Welcome To Wedding Hell ซีรีส์ที่คู่รักเตรียมวิวาห์ควรต้องดู!

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

เมื่อนานมาแล้ว เคยได้ยินข้อความต่อไปนี้มาจากที่ไหนสักที่นี่แหละ ว่า “ความฝันสูงสุดของผู้หญิงทุกคน คือการได้สวมชุดแต่งงาน ผู้หญิงน่ะอยากเป็นเจ้าสาว” ต้องบอกก่อนว่าตอนนั้นยังเด็ก ยังใช้ชีวิตเปรี้ยวบาทาไม่เป็น พอได้ยินแบบนั้นก็เลยพยายามจะฟังแล้วให้มันผ่านหูไปเฉย ๆ มีปฏิกิริยาโต้ตอบแบบผู้ฟังที่ดีนิดหน่อยแบบ อ่อ! ค่ะ ๆ เหรอคะ! ยิ้มแห้ง ๆ กะพริบตาถี่ ๆ แต่สงบปากสงบคำไม่พูดอะไร

คือคนที่พูดข้อความนั่นออกมาเนี่ยโชคดีนะ โชคดีมากที่ไม่มาพูดให้ฉันได้ยินตอนช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่งั้นล่ะก็คงได้เห็นปฏิกิริยาอีกแบบ คือหันกลับไปยิ้มสวย ๆ กับคนพูด แล้วถามว่าคุณพี่พอจะมีเวลาว่างสัก 3 ชั่วโมงไหมคะ หนูจะเปิดโต๊ะโต้วาทีค่ะ ได้ยินแล้วมันหงุดหงิด คือใครจะใฝ่ฝันสูงสุดอยากเป็นเจ้าสาวก็ฝันไปจ้า แต่อย่าเหมารวมว่าผู้หญิงทุกคน เพราะไม่ใช่ฉันแล้วหนึ่ง! ความใฝ่ฝันสูงสุดของฉันคือการเป็นคนโสดที่รวยและรวยมาก ๆ ต่างหากโว้ย!

ก็นั่นแหละนะ ค่านิยมการแต่งงานทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คนที่เลือกที่จะไม่แต่งงาน อยู่แบบโสด ๆ ชิล ๆ ก็ดูจะไม่ใช่คนแปลกที่มักจะโดนค่อนขอดกับความโสดเหมือนเมื่อก่อน (กล้าแซะก็ลองดู คิดว่าแม่จะอยู่เงียบ ๆ ไหม) เป้าหมายในชีวิตคนเราไม่เหมือนกันค่ะ ผู้หญิงไม่ได้อยากแต่งงาน ไม่ได้อยากมีแฟน แม้กระทั่งไม่ได้อยากใช้ชีวิตเป็นภรรยาของใครสักคนทุกคน ตราบใดที่เลี้ยงตัวเองได้และมีเงินพอที่จะประคับประคองตัวเองในวัยชราให้จากโลกนี้ไปแบบไม่ลำบากเท่าไร สามีหรือลูกหลานก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น เงินน่ะซื้อความสะดวกสบายและคนดูแลได้นะ ที่สำคัญ การมีสามีหรือลูกหลานก็ไม่ได้การันตีว่าจะในอนาคตจะไม่เป็นคนแก่ขี้เหงาที่ลูกหลานไม่เหลียวแลเสียหน่อย!

จากสามย่อหน้าข้างต้น ขอบอกเลยว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะแซะคนมีคู่หรอก การมีความรักมันก็เป็นเรื่องที่ดี ชีวิตที่มีคนที่เรารักและรักเรามันก็เป็นอะไรที่ดีต่อใจ แต่มันไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคนไง อีกอย่างทุกวันนี้หลาย ๆ คนตาสว่างแล้วว่าการแต่งงานมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ชีวิตก่อนแต่งกับหลังแต่งมันต่างกันอย่างไร มีแค่คนที่เคยมีประสบการณ์และคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์เท่านั้นที่รู้ว่าเบื้องหลังมันไม่ได้ทุ่งลาเวนเดอร์ หรือถ้าใครที่อยากรู้ว่ามันมีความทุกข์ทรมานอะไรบ้างที่มาพร้อมกับการแต่งงาน เราว่าซีรีส์ในวันนี้ค่อนข้างตอบโจทย์ และให้คำตอบที่หลายคนสงสัยอย่างชัดเจน

