Home Interview บทสัมภาษณ์ "คนต้นคิด" Homeschool การศึกษาทางเลือก ตอบโจทย์ชีวิตในยุค COVID

Homeschool การศึกษาทางเลือก ตอบโจทย์ชีวิตในยุค COVID

วิกฤติโควิด-19 ทำให้เด็ก ๆ หลายบ้านต้องปิดเรียน และปรับรูปแบบการเรียนการสอนมาเป็นแบบ online หรือที่เรียกว่า “Homeschool” ทำให้ทุกคนในบ้านต่างต้องปรับกิจกรรมและพฤติกรรมกันอย่างมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหันมาใส่ใจกิจกรรมการเรียนของลูกมากขึ้น

ณัฐจารี อบบุญ คุณแม่ลูกหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับคนต้นคิด ว่าพัฒนาการของลูกในช่วงปฐมวัยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ  เด็กในวัยนี้ยังไม่เหมาะกับการเรียน online จึงตัดสินใจให้ลูกเรียนแบบ Homeschool” ลูกได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียนและมีความสุขกับทุกกิจกรรม พลิกวิกฤติโควิดเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัว และตอบโจทย์ชีวิตยุคโควิดมาก ๆ เป็นอย่างไรติดตามได้ในบทสัมภาษณ์คนต้นคิดวันนี้ค่ะ

ทำไมเลือกการเรียนแบบเรียนที่บ้าน “Homeschool” ให้ลูก

จริง ๆ ก่อนหน้านี้ก็มีการหาโรงเรียนในแบบหลักสูตรการเรียนการสอนในระบบการศึกษาให้ลูกเหมือนกันค่ะ แต่ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เลยทำให้เปลี่ยนแนวคิด เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยการระบาดในสถานศึกษาที่ค่อนข้างควบคุมยาก และเป็นเด็กเล็กด้วยยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษในเรื่องนี้ คิดว่าเด็กปฐมวัยในช่วงวัยหรือเด็กอนุบาลยังไม่เหมาะที่จะเรียนออนไลน์ได้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการใช้เวลาในการจ้องจอ เรื่องของการกำหนดตารางเรียนของลูกไม่มีความยืดหยุ่นให้เหมาะกับช่วงวัยที่ควรจะเป็น ส่วนตัวมองว่าเด็กช่วงปฐมวัยควรได้รับความยืดหยุ่นในการเรียนตามความสนใจของเด็ก ให้เป็นไปตามวิวัฒนาการของเด็กแต่ละคนมากกว่า

เรียนที่บ้าน “Homeschool” ต่างจากเรียนที่โรงเรียนอย่างไร

ค่อนข้างที่จะแตกต่างมากในเรื่องของความยืดหยุ่นในการเรียนตามความพร้อมของผู้เรียน เช่น วิชาคณิต หรือภาษาอังกฤษ ในห้องเรียนถ้าเด็กไม่มีอารมณ์ร่วมในการเรียนเขาก็อาจจะงอแงหรือไม่สนใจในสิ่งที่ครูสอน แต่ถ้าเป็นแบบ Homeschool เราสามารถปรับการเรียนตามอารมณ์ของลูกได้ถ้ายังไม่พร้อมที่จะเรียนก็ให้เล่นก่อน แล้วเราค่อยแทรกการเรียนการสอนเข้าใปในกิจกรรมที่เขาสนใจอยู่แบบนี้เป็นต้น ในเรื่องของหลักสูตรเองก็มีความแตกต่างเราสามารถสร้างความยืดหยุ่น ปรับหลักสูตรที่เหมาะสมตามแบบของครอบครัวและความพร้อมของลูกได้

การเรียน Homeschool เราสามารถสังเกตพฤติกรรม สังเกตพัฒนาการรวมถึงความถนัด ความสนใจของลูกได้อย่างใกล้ชิด และเราก็กระตุ้นหรือให้การสนับสนุนให้เขาได้สนุกกับสิ่งที่เขาสนใจและเราก็สามารถสอดแทรกความรู้ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับช่วงวัยได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรอเพื่อนหรือต้องเรียนในเรื่องเดียวกัน ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ มันคือการเรียนแบบตัวต่อตัวที่เราสามารถเลือกเรียนตามความสนใจของลูกได้ เช่น ตอนนี้ลูกมีความสนใจเรื่องอวัยวะภายในของร่างกาย เราก็สามารถหาข้อมูล หาสื่อการเรียนการสอนให้เหมาะกับความสนใจของลูกเราได้เลย

Homeschool ทำได้ตั้งแต่อายุเท่าไร?

