Home Work & Living Living เที่ยวอยุธยา 2566 ตามรอย 5 วัด จากละคร “พรหมลิขิต”

เที่ยวอยุธยา 2566 ตามรอย 5 วัด จากละคร “พรหมลิขิต”

หลังจากที่ละครพีเรียดฟอร์มยักษ์อย่าง “บุพเพสันนิวาส” ที่เล่าเรื่องราวความรักข้ามภพชาติที่มีพื้นหลังของเรื่องเป็นยุคกรุงศรีอยุธยา เคยสร้างปรากฏการณ์ให้คนอินกระแสออเจ้า แห่ใส่ชุดไทยไปเที่ยวพระนครศรีอยุธยา ตามรอย “พี่เดช-แม่การะเกด” กันมาแล้วเมื่อราว ๆ 5 ปีก่อน มาจนถึงตอนนี้ ที่ภาคต่ออย่าง “พรหมลิขิต” ก็กำลังออนแอร์สร้างกระแสปัง ๆ อยู่เช่นกัน จนปลุกให้คนที่หลับใหลจากวังวนการทำงานหรืออยู่บ้านยาวมาตั้งแต่โควิด-19 ระบาด อยากจะกลับไปเที่ยวอยุธยากันอีกสักครั้ง ตามรอย “พ่อริด-แม่พุดตาน” กันอีกสักหน

ยิ่งช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่แบบนี้ เรามาวางแผนเที่ยววันหยุดยาวกันดีกว่า โดยทริปนี้จะเน้นที่ “วัด” ที่ปรากฏเป็นฉากในละครเรื่อง “พรหมลิขิต” ซึ่งวัดเหล่านี้ก็ล้วนเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ รวมถึงเค้าโครงของสถาปัตกรรมที่หลงเหลืออยู่ ก็ทำให้เราจินตนาการถึงความเจริญรุ่งเรืองเมื่อครั้งกรุงเก่าได้เป็นอย่างดีด้วย และนี่คือ 5 วัดที่ขอแนะนำว่าต้องไปกันให้ได้! รับรองว่าตื่นตาตื่นใจ

1. วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ

วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดหลวงประจำพระราชวังในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาในส่วนพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีสําคัญของบ้านเมือง ทำให้วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เลย อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ที่กรุงเทพมหานครด้วย ปัจจุบันยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ยังเห็นถึงความงดงามและทรงคุณค่าอย่างมาก

ส่วนที่อยู่ติดกันนั้น คือ พระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง ซึ่งถือว่าเป็นโบราณสถานสำคัญที่จะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดถ้าจะไปเที่ยวกรุงเก่าอยุธยา แม้ว่าทุกวันนี้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังที่แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้เห็น คงเหลือแต่ฐานอาคารเท่านั้น แต่ก็สามารถจินตนาการได้ถึงความยิ่งใหญ่และความเจริญรุ่งเรืองในช่วงเวลาตลอด 417 ปีที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีได้อย่างแน่นอน สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ครั้งที่สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ สร้างพระที่นั่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในอีกหลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ซึ่งในละครเรื่องพรหมลิขิตนั้น จะเป็นเหตุการณ์ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ในอีกไม่กี่สิบปีต่อจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2310 โดยภาคพรหมลิขิตจะเล่าเรื่องราวต่อจากภาคบุพเพสันนิวาส ซึ่งเป็นยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ขุนหลวงนารายณ์) สมเด็จพระเพทราชา (ขุนหลวงเพทราชา) และสมเด็จพระเจ้าเสือ (ขุนหลวงสรศักดิ์) สืบเนื่องมาถึงยุคสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (เจ้าฟ้าเพชร) และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (เจ้าฟ้าพร) ที่ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

2. วัดพระงาม คลองสระบัว

วัดพระงาม หรือที่ชาวบ้านเรียกวัดชะราม เป็นโบราณสถานในกลุ่มโบราณสถานคลองสระบัว นอกเกาะเมืองอยุธยา ในบริเวณทุ่งนาหลวงโบราณที่เรียกว่า “ทุ่งขวัญ” ซึ่งมีคลองสำคัญสายประวัติศาสตร์นามว่า “คลองสระบัว” ไหลผ่าน ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเรียกว่า “ทุ่งแก้ว” ปรากฏในฉากเปิดตัวพุดตาน นางเอกของภาคพรหมลิขิต ขณะที่ยังอยู่ในยุคปัจจุบัน โดยเธอขี่สกู๊ตเตอร์ผ่านหน้า “ซุ้มประตูปรกโพธิ์” หรือ “ซุ้มประตูแห่งกาลเวลา” ซึ่งเป็นซุ้มประตูโค้งรูปกลีบบัวที่ได้รับอิทธิพลจากทางตะวันตก เมื่อคราวที่น่าจะมีการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ซุ้มประตูนี้ก่อด้วยอิฐ มีต้นโพธิ์และรากโพธิ์ปกคลุม ซึ่งต้นโพธิ์ที่ปกคลุมนี้ได้รับการยกย่องเป็นรุกขมรดกแห่งแผ่นดินเมื่อปีพ.. 2562 ด้วย

เนื่องจากยามเย็นที่แสงอาทิตย์จะฉายแสงส่องลอดช่องประตูออกมา หากเดินผ่านซุ้มประตูในช่วงเวลานั้น จะทำให้รู้สึกว่าเหมือนกำลังก้าวเดินผ่านช่วงเวลาในปัจจุบันไปยังอดีต จึงทำให้ถูกเรียกว่า “ซุ้มประตูแห่งกาลเวลา” นั่นเอง และนับเป็นไฮไลต์ของวัดเลยก็ว่าได้

3. วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม เป็นสถานที่สำคัญที่ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ต้นเรื่องของภาคบุพเพสันนิวาสแล้ว โดยปรากฎให้เห็นในยุคปัจจุบันก่อนที่เกศสุรางค์จะข้ามภพไปอดีต และเมื่อวิญญาณของเกศสุรางค์เข้าไปอาศัยอยู่ในร่างของการะเกดแล้ว วัดไชยวัฒนารามก็เป็นสถานที่แรก ๆ ที่เธอถามถึงหลังจากที่กลายเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา เพราะอยากเห็นของจริงในสมัยบ้านเมืองยังดีว่างดงามแค่ไหน นอกจากนี้ เรือนของพระยาวิสูตรสาครหรือคุณพี่เดช ก็ตั้งอยู่ริมคลองใกล้กับวัดไชยวัฒนารามแห่งนี้เช่นกัน

สำหรับวัดไชยวัฒนาราม เป็นพระอารามขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางฝั่งทิศตะวันตก สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โดยมีการนำรูปแบบแผนผังของวัดมาจากนครวัด มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลางตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส และมีปรางค์บริวารอยู่รายล้อม และมีระเบียงคด ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยจำนวน 120 องค์ พิเศษสำหรับช่วงปลายปีนี้ ที่วัดไชยวัฒนารามกำลังจัดงาน “ราตรีนี้…ที่วัดไชยวัฒนาราม” จัดเต็มแสง สี ไฟประดับโบราณสถานยามค่ำคืน เข้าชมได้ตั้งแต่ 13 ต.ค. – 31 ธ.ค. 66 เวลา 18.00-22.00 น. เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และเทศกาลสำคัญ

4. วัดพุทไธศวรรย์

วัดพุทไธศวรรย์ เป็นอีกวัดที่ปรากฏอยู่ทั้งในภาคบุพเพสันนิวาสและในภาคต่ออย่างพรหมลิขิต ในบุพเพสันนิวาส ปรากฏในฉากที่การะเกดเดินทะลุม่านอาคม จนทะลุเข้าไปเจอสถานที่ฝึกดาบของท่านอาจารย์ชีปะขาว ส่วนในพรหมลิขิต ปรากฏเป็นฉากในพระราชพิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคม บริเวณพระสถูปปรางค์ประธาน

วัดพุทไธศวรรย์ วัดเก่าแก่ที่มีประวัติการสร้างมาตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยา เป็นพระอารามสำคัญขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางฝั่งทิศใต้ บริเวณพื้นที่เดิมก่อนสร้างวัดพุทไธศวรรย์ เป็นที่ตั้งของพระตำหนักเวียงเหล็ก” วางผังตามความนิยมของวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น กล่าวคือ มีพระปรางค์องค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง ศิลปะอยุธยาตอนต้นผสมศิลปะแบบขอม มีระเบียงคดล้อมรอบ ภายในระเบียงคดประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นเรียงรายอยู่โดยรอบ ด้านข้างพระปรางค์มีมณฑปข้าง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ส่วนด้านหน้าก็มีพระวิหารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธาน ส่วนด้านหลังเป็นโบสถ์

อีกจุดไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือภาพจิตรกรรมล้ำค่าสมัยอยุธยาตอนปลาย ที่อยู่ภายในพระตําหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่นับเป็นงานศิลป์อันซีนของอยุธยา ประกอบไปด้วยภาพจิตรกรรมอย่างไตรภูมิ ทศชาติชาดก พุทธประวัติตอนมารผจญ สระอโนดาด (ปากช้าง ม้า สิงห์ โค) สัตว์หิมพานต์ บานประตูเป็นภาพสตรีชาวมอญ พระพุทธโฆษาจารย์บนเรือสำเภาล่องไปลังกา หรือภาพฝรั่งสวมหมวกแต่งกายในสมัยอยุธยา เป็นต้น

5. วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร

สำหรับวัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร เป็นอีกวัดที่ปรากฏอยู่ในละครเรื่องพรหมลิขิต ฉากหนึ่ง ปรากฏบริเวณพื้นที่ระหว่างพระวิหารและพระอุโบสถ เป็นฉากพระราชพิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคม ส่วนอีกฉาก ปรากฏภายในพระอุโบสถ ตอนที่แม่แก้วและแม่ปราง บุตรีของแม่หญิงการะเกดเข้ามากราบพระปฏิมากรในวัด

วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร ตั้งอยู่ภายในกำแพงกรุงศรีอยุธยาทางทิศใต้ ริมป้อมเพชร เดิมวัดแห่งนี้มีชื่อว่า “วัดทอง” เป็นวัดที่พระอัยกาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างไว้สมัยกรุงศรีอยุธยา ทำให้วัดนี้กลายเป็นวัดประจำตระกูลราชวงศ์จักรี สำหรับลักษณะของสถาปัตยกรรม ตัวโบสถ์จะตกท้องช้าง คล้ายท้องเรือสำเภา ซึ่งเป็นการเปรียบพระพุทธศาสนาดั่งนาวาธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของโบสถ์สมัยอยุธยา

ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานจำลองขยายส่วนพระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปปิดทองปางมารวิชัย ด้านหลังพระประธานเขียนภาพจิตรกรรมไตรภูมิ ด้านหน้าพระประธานเขียนภาพมารวิชัย ผนังเหนือกรอบหน้าต่างเขียนภาพเทพชุมนุม ผนังระหว่างกรอบหน้าต่างเขียนภาพทศชาติชาดก โดยเป็นจิตนกรรมเก่าแก่ ที่เขียนขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งได้รับการบูรณะมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน