9 สิ่งที่ เจ ชนาธิป บอกไว้ชัด ๆ สำหรับนักบอลรุ่นใหม่และเก่า (ตอนที่ 3)

หลังจากผ่านมาแล้ว 2 ตอน ในเรื่องของ Growth Mindset กับเรื่องระยะทางการวิ่งต่อเกม ซึ่งผมจะขอเพิ่มภาพกราฟิกของระยะทางการวิ่งในเกมยูฟ่าแชมเปียนลีกส์เกมหนึ่งมาให้ชมในท้ายคอลัมน์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าฟุตบอลสมัยใหม่ต้องฟิตขนาดไหน เพราะหากอีกทีมวิ่งได้มากกว่า ทีมนั้นก็มีโอกาสที่จะกุมความได้เปรียบในเกมไปเลย

แต่มิติของการวิ่งมันไม่ได้มีแค่ระยะทาง การวิ่งระยะทาง 11-12 กม. สำหรับนักวิ่งระยะไกลไม่ใช่เรื่องยาก เราเห็นคนที่วิ่งระยะทาง 10 กม. ในเวลาเพียง 27 นาทีในการแข่งขันวิ่งรายการต่าง ๆ มากมาย

สำหรับนักฟุตบอลบอลนั้น มันไม่ใช่แค่ระยะทางเท่านั้นที่จะเป็นตัวชี้วัดในเกมฟุตบอล แต่มันจะเป็นเรื่องไหน วันนี้มาต่อในเรื่องที่ 3 กันครับ

9 สิ่งที่ เจ ชนาธิป บอกไว้ชัด ๆ เรื่องที่ 3 การสปรินท์

เรื่องที่ 3 นี้ เจได้พูดไว้ในการสัมภาษณ์ในรายการของพี่ซิโก้ใจความว่า “ไปเล่นที่ญี่ปุ่นต้องสปรินท์ 30 ครั้ง”

สปรินท์คือค่าอะไรและนับกันอย่างไร บางท่านอาจจะตั้งคำถามในใจ ผมขออธิบายง่าย ๆ ว่า สปรินท์เป็นวิ่งระยะสั้น ทำความเร็วจาก 0 กม./ชม. หรือที่ระดับความเร็วต่ำ ให้ขึ้นไปถึง 25.2 กม./ชม. ในช่วงเวลาสั้น ๆ

ซึ่งความเมื่อความเร็วขึ้นไปมากกว่า 25.2 กม./ชม. แล้วเริ่มชะลอความเร็วจนกลับมาที่ความเร็วต่ำหรือหยุดนิ่ง ก็จะถูกนับว่าเป็นการสปรินท์ 1 ครั้ง

การวิ่งสปรินท์ใช้ในเกมฟุตบอลตลอดเวลา ทั้งเกมรุกและเกมรับไม่ว่าจะเป็นการวิ่งไปรับบอล การเลี้ยงบอล และที่ใช้บ่อยที่สุด ก็จะเป็นการวิ่งแย่งบอล หรือประกบฝ่ายตรงข้าม 

เพราะฉะนั้นเจถึงได้บอกว่า ต้องสปรินต์ให้ได้ระดับ 30 ครั้งต่อเกม เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตาย เพราะถ้าไม่สามารถสปรินท์ไปยังที่ว่างเพื่อรับบอล หรือกระชากบอลหนีคู่แข่ง เกมบุกก็คงไม่ได้เปรียบ และถ้าเกมรับไม่สามารถประกบผู้เล่นฝั่งตรงข้ามได้ทัน ก็ไม่อยากจะคิดว่าฝั่งตรงข้ามจะมีเวลาสร้างสรรค์เกมมากขนาดไหน เพราะในเกมระดับสูงต้องบีบให้ฝั่งตรงข้ามมีเวลาอยู่กับบอลได้น้อยที่สุด อย่างมากก็ไม่เกิน 2 วินาที ต้องเข้าประกบให้ถึงตัว

