ชีวิตติดลำน้ำ ถึงจะแก้ปัญหายากอย่างไรก็ควรแก้ไขอยู่ดี

ใครมีโอกาสหรือมีอำนาจแก้ไขก็ลองดูให้หน่อยนะครับว่าข้อมูลเหล่านี้มันนำไปใช้ช่วยแก้ปัญหาหรือเข้าใจปัญหาอะไรได้บ้าง วันนี้ต้องเลิกเป็นชีวิตติดรองเท้าสัก 1 วัน มาเป็นชีวิตติดลำน้ำ ปัญหาเร่งด่วนที่เผชิญ

ก่อนอื่น ในความคิดเห็นผม คนที่อยู่โซนที่มีน้ำหลากเป็นฤดูธรรมชาติ อย่างเช่น อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.ป่าโมก อ.บางบาล ไม่ได้รังเกียจน้ำ

พวกเราใช้ชีวิตอยู่กับน้ำมาตั้งแต่เด็ก สมัยยังไม่มีถนนเราใช้เรือเดินทาง ค้าขาย สมัยยังไม่มีนาปรังเราต้องใช้น้ำทำนาปี ถ้าน้ำฝนที่สะสมไว้หมด เราก็ต้องกินน้ำในแม่น้ำ ถ้าในฤดูน้ำหลาก ปลา อาหารจะอุดมสมบูรณ์

แต่ถ้าน้ำที่บริหารจัดการไม่ได้จนความสูงน้ำเกินกว่าพื้นบ้านของคนส่วนมาก อันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่เดือดร้อน (บ้านคนอยู่ริมน้ำจะเป็นน้ำใต้ถุนสูง พื้นบ้านสูงกว่าพื้นดิน 2 เมตรขึ้นไป)

ที่มาของปัญหาก็คือ เมื่อก่อนคนไทยใช้ชีวิตริมน้ำ ต่อมาอยากทำระบบชลประทาน เลยสร้างคันกั้นน้ำขึ้นมา

คันกั้นน้ำ ก็คือ ถนนหลวงในปัจจุบันที่อยู่ติดแม่น้ำ บางช่วงก็ติดแม่น้ำเลย บางช่วงก็ห่างหลายร้อยเมตร อย่างในภาพ

แต่เขาไม่ย้ายชุมชนที่อยู่ติดริมน้ำออก (ชุมชนที่อยู่ระหว่างแม่น้ำกับคันกั้นน้ำ) หรือไปจัดสรรพื้นที่ดี ๆ ให้อยู่ คนก็ต้องอยู่ที่เดิม และชุมชนก็ต้องทำถนนเพื่อให้เดินทางสะดวก ก็จะเหมือนมีฝายย่อม ๆ ขวางเส้นทางน้ำตลอดสาย

แถมคันกั้นน้ำก็พัฒนาความสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2554 บ้านหลังไหนที่เคยรอด ปีนี้ก็ไม่รอด ท่วมกันไปเยอะมาก

ถามว่าทำไมไม่ย้ายหนี ? บางส่วนก็หนีไปแล้วเมื่อมีโอกาส บางส่วนมีโอกาสแต่ก็ยังรักและคุ้นชินกับพื้นที่เดิม บางส่วนก็ไม่มีโอกาสย้าย เพราะอาจจะมีเงินไม่พอ

พอเวลาน้ำหลากลงมาจากตอนบน ประตูเขื่อนเจ้าพระยาเปิดแรง ๆ ประตูน้อยใหญ่เปิดแรง ๆ น้ำที่ไหลผ่านโซนชุมชนก็ไหลได้น้อย เพราะสิ่งกีดขวางเยอะ พอมีช่วงไหนน้ำไหลช้า ก็ยิ่งเอ่อท้นสูงขึ้นมากกว่าเดิมอีก

มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะน้ำก็มาทุกปี แม่น้ำก็ขนาดเท่าเดิม ชุมชนกับเมืองก็ติดแม่น้ำกันทุกจังหวัด ได้แต่เอาตัวรอดกันเป็นปี ๆ ไป