สามารถทำได้ตั้งแต่แรกเกิดหรือเริ่มได้ตามความเหมาะสม เริ่มได้ตั้งแต่ก่อนถึงวัยเรียนได้เลย โดยเริ่มจากกิจกรรมที่ช่วยเสริมพัฒนาของลูกในด้านต่าง ๆ ที่แทรกซึมไปกับเรื่องเล่น ๆ ของลูก พัฒนาการด้านไหนดี ด้านไหนยังต้องพัฒนาก็จะเพิ่มศักยภาพในด้านนั้นให้เหมาะสมในช่วงวัยมากขึ้น

ในส่วนของการจดทะเบียนบ้านเรียน หรือที่เรารู้จักกันว่า Homeschool สามารถจดทะเบียนได้เมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบขึ้นไป คือช่วงเข้าเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 1 ในการยื่นจดทะเบียน 1 ครั้งก็จะครอบคลุมถึงระดับชั้นอนุบาล 3 เลยค่ะ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถยื่นได้ที่สำนักงานเขตการศึกษาในจังหวัดที่มีทะเบียนบ้านอยู่ได้เลย

ใครสามารถทำ Homeschool ให้ลูกได้บ้าง?

สามารถทำได้ทุกบ้าน ไม่ได้กำหนดหรือมีเกณฑ์การคัดเลือกอะไร แต่จะมีข้อจำกัดคือผู้จัดการศึกษา หรือผู้สอนต้องมีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป ถ้าบ้านไหนพ่อแม่ไม่มีวุฒิการศึกษาตามที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการกำหนด สามารถให้สมาชิกในครอบครัวที่มีคุณสมบัติดังกล่าวเป็นผู้จัดการศึกษาแทนได้

Homeschool เรียนอะไรบ้าง มีขั้นตอนการเรียนอย่างไร

ในการออกหลักสูตรการเรียนการสอน ก็ต้องมีผู้จัดการศึกษา (พ่อแม่) เป็นผู้ออกหลักสูตรการเรียนการสอน โดยอ้างอิงจากพัฒนาการของลูกตามมาตรฐานของหลักสูตรปฐมวัย โดยจะมีข้อกำหนดในเรื่องของพัฒนาการเด็กอยู่ทั้งหมด 4 ด้าน (ด้านร่างกาย, ด้านอารมณ์และจิตใจ, ด้านสังคม, ด้านสติปัญญา) ยกตัวอย่างเช่น ด้านสังคม ในช่วงอายุ 3-4 ปี ต้องสามารถจำแนก หรือบ่งชี้ได้ว่าสิ่งใดเป็นของตนเอง และสิ่งใดเป็นของผู้อื่น การแสดงสีหน้า ความรู้สึก การรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ และสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้

เมื่อลูกก้าวเข้าสู่ช่วงอายุ 5 ปี ก็จะเพิ่มการเรียนรู้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เช่น การรอคอย สอนเรื่องการต่อคิวซื้อของ หรือแม้แต่เรื่องการรอคอยให้เราทำงานเสร็จก่อน ลูกถึงสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ การพูดคุยต้องให้ผู้ใหญ่พูดจบก่อนแล้ว ลูกถึงสามารถพูดแทรกได้ มันอาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นการวัดผลในเรื่องพัฒนาการตามช่วงวัยของเด็ก ๆ

Homeschool จะยึดหลักทั้ง 4 ด้านนี้เราก็เอามาปรับและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับครอบครัวของเราค่ะ นอกจากนี้การเรียน Homeschool มันไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน เราสามารถพาลูกไปเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ นอกบ้านได้ เช่น ตอนนี้ลูกมีความสนใจเรื่องผีเสื้อ ก็พาไปดู พาไปหาหนอนผีเสื้อมาเลี้ยง ดูการเจริญเติบโตของหนอนของดักแด้ จนกลายเป็นผีเสื้อ ฝึกการสังเกตและมีการฝึกการจดบันทึกโดยรูปภาพ จากที่น้องเคยกลัวผีเสื้อก็กลัวน้อยลง

ในส่วนของการประเมินจะมีเจ้าหน้าที่ศึกษานิเทศก์มาประเมินทั้ง 4 ข้อด้วยการพูดคุยกับน้อง รวมทั้งดูผลงานของน้องที่ได้ทำทั้งหมด เขาก็จะมาประเมินว่าน้องผ่านเกณฑ์หรือไม่ ถ้าผ่านก็จะได้เลื่อนชั้นไปเรียนอนุบาล 2 อนุบาล 3 ซึ่งพอจบหลักสูตรทางกระทรวงศึกษาธิการเขาก็จะออกใบ ปพ. (เอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เราก็สามารถนำไปสมัครเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้เลย การเรียน Homeschool เราสามารถเรียนได้ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยเราไม่ต้องกังวลว่าในอนาคตลูกเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม เพราะมีการศึกษาทางเลือกมากมาย ให้เราได้เลือกเรียนตามสิ่งที่ลูกเราชอบและถนัดได้

