เรื่องเล่าและความรู้สึกเมื่อเราไปหา “นาย”

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยม “นาย” ผู้ที่คนเขียนเรียกว่า “นาย” เพียงคนเดียวในชีวิตการทำงานในฐานะลูกน้องและลูกศิษย์บ้านพระอาทิตย์ การเข้าไปเยี่ยมนาย ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้เขียนเอง เพราะในวันที่ยังคงมีปลอกคอบ้านพระอาทิตย์คล้องอยู่นั้น ก็ได้รับโอกาสและประสบการณ์ในการทำงานไม่น้อย แม้ในวันที่ออกเรือมาเองแล้ว บ้านพระอาทิตย์ยังคงเป็นแผ่นดินใหญ่ที่ต้องกลับไปเยี่ยมทุกปี

ปีนี้การเข้าไปเยี่ยม “นาย” นั้นเร็วกว่ากำหนดเดิมเพราะได้ทราบมาว่าปีนี้จะไม่มีการจัดงานใด ๆ ในวันคล้ายวันเกิด ซึ่งเจ้าของวันเกิดเองก็บอกว่า “เบื่อแล้วจะจัดอะไรกันมากมาย” ก่อนที่จะได้รับการถามถึงสารทุกข์สุกดิบ ในฐานะศิษย์เก่าที่ออกไปสร้างอาณาจักรของตนเอง “นาย” ยังคงเป็น “นาย” คนเดิมสอบถามด้วยความเป็นห่วงแบบตรงไปตรงมา เพราะในสภาพเศรษฐกิจที่หลายคนต้องพยายามประคองให้ตัวเองหายใจเหนือน้ำนั้นเรียกว่ายากลำบากเต็มที

เมื่อได้รับคำตอบจากทางผู้เขียนให้พอสบายใจได้บ้าง “นาย” ได้เผยถึงโครงการในอนาคตอันใกล้ และ กล่าวถึงโอกาสที่ผู้เขียนและทีมงานจะได้ทำร่วมกัน ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้ไม่ได้รับการชักชวน เราก็จะเสนอหน้าเข้าไปหาอยู่ดี (ฮา)

ในวัยที่เลยช่วงเวลาแซยิดมาแล้วเกือบสองปี ผู้ชายที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ถ้านับเป็นบาดแผล ก็แทบจะทั่วทั้งร่าง แต่ในวันนี้วันที่สถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 เพิ่งจะเริ่มคลี่คลาย ขณะที่เมฆหมอกของเศรษฐกิจยังคงมืดครึ้ม “นาย” ยังคงเต็มไปด้วยไอเดียและไฟในการทำงาน เมื่อพูดถึงเรื่องเกษียณ นายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะถามกลับมาว่า “พวกแกอายุเท่าไรกัน มาคิดเรื่องเกษียณ” แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ไม่อยู่ในความคิดของคนที่กำลังจะสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในแวดวงสื่อ

ปรากฏการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในต้นปีหน้านั้น น่าจะทำให้วงการสื่อสารมวลชนที่ไม่รู้จักปรับตัวหรือขยับตัวกันสักทีได้ปรับตัวกันครั้งใหญ่ แต่เหนืออื่นใด “นาย” ได้ให้เหตุผลสองข้อที่ลุกขึ้นมาสร้างกระแสให้กับแวดวงอีกครั้งว่า

“ข้อแรกนะ อยากทำให้คนยุคนี้ได้ดูข่าวที่เป็นข่าวจริง ๆ ส่วนข้อสองอยากให้การสร้างในครั้งนี้ได้เป็นหลักให้ลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมานานได้ใช้เป็นที่พึ่งพิงได้ต่อไปในอนาคต”

ในยุคที่ธุรกิจอยู่กับคำว่า Disruption นักธุรกิจรุ่นใหม่เต็มไปด้วยความดุดัน ทำงานแบบพุ่งไปข้างหน้าไม่รอใคร ใช้นักการตลาดสร้างภาพให้กับตนเองเหมือนแบรนด์ที่สวยหรูแต่ข้างในกลวงโบ๋ หลายคนอยากสร้างปรากฏการณ์แต่ไปไม่รอด ขณะที่คำว่าคุณธรรมน้ำมิตรไม่ปรากฏ คบหากันแบบปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ

ผู้เขียนได้เห็นความเป็นไปเหล่านี้มาตลอดหนึ่งทศวรรษที่เดินออกมาจากบ้านพระอาทิตย์ สิ่งหนึ่งที่รู้ได้คือ “เป็นเรื่องยากที่จะหาเจ้านายที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยกับลูกน้องได้ เหมือนที่ตนเองเคยเจอ”

เพราะเจ้านายยุคใหม่เป็นครึ่งหนึ่งเป็นแบบที่ผู้เขียนบรรยายไว้ในพารากราฟด้านบน อีกครึ่งหนึ่งเป็นประเภทลิ้นสองแฉก สามารถทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองอยู่รอด และมักจะเลี้ยงลูกน้องประเภทขี้ข้าพลอยพยักโดยไม่สนใจว่าองค์กรต้นสังกัดจะเสียหายเพียงใด

มาถึงบรรทัดนี้ ความรู้สึกของผู้เขียนหลังได้คุยกับ “นาย” คืออยากเห็นเรื่องราวของคนรุ่นใหม่ที่เป็นเจ้าของธุรกิจและบริหารด้วยคุณธรรมมากกว่าประเภทอายุน้อยร้อยล้าน แล้วสามารถโยนความผิดให้คนอื่นโดยที่ตนเองไม่คิดจะรับผิดชอบใด ๆ หรือแม้กระทั่งนักบริหารมืออาชีพทีอยู่ตามองค์กรใหญ่ ๆ ใช้วิถีในการบริหารโดยที่ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพลักษณ์เหนือจริง หากแต่เก่งจริงด้วยฝีมือไม่ใช่ฝีปาก เหล่านี้ถ้าเกิดได้ก็น่าจะทำให้ค่านิยมในการทำงานของคนในปัจจุบันดีมากขึ้นกว่าเดิม

แต่ถ้ายังคงสภาพตามนี้ไป อนาคตเราอาจไม่เหลือคนเก่งอยู่ในการทำงาน หากจะเต็มไปด้วยคนเก่งแต่ปาก และไม่รู้จริง เปรียบเสมือนเห็บบนตัวหมาป่วย ที่รักษาอย่างไรก็ไม่มีทางหายได้

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