Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ National Wife กับภารกิจเพื่อครอบครัวของ “มนุษย์แม่”

National Wife กับภารกิจเพื่อครอบครัวของ “มนุษย์แม่”

ภาพจาก KBS

กลับมาอีกแล้วกับการคุยถึงซีรีส์แม่บ้าน ที่ความยาวตอน 100+ ทุกครั้งที่หาซีรีส์ปกติดูยากเพราะไม่ค่อยมีอะไรเข้าตา ถามว่าเป็นแบบไหนก็ฟีลละครเย็นก่อนข่าวภาคค่ำบ้านเรา พอดีเปิดไปเห็นในแอปฯ ผ่าน ๆ แล้วมันดูเบาสมองและน่ารักดี แอบขัดใจนิดหน่อยว่ายังไม่เห็นเพจหรือเว็บไหนเขียนรีวิวเลยสักที่ ทั้งที่พอได้ดูจริง ๆ แล้ว ถือว่าเป็นซีรีส์ดี ๆ เรื่องหนึ่งเลย ก็นะ ไม่แปลกที่ซีรีส์แม่บ้านเกาหลีจะไม่ค่อยถูกจริตคนดูบ้านเราเท่าไร แต่ที่เกาหลีถือว่าเรตติ้งดีเลย ใครสนใจอยากลองดู ซับไทยถูกลิขสิทธิ์เห็นมีที่ viu ที่เดียว ดูเพลิน ๆ ตอนละครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

National Wife (viu ใช้ชื่อนี้) หรืออีกชื่อคือ The All-Round Wife เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ปรารถนาจะเป็นทั้งแม่ ภรรยา ลูกสะใภ้ ลูกสาว และเป็นตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบเพียบพร้อม จุดเริ่มต้นมันมาจากการที่เธอพยายามดิ้นรนจะซื้อบ้านในคังนัม (ย่านไฮโซในกรุงโซล เกาหลีใต้) เพื่อการศึกษาและชีวิตที่ดีกว่าของลูกสาววัย 10 ขวบ เธอทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ จนถึงขั้นดูหมกมุ่นในบางที แต่ยิ่งพยายามเท่าไรก็ยิ่งดูอับจนหนทางมากเท่านั้น เพราะราคาบ้านสูงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งบ้านในย่านคังนัมด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่เอื้อมไม่ถึงไปเลย

ย่านคังนัมนั้น ถือเป็นย่านหรูหราไฮโซของคนรวยอีกแห่งหนึ่งในกรุงโซล บ้านและที่ดินในย่านนี้แพงหูฉี่ เพราะมันอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี รายล้อมไปด้วยโรงเรียน สถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ศูนย์การค้า และสำนักงานของบริษัทมากมาย โดยในปี 2550 คังนัมเคยติดอันดับเป็นย่านที่มีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์แพงเป็นอันดับ 10 ของโลกเลยทีเดียว หากจะเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ บ้านเรา คงเปรียบได้กับย่านสีลม-สาทร

ภาพจาก Facebook : Viu Thailand

อย่างไรก็ดี ความโชคร้ายของเธอไม่ได้มีแค่เรื่องนอกบ้าน เพราะในบ้าน เธอก็ยังประสบปัญหากับคนในบ้าน ที่ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือในการอยู่อาศัยเท่าไรนัก คนแรกคือสามีที่มีความคิดแปลก ๆ ผู้ไม่เคยยอมให้ความร่วมมือหรือเออออเห็นด้วยกับสิ่งที่ภรรยาทำ แถมยังคิดผิดเอาเงินจากการขายบ้านไปลงทุนในกองทุนนอกตลาดจนเจ๊ง แม้จะเกรงใจเธออยู่บ้าง แต่เขาพยายามปฏิเสธสิ่งที่เธอดิ้นรนมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องซื้อบ้านในคังนัม เอาเข้าจริงเขาเป็นสามีที่ไม่ประสีประสากับความเป็นจริงของสังคมรอบตัวว่าเรื่องของชนชั้นก็มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เขาทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะภรรยาสนับสนุนและช่วยเหลือตลอดมา

อีกคนหนึ่งคือ แม่สามี รายนี้เป็นตัวละครที่ทำเอาคนดูปวดหัวตามได้ไม่ยาก เพราะแม่ผัว-ลูกสะใภ้ก็มักจะมีเรื่องไม่ลงรอยกันได้อยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ เธอแต่งเข้าบ้านสามีที่มีฐานะร่ำรวยและประสบความสำเร็จ แม่สามีก็ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงาน เคยดูถูกเธอเสีย ๆ หาย ๆ เหมือนกันเพราะถือว่าลูกสะใภ้แต่งเข้าบ้านรวย แต่พอพ่อสามีตายไป กลายเป็นว่าครอบครัวเข้าสู่ภาวะล้มละลาย จนต้องขายบ้านหรูในคังนัมทิ้งแล้วมาอยู่ในอพาร์ตเมนต์แบบเช่ารายเดือน เธอจึงต้องรับภาระปัญหาของทางครอบครัวสามีเช่นกัน ส่วนแม่สามีก็จำต้องเกรงใจลูกสะใภ้มากขึ้น เพราะเธอหาเลี้ยงคนในบ้าน

