9 สิ่งที่ เจ ชนาธิป บอกไว้ชัด ๆ สำหรับนักบอลรุ่นใหม่และเก่า (ตอนที่ 1)

เป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งทั้งในไทย ญี่ปุ่น และทั้งอาเซียนก็ว่าได้ ในการย้ายสโมสรของ เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ด้วยค่าตัวระดับนักฟุตบอลในยุโรป ราว ๆ 3 ล้านยูโร ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย ทำให้การย้ายตัวที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในใจของนักเตะหน้าใหม่และหน้าเก่าหลายพันคน ที่ต่างก็มีความฝันในการออกไปค้าแข้งยังต่างประเทศ ซึ่งนักเตะเหล่านี้ผมคาดว่าจำนวน 3-5% มีศักยภาพที่จะไปค้าแข้งต่างประเทศ แต่ปัจจุบันมีนักเตะเพียงประมาณ 0.1% เท่านั้น ที่ทำได้

ดังนั้นการที่จะทำให้จาก 0.1% เติบโตไป 3-5% ได้นั้น เราไม่ควรโยนความกดดันไว้ที่นักเตะฝ่ายเดียว แต่ทุก ๆ ส่วนก็ต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สโมสร โค้ช สตาฟ นายหน้าหรือตัวแทนนักเตะ แมวมอง สปอนเซอร์ นักข่าว กองเชียร์ และอื่น ๆ รวมถึงผมที่มานั่งเขียนคอลัมน์ในวันนี้

ซึ่งถ้าทำสำเร็จ อุตสาหกรรมฟุตบอลในบ้านเราจะก้าวกระโดดไปได้อีกไกล นักเตะก็จะได้ทำในสิ่งที่รักมีเงินเลี้ยงครอบครัวให้สุขสบายจนแก่ สโมสรก็เติบโตได้ยั่งยืนไปแข่งขันในระดับสโมสรโลก โค้ชก็อาจจะก้าวไปในระดับอินเตอร์ เราอาจจะมีซูเปอร์เอเย่นต์ระดับโลก มีแมวมองอยู่ทุกมุมของประเทศ สปอนเซอร์ก็จะขายสินค้าได้อย่างถล่มทลาย ส่วนกองเชียร์ก็จะความสุขในการดูฟุตบอลสนุก ๆ ทุกสัปดาห์

โดยจากการติดตามชีวิตการค้าแข้ง รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของเจ ในรายการต่าง ๆ โดยเฉพาะรายการที่สัมภาษณ์โดยโค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เจได้บอกสิ่งที่สำคัญหลาย ๆ อย่างแบบไม่มีกั๊ก ซึ่งผมคิดว่า เจก็อยากให้นักเตะไทยไปค้าแข้งยังต่างประเทศได้มากกว่านี้ เพราะคงเห็นว่าเพื่อน ๆ ที่เคยเล่นด้วยกันมามีศักยภาพที่จะไปเล่นยังต่างประเทศได้สบาย ซึ่งผมจะสรุปในมุมมองของผม ที่แม้จะไม่ได้เป็นนักบอลอาชีพมาก่อน แต่ก็ติดตามฟุตบอลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งผ่านการอบรมฟุตบอลมาบ้าง เพื่อให้นักฟุตบอลและทุกท่านที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาและนำไปต่อยอด ดังนี้

9 สิ่งที่ เจ ชนาธิป บอกไว้ชัด ๆ เรื่องที่ 1 Growth Mindset

เรื่องที่ 1 เห็นชัดยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ เพราะเป็นสิ่งเจทำให้ดู ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างชัดเจนมาก ๆ เลย การมี Growth Mindset ถ้าแปลตรงตัวก็หมายถึง ชุดความคิดที่พร้อมเติบโต หากขยายความก็คือแนวคิดที่เชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา ไม่ยอมแพ้ กล้าทำอะไรใหม่ ๆ มองว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหา หลายท่านก็คงทราบมาแล้วบ้างว่าเจเจออุปสรรคมามากมาย