ความลับอีกอย่างที่คนไม่ค่อยทราบ ซึ่งผมได้ฟังมาจากเพื่อนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ว่า ฟุตบอลญี่ปุ่น ได้พัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นมาได้ในปัจจุบัน ก็เพราะญี่ปุ่นได้พบว่า ในอดีตเกมเจลีกของญี่ปุ่น นั้นมีค่าเฉลี่ยของจำนวนการสปรินท์ที่น้อยกว่าลีกบุนเดสลีก้าของเยอรมันอย่างมีนัยสำคัญ จากนั้นทีมเจลีกก็เลยต้องเน้นพัฒนาในเรื่องการสปรินท์และยกระดับตนเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลดีไปยังทีมชาติอย่างที่เราได้เห็น

และอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือในเกมฟุตบอลโลกที่รัสเซียในเกม รัสเซียพบอิหร่าน กราฟิกท้ายเกมขึ้นว่านักฟุตบอลทีมชาติรัสเซียคนหนึ่งสปรินท์ได้ 40 ครั้ง เทียบกับนักเตะอิหร่านคนหนึ่งที่สปรินท์ได้เพียง 10 กว่าครั้ง ซึ่งผลที่ออกมาก็คงไม่ต้องไปสืบว่าใครจะแพ้หรือชนะ เพราะคุณภาพการวิ่งในเกมนั้นต่างกันเหลือเกิน

ดังนั้น นี่คือมาตรฐานฟุตบอลสมัยใหม่ การวิ่งสปรินท์เพรสซิ่งสูงในแดนหน้าและการสร้างเกมจากแนวหลัง จำเป็นต้องใช้การสปรินท์จำนวนมาก ซึ่งการสปรินท์ในแต่ละครั้งอัตราการเต้นของหัวใจจะขึ้นไปสูงมาก แตกต่างจากการวิ่งระยะไกลของนักวิ่งที่รักษาระดับอัตราการเต้นไว้ไม่ให้สูงเกินไป

ในเกมฟุตบอล หลังจากการสปรินท์ไปหลาย ๆ ครั้ง ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงพอก็จะฟื้นพลังกลับมาไม่ทัน สำหรับในการสปรินท์ครั้งต่อไป ก็ทำให้สูญเสียระยะทางการวิ่งในเกมและก็อาจจะสูญเสียเกมนั้นไปเลยก็ได้

ส่วนการวัดการสปรินท์ในการแข่งขันหรือฝึกซ้อมด้วยอุปกรณ์ที่ใช้กันในระดับสากลอาจจะมีราคาแพงสำหรับนักเตะทั่วไป ดังนั้น ผมมีทางแก้สำหรับการวัดสปรินท์ในการฝึกซ้อมที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเลย ก็คือการใช้โทรศัพท์มือถือของตนเอง แต่ว่าครั้งนี้ไม่มีแอปฯ ให้โหลดทั่วไปครับ

ในช่วงที่ผ่านมาผมเลยเริ่มเขียนแอปฯ ที่ใช้สำหรับการวัดสปรินท์ชื่อว่า MessiStars ขึ้นมาเอง ถ้าใครสนใจก็ติดต่อผมมาได้ครับ ไม่มีค่าใช้จ่าย แอปฯ อยู่ในช่วงพัฒนา แต่สามารถใช้งานได้จริงแล้วในการซ้อมแบบที่ไม่มีการปะทะ โดยแอปฯ สามารถวัดระยะทาง ความเร็วสูงสุด และจำนวนการสปรินท์ พร้อมบันทึกค่าได้

เรื่องที่ 3 ถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับฟุตบอลสมัยใหม่ไม่แพ้เรื่องที่ 1 และ 2 สำหรับเรื่องที่ 4 จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ผมจะนำไปเขียนต่อในคอลัมน์หน้าครับ ผมชื่อต้นนะครับ อย่าลืมติดตาม เป็นกำลังใจฝากกด Like & Share ด้วยนะครับผม