Home Work & Living Living สำคัญแค่ไหนที่ต้องสนใจ “เมนูอาหารลดโลกร้อน”

สำคัญแค่ไหนที่ต้องสนใจ “เมนูอาหารลดโลกร้อน”

ดวงอาทิตย์ นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะแล้ว ยังเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกด้วย เวลาที่อากาศร้อนจัด ๆ หรือเมื่อเอ่ยถึงภาวะโลกร้อนที่เป็นที่รู้กันว่าทำให้โลกร้อนมากขึ้น มนุษย์ก็มักจะโทษดวงอาทิตย์ก่อนเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงดวงอาทิตย์ไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้โลกมากขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พลังงานจากดวงอาทิตย์ตกกระทบโลกได้ลดลง แต่อุณหภูมิโลกก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่ามีปัจจัยอื่นที่มีผลทำให้โลกรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้ลดลง แต่ในขณะเดียวกันกลับเก็บความร้อนไว้ได้มากขึ้น

การที่โลกรับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ และถูกกักเก็บความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศไม่ให้สะท้อนกลับออกไปยังอวกาศจนหมดนั้น นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) อันที่จริงเรือนกระจกค่อนข้างมีความสำคัญต่อโลกที่ช่วยให้โลกมีความอบอุ่น และทำให้น้ำบนพื้นโลกมีครบทั้งสามสถานะ  ปกติแล้วภาวะเรือนกระจกเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ความอบอุ่นทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้

แต่…อะไรที่มันมีมากเกินไป มันย่อมให้ผลในทางตรงกันข้าม การที่ชั้นเรือนกระจกหนาขึ้น ความร้อนถูกสะท้อนกลับออกไปได้ยาก ทำให้กักเก็บความร้อนไว้ได้มากขึ้นจนทำให้โลกร้อนเกินไป โดยกิจกรรมหลาย ๆ อย่างของมนุษย์นี่เองที่ทำให้ภาวะเรือนกระจกหนาขึ้นผิดปกติไปจากเดิม

กิจกรรมของมนุษย์ทำให้ภาวะเรือนกระจกรุนแรงขึ้น

ถ้าจะถามหาต้นตอที่แท้จริงที่ทำให้โลกร้อน ก็มนุษย์นี่แหละที่เป็นต้นเหตุ กิจกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์เคยทำแบบไร้การควบคุม เป็นสาเหตุที่ทำให้ก๊าซเรือนกระจกเพิ่มปริมาณมากขึ้นและห่อหุ้มโลกเอาไว้หนาขึ้น กักเก็บความร้อนไว้ได้มากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะมี “เทรนด์ลดโลกร้อน” เกิดขึ้นมาสารพัดแคมเปญ แต่ท้ายที่สุดมันก็เป็นเพียงเทรนด์ที่มาแป๊บ ๆ แล้วก็ไป ช่วงที่มีประเด็นเทรนด์ก็จะกระเพื่อม ทำนู่นทำนี่เพื่อช่วยลดโลกร้อน แต่พอกระแสแผ่วลง พฤติกรรมเดิม ๆ ก็กลับมา แคมเปญที่เคยรณรงค์กันเข้ม ๆ ก็แทบจะไม่เหลือใครที่ให้ความร่วมมือทำอีกแล้ว

ล่าสุด กระแสเทรนด์รักษ์โลก-ลดโลกร้อนกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง จากประเด็นไวรัลในสื่อออนไลน์ ที่มีผู้โพสต์คำถามชวนอึ้งกิมกี่ที่จำมาจากข้อสอบ TGAT ของเด็ก 66 (ข้อสอบวัดสมรรถนะทั่วไป สำหรับเด็กที่เตรียมจะเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2566 คะแนนของการสอบจะเป็นส่วนหนึ่งในการยื่นสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในระบบ TCAS) ที่ถามว่า “เมนู (อาหาร) ใดต่อไปนี้สร้างก๊าซเรือนกระจกและส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนน้อยที่สุด” มาพร้อมตัวเลือก 4 ข้อ ได้แก่ ข้าวราดไก่ผัดกระเทียมพริกไทย ราดหน้าหมู สเต็กปลาแซลมอน และสุกี้ทะเลรวมมิตร

หลังจากการหาคำตอบของคำถามเป็นที่ถกเถียงกันในโลกออนไลน์ คณะกรรมการดำเนินงาน TCAS ได้ออกมาชี้แจงว่าเป้าหมายของคำถามดังกล่าว เพื่อให้ตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการเลือกรับประทานอาหารที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและการสร้างก๊าซเรือนกระจก ตามหลักของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 13-Climate Action ของสหประชาชาติ เพราะในการใช้ชีวิตประจำวัน การเลือกอาหารรับประทานเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำตอบของคำถามดังกล่าวไม่ได้มีแค่การระดมความคิดเห็นว่าเมนูอาหารใดที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและมีผลต่อภาวะโลกร้อนน้อยที่สุดเท่านั้น แต่ยังมีความเห็นในทำนองที่ว่า “เป็นเรื่องที่ต้องรู้ไหม แล้วถ้ารู้แล้วจะมีประโยชน์อย่างไร” บ้างก็มองว่าเป็นคำถามที่ไร้สาระ ใช้วัดอะไรได้บ้างที่ให้เด็กตอบข้อสอบด้วยคำถามนี้ ไม่เห็นประโยชน์อะไรจากการที่เด็กต้องตอบคำถามข้อนี้เลย

อยากให้ย้อนกลับไปที่ตอนต้นของบทความ “กิจกรรมของมนุษย์ล้วนส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน รวมถึงเรื่องอาหารการกินด้วย” เพราะอาหารแต่ละชนิดจะมีกระบวนการผลิตตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนกระทั่งขึ้นโต๊ะอาหาร ที่สร้างก๊าซเรือนกระจกและส่งผลต่อภาวะโลกร้อนด้วยกันทั้งนั้น แต่มีมากมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าอาหารประเภทนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น กุญแจสำคัญของข้อสอบข้อนี้ คือการสร้างการตระหนักรู้ว่าอาหารทุกชนิดที่เรากินนั้นล้วนมีผลกระทบถึงภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น นี่คือข้อเท็จจริงที่ใครหลายคนไม่เคยทราบมาก่อน

เราจำเป็นต้องรู้ไหม ว่าการบริโภคอาหารมีผลต่อภาวะโลกร้อน

หลังจากที่ข้อสอบข้อนี้ถูกนำขึ้นบนโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นไวรัลในเวลาอันรวดเร็ว การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสอบข้อนี้มีหลายทิศทางมาก หากอ่านจากคอมเมนต์ที่นำเสนอเรื่องนี้ จะพบว่าคนไทยจำนวนมากไม่ได้เข้าใจว่ากุญแจสำคัญของคำถามนี้คืออะไร และท้ายที่สุดมันก็มีผลต่อโลกของเราจริง ๆ เพราะปัญหาโลกร้อนเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ทั้งที่เรากำลังเผชิญความเดือดร้อนจากโลกร้อนกันอยู่ทุกวี่วัน แต่กลับมองว่าต้นตอของการบริโภคที่มีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้นเป็นเรื่องไร้สาระเสียอย่างนั้น

ก่อนหน้านี้ การที่เทรนด์ลดโลกร้อนสร้างกระแสเป็นพัก ๆ ก็มีหลายแคมเปญด้วยกันที่คนด่ามากกว่าให้ความร่วมมือ ตรงจุดนี้แสดงให้เห็นว่าคนบางส่วนไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นเลยสักนิด แม้ว่าปากจะบ่นว่าทำไมอากาศถึงได้ร้อนตับแตกขนาดนี้ สภาพภูมิอากาศก็แปรปรวน ฝนตกไม่หยุดทั้งที่หมดฤดูกาลไปแล้ว แม้กระทั่งที่ฝนตกชุกและรุนแรงกว่าเดิมหรือแห้งแล้งหนักกว่าเดิม โรคเกิดใหม่บางตัวที่มีเชื้ออยู่ในน้ำแข็งมานานแล้ว แต่เพิ่งระบาดก็เพราะน้ำแข็งละลาย ทั้งหมดนี้ล้วนมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น

ก่อนที่ปัญหาโลกร้อนมันจะรุนแรงเกินเยียวยา และมนุษย์เราจะเดือดร้อนกันไปมากกว่านี้ เคยมีนักวิทยาศาสตร์ที่กล่าวว่าโลกของเราจำเป็นต้องกำจัดการปล่อยคาร์บอนใหม่ให้หมดภายในปี 2050 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ถึงแม้ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเป็นศูนย์ แต่โลกก็จะยังคงร้อนต่อไป อันเนื่องมาจากผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่เดิมไปอีกระยะเวลาหนึ่ง

กลับมาที่คำถามที่ว่า เราจำเป็นต้องรู้ไหมว่าอาหารเมนูใดที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนได้น้อยที่สุด คำตอบคือ รู้ไว้ก็ดี เพื่อที่เราจะได้ตระหนักรู้ว่าการบริโภคอาหารของมวลมนุษยชาติ มีผลทำลายโลกทางอ้อมด้วยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกผลิตจากกระบวนการผลิตอาหารทั้งสิ้น แม้ว่าเราเองจะหักดิบด้วยการไม่กินอาหารเลยไม่ได้ เพราะมนุษย์เราต้องดำรงชีวิตด้วยพลังงานจากการกินอาหาร แต่เรายัง “เลือก” ที่จะกินอาหารที่มีผลต่อภาวะโลกร้อนน้อยที่สุดได้ในบางมื้อ โดยเฉพาะมื้อที่เราอยากมีส่วนร่วมในการ “รักษ์โลก” ก็จะเลือกกินเมนูอาหารที่มีผลต่อโลกร้อนน้อยที่สุดได้

ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำถามของข้อสอบข้อนี้ ก็คือ “อาหาร” ที่เรากินกันอยู่ทุกวัน เป็นปัจจัยใกล้ตัวมากปัจจัยหนึ่งซึ่งมีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนนำไปสู่วิกฤติสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่การทำอาหาร ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ระบุว่า การย่างอาหารด้วยถ่านนั้นสามารถผลิตก๊าซเสียอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงกว่าการใช้เตาแก๊สถึง 3 เท่า ซึ่งเทียบเท่ากับการสร้างมลพิษจากการขับรถเป็นระยะทางกว่า 42 กิโลเมตร!

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยที่ทางนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เรียกร้องให้ผู้คนหันมาบริโภคอาหารแบบมังสวิรัติแต่อย่างใด หากแต่ถ้าสามารถลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงได้ ก็จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้เช่นกัน

อาหารที่เรากินเกี่ยวข้องกับโลกร้อนอย่างไร

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่ากระบวนการหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือการที่ชั้นบรรยากาศของโลกมีปริมาณก๊าซบางชนิด มากเกินสมดุลของธรรมชาติ (อันเป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์) ก๊าซเหล่านี้จะมีคุณสมบัติพิเศษ คือสามารถดูดกลืนและคายรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดได้ดีมาก เมื่อพื้นผิวโลกคายรังสีอินฟราเรดขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก๊าซเหล่านี้จะดูดกลืนรังสีอินฟราเรดเอาไว้ ต่อจากนั้นมันก็จะคายความร้อนสะสมอยู่บริเวณพื้นผิวโลก และชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ทำให้พื้นผิวโลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น ก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะแบบนี้ว่า “ก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases)”

ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ได้แก่ ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โอโซน มีเทน และไนตรัสออกไซด์ พวกสารซีเอฟซี แต่ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมโดยพิธีสารเกียวโต มี 7 ชนิด (เป็นก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เท่านั้น) ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC) ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3)

ที่บอกว่ากระบวนการผลิตอาหารก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้น เนื่องจากการทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมป่าไม้ จะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 1 ใน 4 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมา การทำปศุสัตว์มีการปล่อยก๊าซมีเทน และไหนจะกรรมวิธีในการปรุงให้อาหารสุก อย่างวิธีการปิ้งหรือย่างทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ ในขณะที่เราก็มีพื้นที่ป่าลดลงจากการรูปแบบการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยทุ่งด้วย ทำให้ไม่มีต้นไม้ที่มากพอมาดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรีนพีช (Greenpeace) ระบุว่าระบบอาหารที่เน้นการผลิตเนื้อสัตว์และนมเชิงอุตสาหกรรม เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งหมด กว่าร้อยละ 60 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตอาหารนั้นมาจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ รถบรรทุก และเครื่องบินทุกชนิดบนโลกใบนี้ และยังบอกอีกว่าถ้าเรายังนิ่งเฉยกับประเด็นนี้ล่ะก็ ภายในปี 2050 ระบบผลิตอาหารนี้ จะกลายเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกมากในสัดส่วนเกินครึ่งของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมของมนุษย์เลยทีเดียว!

นอกจากนี้ พฤติกรรมการกินอาหารเหลือ กินทิ้งกินขว้างจนทำให้เกิดขยะประเภทอาหาร ก็ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อโลกใบนี้ด้วย การหมักหมมของขยะอาหารทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่บรรยากาศโลกเช่นกัน มีข้อมูลว่าอาหาร 1 ใน 3 ของโลกเกิดการสูญเสียและถูกทิ้ง ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึงร้อยละ 8 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยเป็นก๊าซมีเทนที่รุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 14 เท่า สร้างมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึง 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

จากข้อสอบดังกล่าว ทางกรีนพีซเห็นแย้งที่ตั้งคำถามนี้ เพราะนี่เป็นข้อสอบที่เน้นให้วิเคราะห์ แต่ระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนให้เด็กรู้จักวิเคราะห์เชิงระบบมาตั้งแต่ต้น เน้นท่องจำมากกว่า รวมถึงคำถามก็คลุมเครือ การมีตัวเลือกทั้ง 4 ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะจริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนในรายละเอียด ทั้งในแง่การผลิตวัตถุดิบ การขนส่งสินค้า หรือกระบวนการแปรรูปอาหาร “การสร้างก๊าซเรือนกระจก” ที่ไม่ได้ระบุว่าก๊าซใดบ้างหรือทั้งหมด หรือจะพิจารณาในแง่ Carbon Footprint และก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดมีศักยภาพที่ทำให้เกิดโลกร้อนต่างกันไปด้วย จึงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินคำตอบที่ถูกต้องได้