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

Welcome To Wedding Hell มีชื่อภาษาไทยสุดกิ๊บเก๋จาก Netflix ว่า “งานแต่งในฝัน…ร้าย” แค่ชื่อเรื่องก็โคตรโหดแล้วใช่ไหมล่ะ ยังดีนะที่ภาษาไทยน่ะมันเป็นแค่ฝันร้าย เจอภาษาอังกฤษเข้าไปนี่นรกเลยจ้า เลือกขุมเลยสิจ๊ะ! เป็นงานโรแมนติก-คอมเมดี้ของเกาหลีใต้ เวลาที่เปิดมาเจอเรื่องที่เบาสมองแนวรอมคอมของเกาหลีเนี่ยไม่เคยผิดหวังเลยนะ ของเขาดีจริง ๆ อย่างเรื่องนี้ก็สามารถใช้เป็นคู่มือ Pre-wedding ให้กับทุกคู่รักที่จับมือกันมาจนถึงหน้าประตูวิวาห์ได้เลย ตัวซีรีส์เข้าถึงรายละเอียดได้ดีมาก เก็บแทบทุกเม็ดแบบสมจริง ให้ได้ปวดหัวและลุ้นตามว่าในท้ายที่สุดแล้ว คู่นี้จะได้จัดงานแต่ง ครองรักกันอย่างมีความสุขแบบเทพนิยาย หรืองานแต่งงานอาจจะล่มเสียก่อน

ซีรีส์จะเล่าเรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่อายุ 30+ ทั้งคู่ ฝ่ายหญิงอายุ 32 ส่วนฝ่ายชายแก่กว่า 4 ปี หรือก็คืออายุ 36 ทั้งคู่คบหาดูใจกันอย่างมีความสุขมาเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งมันก็ดูสมควรแก่เวลาที่จะคิดเรื่องแต่งงานได้แล้ว ทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน และด้วยความที่ตลอดเวลาที่คบกันมา พวกเขารักกันหวานชื่นไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้ง จึงคาดหวังว่าชีวิตคู่หลังการแต่งงานก็จะสวยงามแบบในเทพนิยายด้วย การแต่งงานควรจบลงที่ทั้งคู่มีความสุขชั่วนิรันดร์

แต่เรื่องราวฝันร้ายมันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นต่างหาก เพราะการขอแต่งงานมันไม่ใช่ฉากจบในละครที่จะขึ้นข้อความว่า happy ending ซะเมื่อไร พวกเขาจะต้องพบเจอกับความยากลำบากในการจัดเตรียมงานแต่งงาน ซึ่งมันนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความรักที่ทั้งคู่มีให้กัน ซีรีส์พาเข้าไปถึงรายละเอียดในความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมต่าง ๆ ของคู่รักคู่นี้ในช่วงที่กำลังเตรียมงานแต่งงาน ชำแหละตรงกลางที่หายไปของละครหลาย ๆ เรื่อง ที่พระ-นางขอแต่งงาน แล้วตัดจบว่าจบบริบูรณ์ตอนที่ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว ให้เราได้มโนทิพย์ว่าชีวิตหลังจากนั้นก็น่าจะมีความสุขดี

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

ความรักแสนหวานในอุดมคติที่เดินทางมาถึงช่วงของการจัดงานแต่งงาน เหมือนภาพวาดในนิทานก็จริง แต่หลังจากที่ฝ่ายหญิง say yes ต่างหากที่จริงกว่า ทั้งคู่ก็ได้พบว่าความรักอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะมันมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมพุ่งเข้าใส่ตลอดเวลา มีด่านต่าง ๆ ที่ต้องฝ่าฟันข้ามไป สำหรับคู่นี้เริ่มตั้งแต่เรื่องที่ฝ่ายชายเซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน ต่อมาก็มีเรื่องค่าใช้จ่ายเตรียมงานแต่งงาน การหาเรือนหอ การซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน การพบปะครอบครัวของทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญที่สุด คือ “ใจ” ของคนทั้งคู่