มันก็มีการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ หรือคิดนอกกรอบหลายรูปแบบ ทั้งต้นทางและปลายทาง ซึ่งจริง ๆ อยากให้ตระหนักว่าน้ำที่ได้มาเยอะ ๆ เนี่ย ถ้าเก็บไว้ จะมีประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้อย่างดี เพราะได้มาจากธรรมชาติฟรี ๆ

ถ้าคิดแบบเดิม เมื่อฝนตกใต้เขื่อน ต้องให้น้ำไหลลงไปที่ต่ำให้เร็วที่สุดตามแรงโน้มถ่วง ลงไปปล่อยทิ้งทะเลเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

ถ้าคิดนอกกรอบ เช่น ทำไมไม่ลองสูบย้อนขึ้นที่สูงบ้างล่ะ เขื่อนเจ้าพระเจ้าปล่อยน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาที สมมติมีปั๊มน้ำขนาด 0.5 ลบ.ม./วินาที จำนวน 5,000 ตัว สูบมันขึ้นไปเก็บไว้ที่ใดที่หนึ่ง มันก็น่าจะแก้ปัญหา 2,500 ลบ.ม./วินาที ได้แล้ว ไม่ต้องพร่องน้ำทิ้ง และได้ประโยชน์หลายต่อในอนาคต

เพราะขนาดน้ำบาดาลยังต้องลงทุนสูบมันขึ้นมาเพื่อใช้งานเลย หรือบางที่ยังมีการสูบน้ำกลับขึ้นที่สูงเพื่อปั่นไฟกลับมาใช้ก็มี อย่างเช่นที่ลำตะคอง

หรือถ้าจะสร้างแม่น้ำใหม่ ก็เป็นแนวทางหนึ่ง เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา 2 จากนครสวรรค์ถึงทะเล ระยะทางประมาณ 250 กม. เพราะว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมอาจจะแก้ปัญหายาก มีผลประโยชน์และข้อจำกัดหลายอย่างเช่น เมื่อเราต้องการระบายน้ำลงทะเลไว ๆ ด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา แต่แม่น้ำเจ้าพระยาดันผ่าเข้ากลางหัวใจประเทศ ก็คือกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถ้าปล่อยน้ำมาแรงมากเกินไปกรุงเทพฯ ก็ท่วม เสียหายกับเศรษฐกิจ ถ้าเกิดแม่น้ำสายใหม่ มีการพัฒนาที่ดิน ชุมชนใหม่ ก็น่าสนใจไม่น้อย

หรือถ้าคิดไม่ออก ย้ายคนที่ติดแม่น้ำไปจัดสรรที่อยู่ใหม่ ถ้ารัฐคิดที่จะขยับชุมชนไปฝั่งที่มีคันกันน้ำป้องกันไว้ จัดสรรที่ให้เหมือนหมู่บ้านจัดสรร มีสวนหย่อมงามตา มีโรงเรียน อนามัย ที่จอดรถ ที่ค้าขาย ห้องประชุมสำหรับจัดงานมงคล สนามกีฬา คนรุ่นใหม่ก็ไม่น่าคิดเยอะ

รัฐก็จะสามารถขยายลำน้ำในช่วงเคยเป็นชุมชนได้อีก 1.5 หรือ 2 เท่า ระบายน้ำได้รวดเร็วกว่าเดิม แต่ก็จะลำบากท้ายน้ำก็คือ กทม. ที่ต้องบริหารน้ำยากขึ้น

นี่ก็เป็นเพียงแนวคิดหนึ่ง ในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ที่น่าทำ ทุกวันนี้คนที่อยู่อยุธยาตกทุกได้ยากกันเยอะมาก ผ่านปี 54 มาถึง 64 ทุกอย่างยังอยู่กับที่เหมือนเดิม ก็ขอฝากคนที่มีอำนาจหรือจะมีอำนาจในอนาคตด้วยครับ