ในอาชีพของเราเปรียบเหมือนห้องปฏิบัติการในการเรียนของลูกด้วยไหม

ต้องบอกก่อนว่าที่บ้านมีอาชีพเปิดร้านกาแฟขายเบเกอรี ลูกได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้มาก ๆ ได้ในเรื่องของการเข้าสังคมที่ต้องเจอกับลูกค้าหรือคนหน้าใหม่ ๆ เข้ามาซื้อของที่ร้านทุกวัน สร้างความคุ้นชินให้ลูกได้รู้จักสังเกตพฤติกรรมของลูกค้า เช่น หากลูกค้าคุยโทรศัพท์อยู่จะต้องรอให้ลูกค้าจบการสนทนาก่อนแล้วถึงจะถามว่า “รับอะไรดีคะ” นี่คือการใช้ภาษา หรือแม้แต่เรื่องวิชาคณิตศาสตร์เราก็สามารถให้ลูกเรียนรู้ควบคู่ไปกับอาชีพที่เราทำได้ แต่ด้วยช่วงวัยของลูกอาจยังคิดเงินทอนเงินไม่เป็น แต่เราจะมีการสอนในเรื่องของการบริการลูกค้า มีการส่งของให้ลูกค้า รับเงิน พูดทักทาย สวัสดีค่ะ หรือขอบคุณค่ะ

ในทางปฏิบัติเองลูกก็ได้เรียนรู้ในเรื่องการชั่งตวงการทำขนมด้วย ตรงนี้เราก็จะสอนให้รู้จักในเรื่องของตัวเลข เช่น 120 กรัมก็จะต้องมีเลขหนึ่ง สอง ศูนย์ สอดแทรกวิชาคณิตศาสตร์เข้าไป แต่ว่าเราจะไม่บังคับ หรือตึงเกินไป เพราะเด็กถ้าเขารู้สึกว่ามันยากเกินไป หรือเราไปบังคับเขาเกินไปเขาจะไม่อยากทำ ในส่วนของเนื้อหาทางวิชาการจะสอดแทรกไปกับการเล่นของลูก เขาก็จะเกิดการจดจำไปพร้อมกับการเล่น ให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เราแทรกเข้าไปไม่ใช่การถูกบังคับ และไม่คิดว่าการเรียนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เขาก็จะสนุกและอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน

ข้อดีของการเรียนที่บ้าน (Homeschool)

ข้อดีของการเรียน Homeschool ในยุคนี้คือโควิด ข้อที่สองคือเราได้เปิดโอกาสให้ลูกของเราได้ทำในสิ่งที่ชอบอย่างเต็มที่ ในส่วนพ่อแม่เองก็ได้สังเกตวิวัฒนาการและความชอบ ความสนใจของลูกได้อย่างใกล้ชิด เมื่อรู้ว่าลูกถนัดอะไรหรือชอบอะไร ก็สามารถส่งเสริมไปในแนวทางที่ลูกสนใจ มันจะไม่เหมือนการเรียนในห้องเรียน ที่เป็นหลักสูตรบังคับเด็กก็จะมีเวลาทำในสิ่งที่ชอบน้อยลง เช่น เด็กที่ชอบกีฬาก็จะได้เรียนกีฬาแค่ในวิชาพลศึกษาเท่านั้น ในเวลาอื่น ๆ ก็อาจจะได้เล่นกีฬาได้เฉพาะหลังเลิกเรียน ก็อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ได้ทำในสิ่งที่ชอบไม่เต็มที่ ดังนั้นการเรียนแบบ Homeschool เราจะได้ศึกษาความชอบและความพร้อมของลูกไปพร้อม ๆ กัน

ข้อเสียของการเรียนแบบ Homeschool มีในเรื่องของเวลา ถ้าไม่มีเวลาต้องมีผู้สอน และต้องมีผู้เตรียมแผนการสอน เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ในส่วนของความรู้ก็สำคัญมาก เราต้องไปหาข้อมูลที่ถูกต้องมาสอนลูก ถ้าเราได้ข้อมูลมาแบบผิด ๆ แล้วสอนลูกไป มันไม่ใช่แค่ความน่าเชื่อถือระหว่างแม่กับลูกเท่านั้นนะคะ เพราะลูกต้องเชื่อแม่อยู่แล้ว แต่เขาจะจำในสิ่งที่ผิด เรื่องของความพร้อมและความใส่ใจสำคัญมาก ๆ สำหรับการเรียน Homeschool พ่อแม่ที่เลือกให้ลูกเรียน ต้องมีเวลาและความใส่ใจสูงมาก ๆ ค่ะ

ฝากข้อคิดการดูแลลูกที่อยู่ในระดับปฐมวัย (อนุบาล) แบบนี้ในยุคโควิด

สิ่งแรกที่เราเจอในสถานการณ์โควิดเลย คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องปรับตัว ซึ่งเด็กในวัยนี้กับการเรียนออนไลน์เด็กอาจไม่มีความสนใจที่มากพอ ดังนั้น พ่อแม่ต้องปรับและเพิ่มการเรียนการสอนเข้าไป สอดแทรกไปในกิจกรรมที่ทำ เป็นครูให้ลูก เพื่อให้ลูกได้มีพัฒนาการตามวัยที่ควรจะเป็น เคยได้ยินคำ ๆ หนึ่งที่บอกว่า ครูสามารถเป็นแม่ได้ทุกคน แต่แม่ทุกคนไม่สามารถเป็นครูได้” ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเราเข้าใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างดีแล้วเราก็สามารถเป็นครูให้ลูกได้ ดังนั้นการที่เราเข้าใจพัฒนาการในช่วงวัยของลูกอย่างดี เราก็สามารถดูแลลูกอย่างดีได้เช่นกันค่ะ