เมื่อการเตรียมงานแต่งงานเริ่มไม่หวานเหมือนความรักที่ในแบบที่เคยมองเห็นกันแค่สองคนอีกต่อไป และกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายสำหรับคู่รักคู่นี้ มันคือความเรียลของการเริ่มต้นชีวิตคู่ ว่ากว่าจะมาเป็นงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยความสุขสมชื่นมื่น ว่าที่บ่าวสาวต้องผ่านเรื่องราวแสนสาหัสอะไรกันบ้าง หากพวกเขาก้าวพลาดเพียงนิดเดียว แพลนงานแต่งสุดปังก็อาจจะพังตั้งแต่เริ่ม ส่งผลต่อแพลนชีวิตคู่ หรือต้องล่มงานวิวาห์ก็เป็นได้

คนรักกัน มีอะไรคาใจให้พูดให้ถามเลย อย่าเดาเองเรื่อยเปื่อยและมโนจนเข้าใจผิด

เปิดประเด็นแรกมาก็สัมผัสได้ถึงความสุ่มเสี่ยงที่แพลนงานแต่งงานจะพังตั้งแต่เริ่มเลย เอาเข้าจริงประเด็นนี้มันเป็นปัญหาหลัก ๆ ของคู่รักแทบทุกคู่เลยนะ แถมยังเป็นจุดเริ่มต้นของการซุกสารพัดปัญหาไว้ใต้พรมเลยด้วย มีอะไรคาใจแต่ไม่พูด ไม่ถาม แต่คิดเองเออเองเก่ง จับแพะชนแกะจากอากัปกิริยาอีกฝ่ายมาคาดเดาเอง GAT เชื่อมโยงต้องได้เต็ม แล้วสุดท้ายก็มโนไปไกลเกิน สิ่งที่แย่คือไอ้เรื่องที่มโนขึ้นมาเองเนี่ย มันบั่นทอนจิตใจของตัวเอง ซ้ำร้ายมันยังส่งผลถึงพฤติกรรมที่แสดงออกมา จนอีกฝ่ายก็รับรู้ได้ว่ามีอะไรกวนใจอยู่แน่ ๆ แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดไม่ถาม

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

คืองี้ ในเรื่องเนี่ยว่าที่บ่าวสาวเป็นคู่ที่มีทัศนคติและความคิดหลาย ๆ อย่างแตกต่างกันพอสมควร ว่าที่เจ้าบ่าวเป็นพวกคลั่งรัก เป็นคนที่พร้อมจะประเคนทุกอย่างให้แฟนสาวเพียงแค่เธอพึงพอใจ เขาต้องการจะให้แฟนสาวเป็นเจ้าสาวที่มีความสุขที่สุดในโลก ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน พ่อแม่มีหน้ามีตาในสังคม บ้านมีอันจะกิน เลยมองว่าการแต่งงานมันเกิดครั้งเดียวในชีวิต จะมาคอยหนักใจนู่นนี่นั่นไม่ได้ แถมยังเป็นผู้ชายอบอุ่นที่คิดบวก ยิ้มง่าย ซื่อสัตย์ในความรัก หน้าตาดี ภาพลักษณ์เพอร์เฟก พูดง่าย ๆ ก็คือแฟนหนุ่มในอุดมคติของสาว ๆ นั่นแหละ

