
ยังจำเด็กผู้หญิงม.ปลาย ผมยาวประบ่า ตัดผมหน้าม้า ที่ชอบย้ายโรงเรียนไปเรื่อย ๆ เมื่อ 3 ปีก่อนกันได้ใช่ไหม? วันนี้เธอกลับมาแล้ว แถมยังเป็นการคัมแบ็กที่สาแก่ใจคนดูมากกว่าซีซันก่อน และซีซันนี้…เธอไม่ได้มาคนเดียว เธอมีเพื่อนใหม่ (ที่ไม่ได้ตั้งใจพามา) มาด้วย
หากยังจำกันได้ ซีซันที่แล้ว “แนนโน๊ะ” คือเด็กผู้หญิงที่มีลักษณะดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ในปี 2018 แนนโน๊ะย้ายเข้าย้ายออกโรงเรียนอยู่ 13 โรงเรียน แล้วเธอก็หายไป 3 ปี กลับมาในปี 2021 เธอยังคงคอนเซปต์เดิม คือย้ายเข้าย้ายออก ทำตัวเป็น “เด็กใหม่” เป็นว่าเล่น ทำตัวบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ชวนประสาทเสีย แต่เธอเป็นเด็กใหม่คนเดิมที่แสบทรวงกว่าเดิม ดาร์กขึ้น ฟาดไม่ยั้ง สายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก และไม่มีความประนีประนอมใด ๆ ทั้งสิ้น
ซีรีส์ “เด็กใหม่ 2” เป็นภาคต่อของซีซันแรกเมื่อ 3 ปีก่อน เรื่องราวของเด็กผู้หญิงม.ปลาย ที่เป็น “ลูกสาวของซาตาน” และ “ตัวแทนของกรรมในชุดนักเรียน” เมื่อ 3 ปีก่อน ซีรีส์เรื่องนี้ถือเป็นซีรีส์ที่มีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะรุนแรง แต่ด้วยความที่มันออกอากาศทางแพลตฟอร์มฟรีทีวี ทุกอย่างจึงอยู่ในขอบเขตของระบบเซ็นเซอร์การออกอากาศ แต่ในซีซันที่ 2 เด็กใหม่ย้ายแพลตฟอร์มไปอยู่ในสตรีมมิ่งทีวี เป็น Original Content ของ Netflix ซึ่งคนกว่า 190 ประเทศทั่วโลกสามารถดูได้ แบบที่เราดูซีรีส์เกาหลีกัน
นั่นทำให้นอกจากจะไม่แผ่ว แนนโน๊ะยังฟาดได้โหดและเลือดเย็นกว่าเดิม ตีแผ่ด้านมืดของสังคมแบบโจ่งครึ่ม ไม่แคร์ระบบเซ็นเซอร์ใด ๆ 8 ตอนที่ออกฉาย ดูก็รู้ว่าพยายามจะแซะปรากฏการณ์ใดในสังคม “มือถือสาก ปากถือศีล” ขึ้นมาขยี้ นั่นทำให้คนดูติดและอินได้ไม่ยาก จึงทำให้แนนโน๊ะกลับมาทวงบังลังก์ความแรงได้ไม่แพ้ซีซันแรก
กระนั้น สัญญาณเตือนที่กระเพื่อมออกมาจากเรื่องราวต่าง ๆ ในซีรีส์เด็กใหม่ 2 ยังคงความเรียล แรง และสะกิดให้ฉุกคิดเช่นเดิมว่า คิดให้ดีก่อนลงมือทำ เพราะผลกรรมเกิดขึ้นทันทีที่ลงมือ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงซีรีส์ ที่มีเรื่องจริงบ้าง ปรุงแต่งบ้างปะปนกันไป ไม่ว่าจะดูแล้วสนุกสนาน สาแก่ใจ หรือสมน้ำหน้าตัวละครไหนแค่ไหน ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการชม

แล้วคนอย่างแนนโน๊ะในซีซันที่ 2 นี้ พูดอะไรกับสังคมบ้าง
เรากำลังสะใจกับความยุติธรรมที่บิดเบี้ยว
เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะอยากเห็นคนทำผิดได้รับโทษให้สาสมกับความผิด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน หรือชีวิตต้องแลกด้วยชีวิตอะไรเทือก ๆ นั้น กลับกัน แรงแค้นยิ่งมากขึ้น หากผู้ที่กระทำผิดนั้นหลุดจากความผิดแบบมีแต่ช่องโหว่ เต็มไปด้วยข้อกังขา แต่ก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง บ้านเมืองมีขื่อมีแปที่สังคมไม่เชื่อมั่นว่าจะผดุงความยุติธรรมได้แค่ไหน ทำให้สังคมต้องการคนอย่างแนนโน๊ะมาชำระความอยุติธรรมนี้ “เอามันให้ตาย ให้สาสมกับที่มันทำ” ท้ายที่เราก็สุดแสนจะสะใจว่านี่แหละ คนเลว ๆ ชั่ว ๆ แบบนี้ก็ต้องโดนเอาคืนแบบแนนโน๊ะถึงจะสาแก่ใจ
คำถามคือ ความยุติธรรมของแนนโน๊ะ ยุติธรรมแค่ไหน แนนโน๊ะใช้วิจารณญาณของตัวเองตัดสินคนเดียวหรือไม่ แนนโน๊ะตัดสินบนพื้นฐานความถูกต้อง ศีลธรรม จริยธรรมไหม หรือแค่ต้องการเอาคืนให้รู้สึกถึงสิ่งที่เคยทำ สำหรับเหยื่อและคนดู แนนโน๊ะเป็นนางฟ้าหรือซาตาน ฉะนั้น สิ่งที่แนนโน๊ะทำนั้น มันสาสมกับความผิด หรือแค่สาแก่ใจเราในฐานะคนดูกันแน่!