ด้วยความที่เคยรวย ทำให้แม่สามีเธอเป็นคนที่ทำงานบ้านไม่เป็น เมื่อเธอทำงานนอกบ้าน กลับเข้ามาก็ยังต้องมาทำงานบ้านที่กองเป็นภูเขา เธอขอให้แม่สามีช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านจากเธอบ้าง สุดท้ายเธอก็ต้องกลับมาทำซ้ำรอบที่สองอยู่ดี เพราะแม่สามีทำไม่สะอาด ไหนจะมีคำพูดที่คอยแซะอยู่ตลอดในฐานะแม่ผัว-ลูกสะใภ้ นิสัยเอาอกเอาใจยกยอปอปั้นลูกชายตัวเองก็แก้ไม่หาย ยังแอบวางตัวเหนือกว่าลูกสะใภ้ เป็นแม่สามีจอมเอาใจยาก ทั้งที่ลูกสะใภ้หาเลี้ยง เป็นใครเจอแบบนี้ก็ท้อเหมือนกันแหละเนอะ

นอกจากนี้ เธอยังต้องพยายามปิดบังคนอื่นไม่ให้รู้ว่าเธอขายบ้านในคังนัมทิ้งแล้ว เพราะรำคาญเสียงนกเสียงกาจากสังคมและคนรอบข้าง เพราะมันเป็นเรื่องปกติที่คนพวกนั้นพร้อมจะเหยียบและฝังกลบเธอให้จมดินอยู่แล้วหากเธอพลาด ทั้งหมดทั้งมวลเป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญที่คอยกีดกันหนทางไปสู่ปณิธานของเธอ และทำให้การเดินทางของเธอลำบากขึ้นไปอีก แต่เธอคือมนุษย์แม่ที่แข็งแกร่ง เธอจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก เธอจะพยายามดิ้นรนปักหลักในคังนัมให้ได้ เพื่อที่ลูกสาวตัวเองได้มีอนาคตที่สดใส สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ผู้หญิงสมัยใหม่ที่พยายามดูแลงานหลวงงานราษฎร์ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

ถ้าได้ลองดู จะเห็นเลยว่านางเอกเป็นผู้หญิงที่เก่งมากคนหนึ่ง และเป็นตัวอย่างคาแรคเตอร์ที่สะกดคำว่ายอมแพ้ไม่เป็น เธอสามารถควบคุมและดูแลเรื่องต่าง ๆ รอบตัวได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะหน้าที่การงานหรือการดูแลบ้านในฐานะแม่ ภรรยา และลูกสะใภ้ เธอดูเป็นคนที่สมบูรณ์แบบในสายตาคนอื่น สวย เก่ง (เคย) รวย มีสามีและลูกสาวที่น่ารัก โดยเธอเองก็พยายามจะใช้ชีวิตให้ดี พยายามจะเต็มที่กับทุกสิ่ง เพราะเธอรู้ดีว่ายังไม่สมบูรณ์ที่ตรงไหน นี่จึงเป็นเหมือนปมด้อยที่เธอจะต้องพยายามหาอะไรมาอุดรอยรั่วนั้นให้ได้

ด้านหน้าที่การงาน เธอทำงานเป็นหัวหน้าทีมการตลาดของบริษัทโฆษณาชื่อดังแห่งหนึ่ง ความสามารถของเธอเป็นที่ยอมรับของคนในบริษัท โดยที่เธอถือเป็นความหวังของบริษัท ตรงที่เธอบ้าระห่ำมากพอที่จะทำหน้าที่ตัวเองให้สำเร็จ และได้ลูกค้ามาในที่สุด คนอื่นรู้ดีว่าเธอทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จในผลงาน จนทุกคนคิดว่าเธอจะได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการใหญ่คนต่อไป แต่กลับกลายเป็นว่าโดนคนอื่นที่มีเส้นสายเข้ามาปาดหน้าเค้กแทน

