัฒนาการที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

นิกเล่าว่า ในปี 1993 การแข่งขันเยอรมัน จีพี ที่ฮอกเกนไฮม์ Shinichi Itoh เคยทำสถิติเป็นนักบิดรุ่นพรีเมียร์คลาสคนแรกที่ทำความเร็วรถ 2 ล้อทางเรียบได้ทะลุ 200 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ด้วยรถฮอนด้า จากวันนั้นผ่านมา 30 ปี ท็อปสปีดรถโมโตจีพีเร็วขึ้นไปอีก 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่อยากจะคิดว่ามันจะเร็วแค่ไหนในอีก 20 ปีข้างหน้า

นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวครับว่า ในปี 2027 จะมีการเปลี่ยนแปลงกติกาเรื่องเครื่องยนต์ในโมโตจีพีครั้งสำคัญ ด้วยการลดความจุเครื่องยนต์ จากปัจจุบัน 1,000 ซีซี เหลือ 850 ซีซี ในอีก 3 ปีข้างหน้า หลังใช้งานกติกาเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1,000 ซีซี นี้มาตั้งแต่ปี 2012

ซึ่งเป็นข่าวที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะโมโตจีพีคือกีฬาที่อันตรายที่สุดในโลก เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นขณะที่รถแข่งทำความเร็วระดับทะลุ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงสนามแข่งควรเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีไปสู่รถบ้าน และทีมแข่งก็ควรที่หาวิธีการลดขนาดเครื่องยนต์ และคงไว้ซึ่งความแรงและประสิทธิภาพ เหมือนฝั่งของเอฟวันที่ทำกันมาแล้ว

ขณะเดียวกัน มันยังเป็นอีกวิธีการที่อาจจะทำให้การแข่งขันกลับมาสนุกขึ้น เพราะทุกค่ายรถจะต้องพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ ทุกทีมเกือบจะต้องเริ่มต้นใหม่หมด จริงอยู่ที่ชั่วโมงนี้ค่ายรถยุโรปจะได้เปรียบเรื่องกล่องควบคุม ที่ช่วยให้ขับขี่สมูทขึ้นเวลาออกโค้ง (ลดความพยศของม้าที่ขี่ได้) แต่การมีเครื่องยนต์ใหม่ เชื่อว่าก็ต้องมีการปรับเซ็ตอัปกันใหม่แน่นอน

สุดท้ายคงต้องบอกว่า กีฬาแข่งรถ มันไม่ใช่แค่การแข่งเพื่อความเร็วหรือท็อปสปีด มันยังวัดศักยภาพของทีมงานนักแข่งและการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วย ฉะนั้น แนวคิดการลดความ “เร็ว-แรง” ของรถแข่งโมโตจีพี ผมเชื่อว่าจะมีคนยกมือเห็นด้วยมากกว่าคัดค้านแน่นอนครับ