ส่วนว่าที่เจ้าสาวเป็นคนที่ค่อนข้างจะอยู่กับสมเหตุสมผล เธอเป็นคนร่าเริง ยิ้มง่าย หัวเราะเก่ง ในขณะเดียวกันก็ค่อนข้างจะหัวอ่อน เพราะเธอมักจะโดนเพื่อนที่ทำงานปั่นหัวเรื่องของการใช้ชีวิตคู่อยู่บ่อย ๆ เนื่องจากคนหนึ่งเคยแต่งงานและหย่ามาแล้ว ส่วนอีกคนยังโสดและมองไม่ได้มองความรักเป็นเรื่องจริงจัง แม้จะดีที่มีคนที่มีประสบการณ์แต่งและหย่ามาแล้วคอยเตือนให้ได้ฉุกคิดในอีกมุม ซึ่งปกติพวกที่ความรักกำลังขึ้นตามักจะมองไม่เห็น แต่เธอก็เป็นพวกปากหนักไม่กล้าพูดไม่กล้าถาม กลัวจะทำลายบรรยากาศ จึงเก็บเอาหลาย ๆ อย่างมาคิดเองเออเองตลอด

พอมีอะไรคาใจไม่พูด ไม่ถาม อยากได้อะไรไม่บอก อีกฝ่ายก็ไม่รู้ แถมนิสัยผู้หญิงคือชอบคาดหวังว่าผู้ชายควรต้องรู้ แต่พอเขาไม่รู้ก็ส่งสัญญาณให้เขาต้องเดาใจตลอด คน 2 คนที่ต่างก็เดาใจกันไปมา เดาถูกเดาผิด มันเลยเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เข้าใจผิดไปไกล ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ เข้าใจกันไปคนละเรื่อง ก็พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง เกิดเป็นเรื่องราวที่ทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ่อย ๆ สำหรับคนดูมันก็อาจจะเป็นเรื่องราวชวนหัวที่แอบฮาและประสาทจะกินไปพร้อม ๆ กัน แบบว่าแค่พูดออกไปมันก็จบแล้ว บางสถานการณ์ไม่ได้พูดยากขนาดนั้น

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

ที่แย่ยิ่งกว่าคือถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เข้า มันอาจกลายเป็นความรู้สึกที่คับแค้นอยู่ในใจฝ่ายหญิงเลยก็ได้ ซึ่งนางเอกก็ถ่ายทอดความน่าลำไยนี้ออกมาได้ดี ไม่มากไปจนน่าหยุมหัว ยังดีที่ในที่สุดก็ยอมที่จะเปิดปากพูด เปิดใจฟังกันและกัน เพราะแม่นางก็สอนมาดี ว่าถ้าเอาแต่เก็บเงียบไว้คนเดียวเพราะกลัวตัวเองจะเป็นคนเห็นแก่ตัว ก็ไม่มีใครตรัสรู้สิ่งที่อยู่ในใจได้ มีแต่ตัวเองที่จะอกแตกตายไปก่อน ทำให้ในแต่ละตอนก็จะจบตอนด้วยความฟีลกู๊ด มันทำให้เห็นว่าคู่รักที่ดี มันมีเรื่องของ “ใจ” ที่ต้องทำการบ้านมากมาย ทั้งเปิดใจ จริงใจ เข้าใจ ร่วมใจ ทุกอย่างมันถึงจะโอเค

รถต้องเติมน้ำมันถึงจะขับไปได้ การแต่งงานก็เหมือนกัน ต้องมีเงินถึงจะได้แต่ง

ซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกของตัวละครฝ่ายว่าที่เจ้าสาวมากกว่าว่าที่เจ้าบ่าว หลังจากที่ถูกขอแต่งงาน และเริ่มได้วิ่งเต้นเตรียมจัดงานแต่งงาน นางเอกก็ค่อย ๆ เรียนรู้แล้วว่างานแต่งงานที่ตัวเองเคยคิดฝันไว้มันก็เป็นแค่งานแต่งงานในอุดมคติเท่านั้น ที่เคยคิดกันว่าแค่รักอย่างเดียวมันก็เพียงพอแล้ว มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ปัญหาใหญ่ในตอนนี้คือพวกเขาเดินหน้าจัดงานแต่งงานกันอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแฟนตัวเองมีเงินเก็บอยู่เท่าไร และไม่เคยพูดเรื่องเงินที่จะใช้ในการจัดงานแต่งงานเลย