เงินซื้อความผิดได้นะ
ที่เขาว่ากันว่าคุกน่ะมีไว้ขังคนจน ก็ไม่ค่อยจะผิดไปจากการรับรู้ของเราเท่าไรกันนัก หรือแม้แต่ประโยคที่เราพูดกันเล่น ๆ ว่า “เงินซื้อฉันไม่ได้หรอก ถ้าไม่มากพอ” ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าในสังคมที่เงินเป็นใหญ่ สุดท้ายแล้วเงินก็ซื้อได้ทุกอย่างอยู่ดีถ้าก้อนใหญ่พอ และคนมีอำนาจก็โลภพอ จริงอยู่ว่าไม่ใช่ทุกคน โลกเรายังไม่สิ้นคนดีขนาดนั้น แต่ความหวังที่จะเจอคนแบบนั้นมันน้อยลงเต็มที
ตัวอย่างง่าย ๆ ในคดีคดีหนึ่ง ที่คนทำผิดเหมือนกัน ฐานความผิดเหมือนกัน แต่คนมีเงินคือคนที่มีโอกาสกลับไปนอนบนเตียงที่บ้าน เพราะมีหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวระหว่างสู้คดี ในขณะที่คนจนต้องนอนคุกแน่ ๆ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ การที่คนรวยมีเงินประกันตัวไม่ใช่เรื่องผิด และเขามีสิทธิ์กระทำ แต่ก็เห็นกันชัด ๆ ว่าเงินหรือหลักทรัพย์ อย่างน้อยมันก็ซื้อเวลาให้คนรวยเข้าคุกช้าลงได้ ดีไม่ดีเปิดโอกาสให้หนีไปนอกประเทศได้อีก ฉะนั้น นี่จึงทำให้เห็นว่าการพิพากษาอาจจะไม่ได้อยู่ในศาล แต่อยู่ที่คุณมีเงินเท่าไร? และโลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนจน ไม่มีผลกรรมสำหรับคนรวย
ขอทานออนไลน์ รวยได้จากความสงสาร
คนไทยน่ะขี้สงสารจะตาย แถมยัง “ใจบุญ” ไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อเห็นว่าใครเดือดร้อนก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเสมอ ยื่นมือไม่ได้ยื่นเงินแทนก็ยังดี เรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์มาแล้ว พอมีการเปิดรับบริจาคเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อน ก็มักจะมีเงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมายมหาศาล แต่ความขี้สงสารกลับกลายเป็นช่องโหว่ให้กับพวกที่คิดจะหากินง่าย ๆ เข้ามาเสแสร้งทำตัวน่าสงสาร ปิดท้ายด้วยการขอบริจาคเงินเข้าบัญชีส่วนตัว กว่าจะรู้ตัวว่าโดนแกงก็เสียเงินเสียทองไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกฝ่ายก็กอบโกยเงินไปมหาศาลแล้ว
ทุกวันนี้ เวลาที่เราเล่นโซเชียลมีเดียลกัน เรามักจะเจอโพสต์ขอความเห็นใจ ที่บอกเล่าความยากลำบากของตนเอง ไหนจะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้ต้องประสบชะตากรรมที่เลวร้าย เช่น เรียนดีจนสอบติดหมอ แต่ยากจนเลยไม่มีเงินเรียน ชีวิตช่างน่าสงสาร ขอความเห็นใจช่วยบริจาคกันมาคนละเล็กคนละน้อย แม่อ้างว่าลูกป่วย ยากจนไม่มีเงินรักษา ใสุดท้ายก็ตัวเองนั่นแหละที่ทำให้ลูกป่วยเพื่อขอรับบริจาค สรุปแล้ว เงินบริจาคคือโอกาสทำดีหรือโอกาสทำเงินกันแน่ นี่แหละ แนนโน๊ะถึงต้องออกโรงแฉ จับโป๊ะให้เห็นถึงความเน่าเฟะ ถ้าจริงก็แล้วไป แต่ถ้าหลอกก็เตรียมตัว
อะไรที่มันเก่า ล้าหลัง ไม่ทันสมัย เลิกได้ก็เลิก เลิกไม่ได้ก็ปรับ