ถึงแม้ในสนามเจตัวเล็กก็ไม่ยอมแพ้ แม้คนอื่นมองตัดสินเจว่าตัวเล็กเล่นบอลระดับสูงไม่ได้ เจก็ไม่ยอมแพ้ การย้ายไปอยู่ลีกญี่ปุ่นที่ว่ายากและพูดภาษาไม่ได้ แต่เจก็ไม่ยอมแพ้ บลา ๆๆ อุปสรรคขวากหนามเยอะแยะมาก แต่เห็นมั้ยว่าวันนี้ เจ เดินผ่านมาจนกลายเป็นนักเตะระดับร้อยล้านแล้ว ซึ่งทุกอย่างวัดกันที่ผลงานในสนาม ไม่ต้องให้ใครมาตัดสิน

อาจารย์ผมที่เป็นทั้งโค้ชระดับโปรไลเซนส์ และเจ้าของสโมสร บอกว่าเวลาให้คะแนนในการประเมินนักฟุตบอลแต่ละคน เขาจะนำหัวข้อการประเมินด้านจิตใจ ไว้อันดับ 1 เสมอ โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 27% ซึ่งในหัวข้อนี้ก็จะมีเรื่องของความมุ่งมั่น ความพยายาม สุขุมไม่ลนลาน มีความกล้า และมี Growth Mindset เป็นเรื่องที่สำคัญ

ผมเชื่อเลยว่าสโมสรที่ต้องการตัวเจในครั้งนี้ นอกจากทักษะ สมรรถภาพร่างกาย และการตัดสินใจในการเล่นแล้ว แมวมองและสโมสรต้องมองคะแนนเรื่อง Growth Mindset ในตัวของเจเป็นหลักด้วยแน่นอน

ส่วนถ้าใครยังมี Fixed Mindset อยู่หรือมีชุดความคิดที่คิดว่าเราไม่สามารถพัฒนาอะไรได้แล้ว ถึงแม้มันจะไม่ได้ทำให้ท่านลำบาก แต่นักเตะรุ่นหลังลำบากแน่นอน เพราะว่าลีกสูงสุดเรามีที่ว่างให้นักเตะไทยแค่ประมาณ 200 คน ถ้ารุ่นเก่าไม่ขยับไปต่างประเทศ รุ่นหลังก็ขยับไปข้างหน้ายาก เพราะรุ่นเก่าที่มีทั้งทักษะและประสบการณ์จองที่ไว้เต็มหมดแล้ว การพัฒนาโดยรวมก็จะไม่ต่อเนื่อง

หรือถ้ารุ่นใหม่ทนไม่ไหว ก็ขยับเลยครับ นำไปก่อนเลย ไม่ต้องรอให้คนที่เก่งที่สุดในลีกย้ายไปต่างประเทศแล้ว เรารีบเรียนภาษา ยึดหลัก Growth Mindset แล้วไปสู้เอาที่ลีกต่างประเทศ โดยเราก็อาจจะเริ่มจากลีกล่าง ๆ ก่อน พอปรับตัวได้ มีผลงานในสนาม เดี๋ยวเราก็ได้รับความสนใจจากแมวมองในยุโรปมากขึ้นเอง ยิ่งเป็นคนไทยไปเล่นในต่างประเทศ สโมสรก็ต้องมองถึงการตลาดในไทยแน่นอน ได้เปรียบมากขึ้นไปอีก อนาคตมีโอกาสได้สัญญาก้อนโตสูงมาก

เพราะฉะนั้นอย่าลืมตั้งเป้าหมายไว้ให้ไกล ให้คิดว่าเราจะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ก็ยังได้ ซึ่งจะทำให้เรามุ่งมั่น พัฒนาไปเป็นขั้นตอน ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เจออุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ คิดเสมอว่าทุกอย่างมีทางแก้

อย่างน้อยแม้สุดท้ายมันจะไปไม่ถึงเป้าหมายอย่างที่คิด แต่ถ้าเราได้อยู่ในลีกต่างประเทศ มันก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่ไม่เลวนักใช่มั้ย

เรื่องที่ 1 ที่สำคัญที่สุดผ่านไป สำหรับเรื่องที่ 2 จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ผมจะนำไปเขียนต่อในคอลัมน์หน้าครับ ผมชื่อต้นนะครับ อย่าลืมติดตาม เป็นกำลังใจฝากกด Like & Share ด้วยนะครับผม

ขอบคุณภาพจาก Soccerbible.com