พอได้หรือยังกับพฤติกรรม “เมินคนผิด” แต่ “กล่าวโทษเหยื่อ!”

ในสังคมไทย มีคนจำนวนไม่น้อยที่ภาคภูมิใจกับสมญานาม “สยามเมืองยิ้ม” หรือคำกล่าวชมเชยที่บอกว่าคนไทยเป็นคนใจดี มีน้ำใจ มีเมตตา และประเทศไทยเป็นเมืองพุทธที่น่ายกย่อง แต่ในอีกมุมหนึ่งของประเทศที่ผู้คนใจดีมีน้ำใจนี่แหละก็เป็นประเทศที่มีคดีอาชญากรรมถี่ยิบ ยิ่งช่วงหลัง ๆ ผู้ก่อเหตุกลายเป็นคนใหญ่คนโต คนมีชื่อเสียง คนที่อยู่ในวงการที่ไม่ควรจะมีคนไม่ดี แม้กระทั่งวงการผ้าเหลืองก็มี จนหลายคนถึงกับเอามือทาบอกอุทานว่า “นี่น่ะหรือเมืองพุทธที่ภูมิอกภูมิใจกัน”

การที่สังคมไทยเป็นสังคมที่เกิดเหตุอาชญากรรมบ่อยจนมีคนที่กลายเป็น “เหยื่อ” เยอะแยะมากมายก็แย่พออยู่แล้ว แต่บ่อยครั้งมาก ๆ ที่เหยื่อเหล่านั้นถูกคนในประเทศที่ผู้คนใจดี มีน้ำใจ มีเมตตา ซ้ำเติมความบอบช้ำจากการถูกกระทำเรื่องเลวร้ายเข้าไปอีก ซึ่งมันคือพฤติกรรมที่เรียกว่า “การกล่าวโทษเหยื่อ” หรือ Victim Blaming นั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือการชี้หน้าต่อว่าผู้เสียหายว่าที่เรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นกับเหยื่อ ต้นเหตุมาจากพฤติกรรมบางอย่างของเหยื่อเอง ซึ่งในสังคมไทย การกล่าวโทษเหยื่อเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งและหลายกรณี แม้แต่เหยื่อที่ต้องสังเวยด้วยชีวิตก็ไม่ละเว้น

ตัวอย่างของการกล่าวโทษเหยื่อสามารถเห็นได้ทั่วไปตามโซเชียลมีเดีย โดยอาจจะเป็นสเตตัสที่ใครสักคนโพสต์เพื่อแสดงความคิดเห็นที่หน้าไทม์ไลน์ตัวเอง หรือตามคอมเมนต์ของสื่อต่าง ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่เลวร้าย ไม่มีใครอยากชีวิตเปลี่ยนเพราะเรื่องบ้า ๆ ที่เกิดขึ้นในคืนเดียว ในขณะที่เหยื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์สารพัดว่าไปทำเหตุอะไรมาถึงเกิดเรื่องขึ้น แต่คนทำผิดจริง ๆ กลับถูกเมิน แม้ว่าจะมีคนเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่กล่าวโทษเหยื่อมากกว่าคนผิด แต่ในสังคมนี้ก็มีคนแบบนั้นมากอยู่ดี

คนที่ควรได้รับการลงโทษคือ “ผู้กระทำผิด” ไม่ใช่ “เหยื่อ”

เวลาที่อ่านข่าวหรือดูข่าว ก่อนอื่นต้องแยกแยะให้ได้ก่อนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ใครกันแน่ที่เป็น “ผู้กระทำผิด” และใครกันแน่ที่เป็น “เหยื่อ” โดยตัดอคติออกไปให้หมด แล้วพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าใครเป็นคนผิด! ซึ่งผู้กระทำผิดคือคนที่สมควรได้รับการลงโทษ ส่วนเหยื่อคือคนที่สมควรได้รับความเห็นใจ กำลังใจ การเยียวยา การชดเชย และที่สำคัญที่สุดก็คือความยุติธรรม ด้วยการลงโทษคนทำผิดให้เหมาะสมกับความผิดที่ก่อ

แต่เพราะความบิดเบี้ยวบางอย่าง คนจำนวนไม่น้อยจึงเลือกที่จะหันมาตั้งคำถามกับ “เหยื่อ” แทน ด้วยการพยายามจะโยนความผิดมาให้เหยื่อมีส่วนรับผิดชอบ ว่าที่เรื่องเลวร้ายทั้งหมดมันเกิดขึ้นก็เพราะตัวเหยื่อเอง เช่น การแปะป้ายให้เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศว่าอาจจะแต่งตัวโป๊ เที่ยวกลางคืน เมา หรืออ่อย วิจารณ์คนที่โดนรถชนตายเพราะข้ามถนนตรงทางม้าลายว่าทำไมไม่ไปข้ามสะพานลอยให้มันปลอดภัยกว่านี้ (แล้วจะมีทางม้าลายไว้ทำอะไร) ด่าคนที่โดนมิจฉาชีพหลอกลวงสำเร็จว่าโง่ไงถึงดูไม่ออกว่าโดนหลอก ทั้งที่ในความเป็นจริงใครมันจะอยากถูกหลอก ถ้ารู้ว่าโดนหลอกอยู่ ใครมันจะกดโอนเงินให้คนอื่นทีละเป็นหมื่น ๆ