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

คือมันอาจจะฟังดูแปลกแหละ จะแต่งงานแต่ไม่คุยเรื่องเงินกันก่อนเลย ไม่รู้ว่าต่างฝ่ายมีเงินที่จะนำมาใช้กับงานแต่งงานนี้เท่าไร แต่ก็อย่างที่บอกว่าไปก่อนหน้าว่าด้วยความที่ว่าที่เจ้าบ่าวเป็นสายเปย์ บ้านมีอันจะกินพอตัว ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน แถมเขายังพร้อมที่จะจ่ายทุกอย่างให้ว่าที่ภรรยาโดยไม่ตั้งงบประมาณอะไรทั้งสิ้น ขอแค่เธอบอกชอบหรือพึงพอใจก็พอ เพราะเขารู้สึกว่าการที่ต้องมานั่งกังวลเรื่องราคามันเครียดกว่าการจ่าย ที่สำคัญ งานแต่งงานมีครั้งเดียวก็ต้องเต็มที่ เขาก็พยายามรักษาสัญญาที่บอกว่าจะทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในแบบของเขา

ในขณะที่เธอพยายามที่จะทำให้งานแต่งงานอยู่บนความสมเหตุสมผลที่จะจ่าย เธอเองก็เป็นคนมีเงินเก็บพอตัว ที่บ้านก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน (แต่ไม่ได้รวยเท่าว่าที่สามี) แม่มีเงินเก็บไว้สำหรับให้ลูกสาวแต่งงานอยู่หลายสิบล้านวอน คือแบบว่าเธอก็ไม่ใช่คนที่เหนียวที่จะจ่าย เพียงแต่เธอไม่อยากที่จะจ่ายอะไรที่มันฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ในท้ายที่สุดเงินทั้งหมดจะมาจมหายไปกับงานแต่งงานไม่ได้ ชีวิตคู่หลังแต่งงานก็ยังต้องใช้เงิน เธอคำนึงถึงจุดนี้มากกว่าว่าที่สามี

หลังจากที่เปิดใจคุยกันเรื่องเงินเก็บ ทั้งคู่ก็เดินหน้าเตรียมงานแต่งงานกันต่อไปโดยที่ยังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่ แม้เธอจะรู้แล้วว่าเขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่เธอก็พยายามจะเตือนเขาอยู่เสมอว่าจะใช้เงินมือเติบเหมือนตอนที่ทั้งคู่แค่เดตกันธรรมดาไม่ได้ เธอเรียนรู้ไปจนถึงจุดที่ว่าการแต่งงานกับการเดตมันต่างกันมาก จากที่เคยคิดว่าการแต่งงานมันก็เหมือนกับการต่อยอดชีวิตคู่ กระทั่งได้เริ่มเตรียมงานแต่ง ถึงได้รู้ว่าการเดตมันคือการที่คนทั้งคู่โฟกัสกับความสุขในปัจจุบัน แต่การแต่งงานจะโฟกัสที่ความสุขในอนาคตของพวกเราแทน ทำอะไรจึงต้องนึกถึงอนาคต

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

นั่นหมายความว่าหลังจากที่เธอรู้แล้วว่าตัวเองจะได้จัดงานแต่งงานแน่ ๆ เพราะมีเงินแล้ว แต่เธอก็ยังไม่สบายที่จะจัดงานเกินตัวและเกินความเป็นจริงอยู่ดี เท่าที่เธอคำนวณแค่ค่าสถานที่และค่าจัดงาน เงินที่ว่าที่สามีเธอพร้อมจ่ายมันก็เฟ้อไปถึง 111,300,000 วอนแล้ว (ตีเป็นเงินไทยประมาณสามล้านกว่าบาท!) ยังไม่รวมพวกค่าของขวัญที่ต้องมอบให้แต่ละฝ่าย ของชำร่วย และสินสอดงานแต่ง (ธรรมเนียมเกาหลีก็มี) ค่าชุด และค่าจิปาถะอื่น ๆ อีก มันจะเฟ้อไปอีกขนาดไหน