เธอเองก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม เธอทำงานหนักอยู่ที่นี่มาเป็นเวลา 14 ปี ตั้งอายุแค่ 24 จนปัจจุบันอายุ 38 แล้ว เธอไม่ได้อะไรที่เป็นรูปธรรมเพื่อตอบแทนการทำงานหนัก มีแต่เสียงชื่นชมยินดี ที่ก็ไม่รู้ว่าจริงใจแค่ไหน เพราะสังคมการทำงาน ส่วนมากก็อยู่ด้วยกันได้เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน เธอทุ่มเทให้กับการทำงานมากจนถึงขั้นที่โดนลูกน้องที่ยื่นใบลาออกเหน็บแรง ว่าเชิญทำงานที่นี่ต่อไปโดยไม่ได้อะไรตอบแทน หรือมีชีวิตที่ดีขึ้น แบบว่าถ้าตาย ให้บริษัทเอาศพมาฝังที่นี่เลยก็ได้

ภาพจาก KBS

ส่วนที่บ้าน เธอก็พยายามที่จะเป็นแม่ที่ดี เพราะที่เธอทนตรากตรำมากขนาดนี้ ก็เพื่ออนาคตของลูกสาวเพียงคนเดียว เธอคิดว่าการมีเงิน สามารถซื้อสังคมที่ดีให้กับลูกได้ และสังคมที่ดี ก็จะทำให้ลูกเธออยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องมาลำบากมากมายแบบที่เธอเป็นอยู่ นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงต้องกระเสือกกระสนนักที่จะซื้อบ้านสักหลังในคังนัมให้ได้

แต่เมื่อการเลื่อนตำแหน่งของเธอดูจะหลุดลอยไปแล้ว แถมคนในครอบครัวก็ไม่เคยสนับสนุนในสิ่งที่เธอทำ ทั้งที่ก็อยากจะมีชีวิตที่ดีเหมือนกันหมดแต่ไม่ช่วยแบ่งเบาภาระกันเลย เธอจึงเริ่่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเธอใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ เธอทำดีที่สุดแล้วหรือเปล่า

มนุษย์แม่ที่ทำเพื่อลูกและครอบครัว

เธอคือหนึ่งในตัวละครที่เป็นแม่ตัวอย่างเลยเรื่องที่ทำทุกอย่างเพราะเห็นแก่อนาคตของลูก จากการที่ตัวเธอเองก็ต้องเผชิญหน้ากับการดูถูก หรือสายตาเหยียด ๆ จากคนใกล้ตัว เรื่องที่ว่าตอนนี้เธอกำลังถังแตก มันจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเธอและครอบครัวที่จะต้องกลับไปอยู่ที่คังนัมให้ได้ ก่อนที่อะไร ๆ มันจะสายเกินไป

จะเห็นได้ว่าเธอก็เผชิญกับเรื่องราวแย่ ๆ ทุกวัน แต่คนในครอบครัวไม่เคยมีใครสนใจที่จะถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง มีแต่บ่นว่าหิวข้าว ให้รีบกลับบ้านจะได้มาทำกับข้าว กลับบ้านมาก็มาเจอกับงานบ้านกองพะเนิน แต่เธอก็ทำได้แค่บ่นและบึ้งตึงใส่คนในบ้านให้พอรู้ตัวเท่านั้น ท้ายที่สุดเธอก็ต้องทำทุกอย่างอยู่ดี

เธอเคยรู้สึกภาคภูมิใจ มั่นใจ และชื่นชมตัวเอง แต่เมื่อมีอะไรหลาย ๆ อย่างเข้ามาเป็นบททดสอบ มันกลับทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเธอใช้ชีวิตมาดีอย่างที่เธอเคยภูมิใจหรือเปล่า มันไปผิดพลาดที่ตรงไหน แล้เธอจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันดีขึ้น ในเวลาที่เรื่องไม่คาดฝันพากันรุมเร้าแบบนี้

เป็นเรื่องปกติเลยแหละ ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยภูมิใจ มั่นใจ และชื่นชมตัวเองมาตลอดจะรู้สึกเสียศูนย์แบบนี้ ในสถานการณ์ที่หลายสิ่งอย่างไม่เป็นใจ แต่ลองคิดดูว่าถ้าเธอตัวคนเดียว ไม่ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงใคร หรือมีลูกที่เป็นแก้วตาดวงใจ ลูกที่เธอเป็นห่วงชีวิตในอนาคตมากกว่าใครเพื่อน เธอก็คงพอจะหยุดพักบ้างเพื่อเยียวยาสภาพจิตใจตัวเอง แต่เมื่อเป็นแบบนี้มันมีแต่ต้องเดินต่อ ต้องไปต่อเท่านั้น เมื่อไรที่เธอหยุด ชีวิตของทุกคนรอบ ๆ ตัวเธอต้องหยุดด้วย โดยเฉพาะครอบครัว เธอไม่ต้องการให้ใครต้องมาสะดุดเพราะเธอ

ความสุขในบ้าน อยู่ที่ไหนกันแน่?