คำถามคือแล้วคนที่ทำผิดล่ะ ทำไมถึงปล่อยเบอลคนที่ทำผิดแล้วหันมาตั้งแง่กับคนที่เป็นผู้เสียหายแทน การยัดเยียดภาระหน้าที่และความรับผิดไปที่เหยื่อว่า “ถ้าไม่อยากโดน…ก็อย่า…สิ” หรือ “ก็เพราะ…ไง ถึงได้โดน…” มันเท่ากับเป็นการปกป้องผู้กระทำผิดไปในตัว อีกทั้งยังเป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ผู้กระทำผิดทำว่าที่ผู้กระทำผิดก่อเหตุได้สำเร็จมันก็มาจากตัวเหยื่อเอง และอันที่จริงมันยังมีเรื่องที่น่ารังเกียจกว่านั้นอีก หากผู้กระทำผิดเป็นคนหน้าตาดี มีโพรไฟล์ดี มักจะได้รับการให้อภัยอย่างรวดเร็ว และจะต้องปรากฏคอมเมนต์สิ้นคิดที่เข้าข้างคนผิด หรือเต็มใจให้คนผิดมาทำแบบนั้นกับตนเองมากกว่า

มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงมีคนที่โอ๋คนทำผิดและขอโอกาสเริ่มต้นใหม่ให้คนทำผิดได้อย่างง่ายดาย แต่ทิ้งเหยื่อไว้ข้างหลังแบบไม่ดูดำดูดี คนผิดบางคนกลายเป็นคนดังของสังคมในชั่วข้ามคืน ในขณะที่เหยื่อที่ถูกกระทำต้องชอกช้ำและเจ็บปวดไปตลอดชีวิต ซ้ำร้ายยังผลักภาระและความผิดไปที่เหยื่อ เพื่อลดทอนความรุนแรงและสร้างความชอบธรรมให้กับ “ความผิด” ของผู้กระทำไปโดยปริยาย เพราะคนบางส่วนแก้ต่างให้คนผิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ก็เพราะเหยื่อนั่นแหละที่ผิด ส่วนเหยื่อก็ต้องตกอยู่ในสภาวะของการถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กับคนที่เป็น “ผู้ถูกกระทำ” ควรได้กำลังใจไม่ใช่คำประณาม

จริง ๆ แล้ว การกล่าวโทษเหยื่อนั้นมีที่มาที่ไปที่พอจะอนุมานได้ว่าเหตุใดมันจึงเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากกรอบความคิดที่เชื่อว่า “ใครทำอะไรไว้ย่อมได้แบบนั้น ถ้าทำดีย่อมได้รับผลดี และถ้าทำไม่ดีก็จะได้รับผลไม่ดีเช่นกัน” ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นกับใครสักคน จึงมีความพยายามที่จะหยิบโยงว่าที่เกิดเรื่องไม่ดีก็เพราะเจ้าตัวทำตัวไม่ดีเอง โดยคนที่มีความเชื่อแบบนี้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมทางสังคมและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เคยประสบพบเจอ ตลอดจนความเชื่อทางศาสนาที่พร่ำสอนว่า “ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว”

เมื่อโดนกรอบความคิดนี้ครอบงำ หากเหยื่อได้ประสบกับเรื่องที่ไม่ดีจึงพยายามหาว่าเหยื่อไปผิดพลาดที่จุดไหนถึงได้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เช่น เพราะข้ามถนนบนถนน (แม้ว่าจะเป็นทางม้าลาย) ก็เลยไม่ปลอดภัย (เสี่ยงพาตัวเองไปโดนรถชนเอง) เพราะโง่ไง ไม่รู้จักฉุกคิด ไม่ตามข่าวสารที่เขาคอยเตือนอยู่โครม ๆ ถึงได้โดนพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต้มเอาจนได้ เพราะแต่งตัวแบบนั้นออกจากบ้านค่ำ ๆ มืด ๆ ไงก็เลยถูกข่มขืน เพราะไม่ตัดผมไปโรงเรียนไงเลยโดนครูด่าประจานและกล้อนผม ก็เพราะรนหาเรื่องไง หน้าก็อยู่ของมันดี ๆ ไปสรรหาศัลยกรรมให้หน้าพังเอง

ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะจริง ๆ มันยังมีอีกสารพัดประโยคที่ว่า “ก็เพราะ…ไง เลยโดน…”