ปัญหาโลกแตก แม่สามี vs ลูกสะใภ้

ถ้าพูดถึงการแต่งงาน เราจะเพิกเฉยให้กับประเด็นแม่ผัวลูกสะใภ้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะมันคือหนึ่งในประเด็นแรก ๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกของการเริ่มต้นชีวิตคู่ (ใช่แล้ว! ปัญหาถัดมาคือเรื่องพ่อตากับลูกเขย) ที่ต่อให้แม่ของฝ่ายชายจะรักและยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าตระกูลแค่ไหน มันก็เป็นเรื่องที่ไว้วางใจไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ ไม่มีอะไรมาการันตีได้เลยว่าแต่งเข้าไปแล้วเหตุการณ์จะไม่เปลี่ยน หรือแต่งงานไปเป็นสิบปีแล้วก็จะยังไม่เปลี่ยน ที่สำคัญ ต้องใส่ใจกับทุกคำพูดและทุกสัญญาณของแม่สามี ที่กำลังบอกว่าไม่เป็นไรนั้นแต่ในใจเป็นหนักมากหรือเปล่า

ในเบื้องต้น ขอบอกให้ทุกคนสบายใจก่อนแล้วกันว่าว่าที่เจ้าสาวในเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหากับว่าที่แม่ผัว (ก่อนแต่ง) มากขนาดที่จะต้องจิกหัวหรือหยุมหัวกัน แม่ฝ่ายชายรักและเอ็นดูนางเอกมาก ในช่วงที่ทั้งสองครอบครัวต้องพบปะพูดคุยกันเรื่องที่ลูก ๆ ตกลงจะแต่งงานกัน ว่าที่แม่สามีก็พูดต้อนรับด้วยน้ำเสียงสุดอบอุ่นหัวใจว่า “ยินดีที่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันนะ” ง่าย ๆ ก็คือคุณแม่ไม่ได้มีข้อกังขาอะไรในตัวว่าที่ลูกสะใภ้ แต่…กับแม่ของว่าที่ลูกสะใภ้ก็เป็นอีกกรณี

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

ด้วยความที่ทั้งสองครอบครอบครัวมีความแตกต่างกันในเรื่องของฐานะพอสมควร ฝ่ายชายอันนั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นเศรษฐี ส่วนฝ่ายหญิงเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ค่อนไปทางสูง พอมีพอใช้พอเก็บไม่ขัดสน แม้ว่าการแต่งงานครั้งนี้ทั้งตัวนางเอกเองและแม่ของเธอจะมีเงินเก็บมากพอที่จะจัดงานแต่งงานได้อย่างไม่น้อยหน้าฝ่ายเจ้าบ่าว (นางเอกมีเงินเก็บอยู่ประมาณ 200 ล้านวอน แม่มีอีก 50 ล้านวอน) แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้า เธอต้องการจะจัดงานแต่งแบบที่ไม่เกินตัวและสมเหตุสมผลมากกว่าจะถลุงใช้เงินเก็บให้หมดไปกับงานแต่ง

จุดนี้เองที่ทำให้แม่ของฝ่ายชายไม่ค่อยพอใจเท่าไร เพราะครอบครัวฝ่ายชายเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม คนเป็นแม่จึงอยากได้งานแต่งงานแบบใหญ่ ๆ เน้นหรูหราหมาเห่าเพื่อหน้าตาของครอบครัว แสดงออกให้ทุกคนรู้ว่าบ้านฉันรวยและยินดีต้อนรับลูกสะใภ้คนนี้มากถึงขนาดที่ทุ่มให้ได้ไม่อั้น พอโดนขัดเรื่องนี้ คุณแม่เลยไปแสดงออกด้วยวิธีอื่นที่อาจจะดูเหมือนแม่ผัวใจร้าย คือซื้อของขวัญให้บ้านฝ่ายหญิงแบบที่ “ข่มขวัญ” แต่ละอย่างเป็นของที่แพงระยับ แก้เผ็ดนางเอกถึงขนาดให้พนักงานห่อของขวัญที่ติดป้ายราคาเสื้อ 20 ล้านวอนลงไปด้วย

