โลกสองขั้ว ยูโทเปีย vs ดิสโทเปีย ในวรรณกรรม

แนวความคิดของสังคมแนวยูโทเปีย (Utopia) และดิสโทเปีย (Dystopia) นั้นเข้ามามีบทบาทในวงการวรรณกรรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดเชิงดิสโทเปีย ที่เข้าไปอยู่ในตัวหนังสือและถ่ายทอดเป็นนวนิยายที่ได้รับความนิยมจนกลายมาเป็นภาพยนตร์อย่าง The Hunger Games ทั้งสามภาค รวมไปถึงไดเวอร์เจน และเมซ รันเนอร์ หรือแม้กระทั่ง Animal Farm ที่ลุงตู่เคยแนะนำไป เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นงานวรรณกรรมที่มีแนวคิดของสังคมเชิงดิสโทเปียทั้งสิ้น

แนวคิดสังคมแบบยูโทเปียและวรรณกรรมในแนวยูโทเปีย

สังคมยูโทเปีย คือแนวคิดเชิงอุดมคติเกี่ยวกับโลกอันสมบูรณ์ที่ผู้คนในสังคมอยู่กันอย่างมีคุณธรรม คนในสังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ไม่มีคนจนไม่มีคนรวย ทุกคนต่างเท่าเทียมกัน ดินแดนแห่งยูโทเปียนั้นไม่ต้องเจอกับภัยธรรมชาติหรือการรุกรานจากดินแดนอื่น เรียกได้ว่าเป็นสังคมในฝันที่ทุกคนต่างมีจิตสำนึกของการอยู่ร่วมกัน ไม่มีการทำร้ายหรือแย่งชิงกัน และโดยสรุปแล้วแนวคิดของสังคมแบบยูโทเปียนั้นแทบจะไม่สามารถเกิดได้ในโลกปัจจุบัน

ทีนี้มาดูตัวอย่างหนังสือที่เขียนถึงสังคมแบบยูโทเปีย กันบ้าง เล่มแรกคือ

Herland โดย Charlotte Perkins Gilman

นวนิยายที่นำเสนอเรื่องราวการผจญภัยของหญิงสาวที่เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี และการผจญภัยของเธอนั้นมีชายสามคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พวกเขาได้เข้าไปสู่เมืองที่พวกเขาคาดไม่ถึง เพราะเมืองดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้หญิงเป็นเมืองที่สวยงาม และพวกเขาก็ได้พบกับหญิงสาวสามคน แต่พวกเขาไม่สามารถสื่อสารกับหญิงสาวที่อยู่ในเมืองอันสวยงามและสมบูรณ์นั้น พวกเขาจึงต้องพยายามทำความเข้าใจเพื่อที่จะค้นหาคำตอบของเมืองดังกล่าวให้ได้

Gulliver’s Travel โดย Jonathan Swift

นวนิยายเล่มนี้หลายคนอาจจะคุ้นเคย เพราะถูกหยิบเอามาทำเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง ส่วนที่เป็นวรรณกรรมนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นแนวแฟนตาซีที่ทำให้เราได้หลุดพ้นจากโลกที่เป็นอยู่ เพราะความเพลิดเพลินจากการผจญภัยของศัลยแพทย์หนุ่มที่ชื่อกัลลิเวอร์ ที่ออกเดินทางท่องทะเล และแต่ละภาคเขาจะได้เจอกับดินแดนประหลาดที่มีผู้คนให้บทเรียนในการอยู่ในสังคมได้อย่างดีงาม ภาคแรกนั้นกัลลิเวอร์ต้องไปติดบนเกาะที่มีแต่คนตัวจิ๋ว ภาคที่สองก็ต้องไปเจอกับมนุษย์ตัวสูงใหญ่ราวกับยักษ์ ภาคที่สามกัลลิเวอร์ได้เจอกับเกาะลอยฟ้า และภาคสุดท้ายกัลลิเวอร์ต้องไปเจอกับเกาะที่มี “ม้า” เป็นผู้ปกครองและพูดภาษามนุษย์ได้

แนวคิดแบบดิสโทเปียและวรรณกรรมในแนวดิสโทเปีย

เมื่อรู้จักสังคมแบบยูโทเปียและวรรณกรรมตัวอย่างในแนวยูโทเปียไปแล้ว มาดูสังคมที่เป็นขั้วตรงกันข้ามอย่าง ดิสโทเปีย (Dystopia) กันบ้าง ดิสโทเปีย นั้นเป็นแนวคิดการปกครองที่เป็นขั้วตรงกันข้ามกับยูโทเปียอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ปกครองจะควบคุมสังคมโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ และมีบทลงโทษที่รุนแรงและเลวร้าย ขณะเดียวกันฝ่ายปกครองจะมีอำนาจสูงสุดสามารถทำให้ชีวิตคนในสังคมบิดเบี้ยวด้วยอำนาจที่มี

อย่างที่ได้ระบุไว้ด้านบนแล้วว่า แนวคิดแบบดิสโทเปียในวรรณกรรมนั้นมีมานานแล้ว แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นวนิยายในเชิงดิสโทเปียนั้นได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่นักอ่านรุ่นใหม่ และหลายเรื่องก็ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ อย่างที่ยกตัวอย่างไว้ในด้านบน ส่วนอีกสองเล่มที่เป็นแนว ดิสโทเปียนี้ก็เป็นอีกสองเล่มที่อ่านได้สนุกไม่แพ้กัน

The Elite โดย Kiera Cass

เป็นนวนิยายต่างจากเล่มแรกคือ The Selection เรื่องราวของหญิงสาวที่ต้องเดินทางเข้าวังเพื่อไปแข่งขันกับหญิงสาวอีก 34 คนเพื่อครองหัวใจเจ้าชาย Maxon ภายในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลอกลวงและเกมการเมือง ขณะเดียวกัน หญิงสาวตัวเอกของนวนิยายเรื่องนี้ที่มีชื่อว่าอเมริกาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเลือกใครระหว่างเจ้าชาย Maxon ที่จะทำให้เธอได้ใช้ชีวิตดังเทพนิยาย หรือ Aspen ชายหนุ่มผู้เป็นรักแรกของเธอ

The Handmaid’s Tale โดย Margaret Atwood

หนังสือเล่มนี้เคยแนะนำไปแล้วครั้งหนึ่ง ขอหยิบกลับเอามาแนะนำอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมจากนักอ่านเป็นอย่างมาก และได้ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ The Handmaid’s Tale นั้นคือชีวิตของหญิงสาวที่ต้องผ่านการสูญเสียจากสังคมที่ผู้ปกครองใช้อำนาจปกครองด้วยความเลวร้าย มีการกดขี่ทางสังคม การถูกสั่งห้ามทางความเชื่อ และรวมไปถึงการสืบพันธ์ุ ที่ทำให้หญิงสาวซึ่งเป็นผู้ดำเนินเรื่องต้องกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการผลิต “ผู้สืบทอด”

ทั้งหมดนี้คือวิธีคิดของสังคมสองแบบที่มีความต่างอย่างสุดขั้วและอิทธิพลของแนวคิดสังคมทั้งสองแบบที่ถูกถ่ายทอดในงานวรรณกรรม ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วทั้งยูโทเปียและดิสโทเปีย เป็นความสุดขั้วสองรูปแบบ และท้ายที่สุด ก็ไม่ได้มีแบบไหนดีที่สุด เพราะตราบใดที่มนุษย์มีความต่าง การหาหลักปกครองที่มีความยืดหยุ่นและเป็นกลางน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นสังคมในประเทศไหนก็ตาม