ในขณะเดียวกัน หลาย ๆ คนไม่เคยตั้งคำถาม ว่าการไปแปะป้ายให้เหยื่อที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าพวกเขาทำตัวเอง สิ่งที่พวกเขาทำมันเลวร้ายหรือผิดบาปขนาดที่ต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายขนาดนั้นจริง ๆ หรือ แล้วมันก็ไม่สิ้นสุดแค่ฝันร้ายที่พวกเขาเจอมา เพราะยังต้องมาเจอกับคนในสังคมหรือคนรอบข้างซ้ำเติมอีก ทั้งที่พวกเขาคือคนที่ถูกกระทำ เป็นผู้เสียหาย

การที่ผู้หญิงเดินในเส้นทางเปลี่ยว ๆ ไม่ได้หมายความว่าใครจะมีสิทธิ์ไปข่มขืนเธอได้ การที่ผู้หญิงบางคนแต่งกายวาบหวิวไปหน่อยมันเป็นความชอบส่วนตัว ไม่ได้แปลว่าเชื้อเชิญให้ใครมาข่มขืน การข้ามถนนตรงทางม้าลาย ซึ่งเป็นจุดที่เขาทำไว้สำหรับให้คนข้ามถนนไม่ใช่เรื่องผิด มันจึงต้องเป็นพื้นที่ที่ข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย การที่เป็นคนซื่อ กลัวว่าตัวเองหรือญาติพี่น้องจะถูกดำเนินคดีตามที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์กุเรื่องหลอกไม่ได้แปลว่าโง่ คือมันไม่มีใครอยากถูกหลอกหรอก แต่ในเมื่อมิจฉาชีพมีวิธีการที่ดูน่าเชื่อถือและแยบยลจนจับไต๋ไม่ได้ จะมีคนหลงเชื่อก็ไม่แปลก

กลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อ เขาคือ “ผู้เสียหาย” สิ่งที่เขาควรได้รับคือความยุติธรรม “คนที่ทำผิดต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย” การที่พวกเขาต้องเจอกับเรื่องราวเลวร้ายที่สุดแสนจะเจ็บปวด พวกเขาต้องการกำลังใจเพื่อให้กลับมาลุกขึ้นยืนได้ใหม่ ไม่ใช่การประณาม เหยียบ และกระทืบซ้ำ และเชื่อไหมว่าหากเหยื่อทนรับสภาพที่ถูกกระทำไม่ไหวและไหนจะสิ่งที่คนในสังคมตราหน้าว่าพวกเขานั่นแหละที่ผิด จนเป็นซึมเศร้าฆ่าตัวตายขึ้นมา มันก็จะยังมีคนที่ไร้สามัญสำนึกบอกว่า “ก็อ่อนแอเอง เรื่องแค่นี้ทำไมไม่รู้จักสู้ ไม่รู้จักอดทน” อยู่ดี

ไม่มีใครสมควรจะตกเป็นเหยื่อให้กับเรื่องเลวร้าย แต่ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว พวกเขายังตกเป็นเป้าของการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ไม่จบสิ้น การเบี่ยงเบนความผิดของผู้กระทำผิดไปลงที่เหยื่อ พร้อมกับการตั้งข้อสันนิษฐานสั่ว ๆ ว่าต้นเหตุจริง ๆ ไม่ได้จากผู้กระทำความผิดแค่คนเดียว แต่เหยื่อเองก็มีส่วนที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้กับตัวเองด้วยเช่นกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือความรุนแรงของการกระทำนั้นจะถูกลดทอนลง คนผิดจริงอาจกลายเป็นคนไม่ผิด และเหยื่อจะกลายเป็นคนผิดเองไปโดยปริยาย อย่าให้เหยื่อต้องกลายเป็นคนที่รับบาปในฐานะผู้ร่วมกระทำผิดเลย

วิธีแก้ปัญหานี้ บอกเลยว่าค่อนข้างยาก เพราะมันต้องอาศัยสามัญสำนึกของบุคคลนั้น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าไม่มีตั้งแต่แรกก็ดูท่าว่าจะเกินเยียวยา แต่สำหรับใครที่ยังมีสติ ก็ต้องรู้จักใช้วิจารณญาณให้มากขึ้นว่าพฤติกรรมของพวกเขามันสมควรจะต้องเกิดเรื่องเลวร้ายกับพวกเขาจริง ๆ หรือ รู้จักเปิดใจฟัง พยายามฟังให้มากกว่าพูด ฟังโดยไม่แต่หรือตั้งคำถามเชิงลบที่แฝงไปด้วยอคติ ฟังแบบที่ใช้หัวใจฟัง ใจดีกับคนอื่นให้มากขึ้น เห็นอกเห็นใจ เมตตากันให้มากขึ้น หรือลองคิดในมุมตัวเองดูก็ได้ว่าถ้าเป็นตัวเราล่ะ จะรู้สึกยังไง ถ้าจะขยันตั้งคำถามก็ต้องหัดตั้งคำถามให้รอบด้าน อย่าสงสัยแค่พฤติกรรมของเหยื่อเพียงคนเดียวว่าสมควรหรือไม่ที่จะถูกกระทำแบบนั้น