ถึงปากจะบอกว่าเป็นของขวัญต้อนรับลูกสะใภ้ ที่คนเป็นแม่สามีอยากจะดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่ รับลูกสาวเขามาก็ต้องเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี และอ้างเรื่องที่ว่าถ้าแต่งงานแล้วไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็จะจำไปตลอดชีวิต แต่ใจจริง ๆ คืออยากเอาชนะและแสดงให้บ้านฝ่ายหญิงรู้ว่าครอบครัวตนเองนั้นอยู่ระดับไหน เพราะการส่งของขวัญราคาแพงหูฉี่แบบนี้มาก่อน (ความจริงแล้วตามธรรมเนียมเจ้าสาวต้องส่งหาครอบครัวฝ่ายชายก่อน แล้วเจ้าบ่าวจะส่งกลับมา) คือการกดดันว่าต้องส่งกลับมาให้เท่าเทียม ต้องได้มาตรฐานตามนี้นั่นเอง ถ้าทำไม่ได้ก็จะเป็นขี้ปากชาวบ้านเขาอีก

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

แต่ในที่สุด คุณแม่ก็รู้สึกผิดที่ทำตัวเด็ก ๆ กับว่าที่ลูกสะใภ้และข่มแม่ของว่าที่ลูกสะใภ้ทั้งที่อายุก็ปูนนี้แล้ว จนทำให้นางเอกถึงกับกังวลใจจนแสดงออกมาให้เห็น กลัวจะมองหน้าลูกสะใภ้ไม่ได้ เลยสารภาพเรื่องที่จงใจใส่ป้ายราคาลงไป (แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลจริง ๆ ที่ใส่) ขอโทษเธอ และขอให้เธอเลิกกังวลใจเรื่องของขวัญที่จะส่งกลับมา เอาแค่ง่าย ๆ สบาย ๆ ตามธรรมเนียมก็พอ ก็นะ ก่อนจบตอนก็จะเห็นว่าแม่สามีกับลูกสะใภ้คู่นี้ก็น่าจะเข้ากันได้ดี ไม่น่ามีปัญหาอะไรให้หนักใจ ที่น่ากังวลกว่าคือคู่บ่าวสาวต่างหาก จะรักหรือจะร่วง จะปังหรือจะพังในตอนจบ

ด้วยประเด็นคร่าว ๆ ดังที่สรุปมาลงคอลัมน์ในวันนี้ แนะนำจริง ๆ นะว่าใครที่กำลังเตรียมจะแต่งงาน เตรียมงานแต่งงาน หรือแม้กระทั่งเตรียมจะขอแต่งงาน ควรเปิดดูซีรีส์เรื่อง Welcome To Wedding Hell จริง ๆ มันให้ข้อคิดดี ๆ ของการใช้ชีวิตคู่หลายอย่าง รวมถึงยังเป็นคู่มือ Pre-wedding ที่ใช้ได้ในชีวิตจริง เพราะทุกอย่างที่ซีรีส์นำเสนอมันมีความเรียลหมดเลย ดูเถอะ เรื่องนี้มีแค่ 12 ตอน ตอนละ 30 นาทีเท่านั้นเอง ไม่เสียเวลานักหรอก จะได้เตรียมงานแต่งงานได้อย่างราบรื่น ถึงแม้ว่าในชีวิตเราจะไม่คาดหวังเรื่องการแต่งงาน แต่ก็ไม่ได้อคติในแง่ลบกับคนที่มีความรักหรอกแบบว่าอิจฉาริษยาไม่อยากให้ได้ดีหรอกนะ อยากให้ทุกคู่ได้รักกัน ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขนั่นแหละ 💑