โลกยุคนักวิ่งที่ชอบ “คอนโทรลซีและวี”

“ฉันก็แปลกใจนะที่คนทุกวันนี้จะเชื่อทุกสิ่งที่เจอบนอินเทอร์เน็ต เจอข้อมูลในวิกิพีเดียก็คิดว่าเป็นความจริงทั้งหมด อยากจะเขียนบทความใหม่ ๆ สักเรื่องก็ไปหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เสิร์ชจากกูเกิล ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตได้ ก็คือเรื่องที่คนทำไปแล้ว ถ้าคุณเอาข้อมูลมากจากตรงนั้นคุณก็แค่ทำซ้ำ ดัดแปลง” บรรณาธิการอาวุโสท่านหนึ่งเคยพูดกับผู้เขียนเมื่อนานมาแล้ว

“ข้อมูลนี้เอามาจากวิกิพีเดียครับพี่ ในวิกิพีเดียสะกดแบบนี้” เป็นคำตอบของน้องทีมงานในอดีตคนหนึ่งที่ตอบคำถามผู้เขียนเมื่อถามถึงชื่อชาวต่างชาติ ที่เขาสะกดมาเป็นภาษาไทย และเป็นภาษาไทยที่ผิดหลักไวยากรณ์ไทย

เห็นอะไรในสองตัวอย่างที่ยกมาด้านบนไหมคะ ท่านแรกด้วยประสบการณ์ทำงานจึงมีมุมมองในข้อมูลที่รอบด้านกว่า และจับใจความให้ชัดก็ต้องบอกว่า “ถ้าคิดจะสร้างผลงานของตนเองการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็เท่ากับคุณไปทำซ้ำข้อมูลเดิมไม่มีอะไรเพิ่มเติมจากเดิม”

ส่วนท่านที่สองด้วยความอ่อนประสบการณ์ และเข้าใจ (ไปเอง) ว่าวิกิพีเดียคือสารานุกรมที่เชื่อถือได้ แต่ไม่ทันได้ดูว่า วิกิพีเดีย คือสารานุกรมสาธารณะที่ใครก็เข้าไปเขียน เข้าไปแก้ได้ ใครอยากมีชีวประวัติตนเองผ่านวิกิพีเดีย ก็ไปลงทะเบียนแล้วเขียนเอาเลย ได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เมื่อเป็นแบบนี้เราจะเชื่อถือข้อมูลได้จริง ๆ หรือ หรือต้อง ดับเบิลเช็ก

ที่ยกเรื่องนี้มา เพราะยุคสมัยที่อะไรต่อมิอะไรก็เร็วไปหมด ข้อมูลก็ดูจะท่วมท้นจนหาอ่านกันไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้ว มีข้อมูลใดบ้างที่มีความชัดเจนและถูกต้อง เราจะเอาอะไรเป็นมาตรฐานวัดได้บ้าง จะอ้างอิงจากสื่อกระแสหลัก สื่อกระแสหลักก็ดันไปก๊อปงานจากโซเชียลมีเดีย พอจะไปหาอ่านข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย กลายเป็นว่าเพจดัง ๆ ดันดัดแปลงข้อมูลจากสื่อกระแสหลักด้วยความคิดเห็นของตนเอง

โลกของสื่อทุกวันนี้เป็นเช่นนี้ค่ะ ใช้สองนิ้วในการคอนโทรลซี แล้วคอนโทรลวี ทุกอย่างดูง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส แม้แต่ข้อมูลภาษาอังกฤษ ก็มี google translate ไว้ให้ใช้ แล้วใช้กันชนิดที่ไม่ได้อ่านความหมายที่แปลซ้ำกันอีกครั้ง ปล่อยข้อความที่แปลแบบพิกลพิการนั้นแพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์ ขณะที่ใจคอคนคิดจากก๊อปปี้ ก็ขอแค่ขยับนิ้ว เป็นอันเสร็จงานเขียน

วงจรแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน เราจะได้เห็นบางบทความ ก๊อปปี้ข้อมูลมาจากวิกิพีเดียเกือบครึ่งเรื่อง เราได้เห็นบทความที่มีเนื้อหาเหมือน ๆ กันอยู่เต็มโลกออนไลน์ เราได้เห็นบางบทความแปลมาจากภาษาอังกฤษ แล้วให้ความรู้สึกได้ทันทีว่าการแปลนี้ไม่ได้ใช้คนแปล แต่ใช้ปัญญาประดิษฐ์แปลเสียมากกว่า

ถึงบรรทัดนี้ต้องขออนุญาตตอบคำถามที่จั่วไว้ข้างต้นก่อนว่า “แล้วเราจะเชื่อถือข้อมูลจากไหนได้” คำตอบของผู้เขียน ณ วันนี้ไม่ใช่สื่อกระแสหลักอย่างที่เคยยืนยันมาตลอด เพราะวงจรเถาถั่วต้มถั่ว ได้ทำให้นักข่าวในสื่อกระแสหลักรุ่นปัจจุบันแทบจะไม่เข้าใจสถานะความเป็นสื่อของตนเองสักเท่าไร และถ้าวันนี้คุณอยากจะรู้ว่าสื่อไหนบ้างที่เชื่อถือได้ ก็ขอให้ไปที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเรื่องที่กำลังเป็นข่าว หรือโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของคนที่ตกเป็นข่าวก็จะได้เห็นข้อความเริ่มต้น ไม่ต้องมานั่งฟังข้อความเดิมที่คุณอ่านแล้วพร้อมกับความคิดเห็นของสื่อ ที่ไม่ได้รู้อะไรไปมากกว่าคุณเลยแม้แต่น้อย

“ถ้าคิดจะเป็นนักข่าว นักเขียน มือคุณต้องเลอะก่อน เลอะในที่นี้หมายความว่าคุณต้องลงไปทำจริง อยากรู้ข้อมูลต้องลงพื้นที่ อยากได้ความคิดเห็นต้องสัมภาษณ์หลาย ๆ ด้าน ไม่ใช่ฟังความข้างเดียว อยากเขียนหนังสือให้ดีก็ต้องอ่านให้เยอะ อยากทำประเด็นให้แหลมคมก็ต้องรู้จักหัดฟังและสังเกต อยากเก่งก็ต้องรู้จักหาบน้ำผ่าฟืน ลงสนามปุ๊บแล้วจะเก่งเลยนั้นไม่มีทาง” เป็นคำสอนที่ผู้เขียนได้รับจากอดีตบรรณาธิการอาวุโส และนักเขียนที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง และยังคงจำได้มาจนทุกวันนี้

ถ้าจะมีคนรุ่นลูก รุ่นหลานที่อยากเป็นนักข่าวหรือนักเขียน ผ่านมาอ่านคอลัมน์นี้ ลองเอาไปใช้ดูค่ะ “การเดินทางของชีวิตนั้นไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไม่ต้องรีบร้อนอยากมีสปอตไลต์ฉายจับ เพราะถ้าคุณดีจริง ต่อให้เดินช้าแค่ไหนสปอตไลต์ก็จับ แต่ถ้าคุณดีแค่เปลือกต่อให้วิ่งสุดฝีเท้าอย่างไร ก็เป็นได้แค่ฝุ่นผงที่คลุ้งอยู่ชั่วข้ามคืน”

แล้วพบกันใหมสัปดาห์หน้าค่ะ