จริง ๆ แล้วหลายคนตระหนักดีว่าความสุขที่แท้จริงอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับบ้าน (เกี่ยวแหละแต่ไม่ทั้งหมด) แต่ความสุขมันเกี่ยวกับครอบครัวที่อาศัยอยู่ด้วยกันต่างหาก ต่อให้มีบ้านโอ่อ่าใหญ่โตหรูหราแค่ไหน แต่ถ้าคนในบ้านมิได้นำพา บ้านหลังใหญ่ที่ว่าก็ดูจะไม่มีความหมายอะไรเลย

เธอเองก็ตระหนักดีว่าความสุขที่แท้จริงที่จะได้จากบ้าน คือการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคนในครอบครัว มีสายสัมพันธ์ระหว่างกันที่ดี แต่ถ้ามองตามความเป็นจริง ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปธรรมของบ้าน ความโอ่อ่าใหญ่โตสะดวกสบายของบ้าน ก็มีผลต่อความสุขและความสัมพันธ์อันดีของคนในบ้านเหมือนกัน คิดดูแล้วกันว่าคงไม่มีใครอยากอยู่บ้านที่หลังคารั่ว ท่อน้ำซึม แต่ไม่มีเงินซ่อมหรอก ฝนตกทีไรเหมือนนอนอยู่นอกบ้าน นอนแช่น้ำท่วม ต่อให้คนในบ้านรักกันแค่ไหน แต่พอเจอแบบนี้มันก็หงุดหงิดแล้วพาลทะเลาะกันได้นะ จะมีความสุขได้ลงจริง ๆ เหรอ?

ภาพจาก KBS

ต้องถามตัวเองดูว่ารู้สึกดีมีความสุขได้จริง ๆ ไหม หากต้องอยู่บ้านสภาพแบบนี้ เมื่อเทียบกับบ้านที่ใหญ่โต มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน เจ้าของบ้านก็ไม่ยอมให้เกิดเรื่องที่ว่าหลังคารั่วจนต้องนอนแช่น้ำท่วมอยู่แล้วล่ะถูกไหม ในเมื่อเขามีเงินซ่อมแซมมัน แล้วคนที่ไม่มีล่ะ ต้องอยู่แบบนี้ต่อไปจนกว่าจะมีเงินซ่อม แล้วระหว่างนั้นเรียกว่าความสุขได้?

นอกจากนี้ปัญหาบ้านที่เจอในซีรีส์คือเพื่อนบ้านเสียงดัง ตรงที่ห้องมันอยู่ติด ๆ กัน เสียงดังถึงกัน ก็ลองคิดดูว่าถ้านางเอกสามารถไปซื้อบ้านเดี่ยวในคังนัมได้ หรือต่อให้อยู่เป็นคอนโดก็คงมีการบุผนังกันเสียงได้ดีกว่าบ้านทั่ว ๆ ไป ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนอาจจะดีกว่านี้ก็ได้

แม้ว่าราคาบ้านในเกาหลีนั้นจะแพงมาก ๆ (บ้านในไทยก็ใกล้แล้ว) แต่ในความเป็นจริงบ้านเดี่ยวหรือบ้านในย่านที่ดูเจริญกว่า มันสามารถสร้างความแตกต่างในการอยู่อาศัยได้จริง ๆ ชัดเจนคือระหว่างความมั่งคั่งและความยากจน เธอกลัวว่าครอบครัวตัวเองจะเป็นหนึ่งในคนจนที่สุด ฉะนั้น ก็ไม่แปลกที่เธอจะเกิดความต้องการแบบบ้าคลั่งที่จะซื้อบ้านถึงบ้านอาจจะไม่มีผลต่อความสุขโดยตรง แต่มันเป็นเรื่องที่คนธรรมดาต้องการยกระดับ “ชนชั้น” ของชีวิต เพื่อให้มี “ชีวิตที่ดีขึ้น” กว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ต่างหาก นี่ก็สร้างความสุขได้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วตามเนื้อเรื่องในซีรีส์ หลังจากดูมาแล้ว 4 ตอน (ถ้าติดเรื่องนี้ขึ้นมานี่หนทางอีกยาวไกล) มันก็ไม่ได้เล่าให้ดูเครียดขนาดนั้นหรอก ออกแนวละครครอบครัวตอนเย็น นั่งดูเพลิน ๆ ตอนข้าวเย็นนั่นแหละ แต่บรรยากาศหลาย ๆ ฉาก หลาย ๆ ตอน มันตึงเครียดขึ้นเพราะคนดู (อย่างเรา) อินเองมากกว่า แบบว่าใครที่เคยเจอสถานการณ์ทำนองเดียวกันกับตัวละครมาก่อน จะต้องรู้สึกหัวร้อนมากแน่ ๆ งี้ National Wife จึงเป็นซีรีส์แม่บ้านที่ถ้ามีเวลาก็อยากแนะนำให้ดู เรื่องไม่ได้หวือหวา แต่มันให้อะไรหลาย ๆ อย่างดีเหมือนกัน ?