โลกเปลี่ยนไปเยอะแล้ว อะไรที่มันไม่เข้ากับบริบทสังคมปัจจุบัน เลิกได้ก็เลิก เลิกไม่ได้ก็ปรับให้มันเข้ากับยุคเข้ากับสมัย การเป็นผู้ใหญ่หัวแข็ง ไม่แม้แต่จะให้เด็กตั้งคำถามกับอะไรก็ตามที่ไม่สมเหตุสมผล ถูกปลูกฝังว่านี่แหละดี นี่แหละชั่ว ต้องเชื่อแบบนี้ ห้ามสงสัย ในเมื่อสังคมมันต่างกัน ก็ไม่ได้แปลว่าอะไรที่เคยใช้ได้ในวันนั้น มันจะยังใช้ได้ดีเหมือนเดิมในวันนี้
การฟังเด็กอย่างปราศจากอคติ แล้วการปรับเปลี่ยนโดยใช้ประสบการณ์ของตัวเองร่วมกับการมองโลกของเด็ก ไม่ได้แปลว่าผู้ใหญ่แพ้เด็ก หรือยอมแพ้ให้กับเด็ก ในเมื่อมันไม่ได้เสียหายอะไร (เว้นแต่ว่าของเดิมจะเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองอยู่) แค่ทำให้มันเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแล้ว เพราะคุณเองก็ต้องก้าวให้ทันโลก นั่นคือวิวัฒนาการของคนที่จะต้องไม่ย่ำอยู่กับที่ ในเมื่อสังคมไม่เอื้อให้กฎเกณฑ์เก่า ๆ ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การดันทุรัง จ้องแต่จะเอาชนะ และไม่รับฟังใคร สุดท้ายธรรมชาติจะคัดเลือกคุณทิ้งเอง
การลงโทษที่รุนแรง ตามความผิดหรือตามใจคนลงโทษ
ไม้เรียวสร้างคน ต้องลองตั้งคำถามว่าทุกวันนี้ไม้เรียวยังสร้างคนได้อยู่หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือกฎหมายสิทธิมนุษยชนกำลังคุ้มครองทุกคนอยู่ (มั้ง) การที่ครูบาอาจารย์ลงโทษที่เด็กดื้อ เด็กซน ทำผิด เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่มันเกินกว่าเหตุหรือไม่ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์จะทำร้ายคนอื่น ทั้งร่างกายหรือจิตใจ และไม่ควรจะมีใครโดนลงโทษตั้งแต่ครั้งแรก หากยังพูดคุยกันดี ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องป่าเถื่อน ให้ความผิดกลายเป็นความกลัว
การที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนอ้างว่าการลงโทษ ทำไปเพราะหวังดี อยากให้เป็นคนดี ยิ่งแรงเท่าไรเด็ก็จะยิ่งจำเท่านั้น แล้วก็จะกลายเป็นคนดี ตรรกะนี้ใช้ได้จริง ๆ เหรอ จิตสำนึกของคนเองหรือเปล่าที่เปลี่ยนคนไม่ดีเป็นคนดีได้ ไม่เช่นนั้นบางคนจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ ทั้งที่ไม่ถูกลงโทษรุนแรงได้เหรอ และบางคนก็เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น แต่ก็หาได้สำนึกโทษไม่ เพราะยิ่งทำให้เขาต่อต้านกว่าเดิม
หรือแม้แต่แนนโน๊ะเองก็มอบโทษทัณฑ์อย่างทรมานแสนสาหัสให้กับบรรดาคนผิดเหมือนกัน โดยที่แนนโน๊ะก็ใช้วิจารณญาณตัวเองคนเดียวตัดสิน พูดง่าย ๆ ก็คือ ลงโทษตามใจตัวเอง เอาเท่าที่เห็นว่านี่แหละสาสม แต่คำถามที่เจนถามแนนโน๊ะในตอน JennyX ว่า “เราทำผิดขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงได้ทำกับเราขนาดนี้” แม้แต่แนนโน๊ะเองก็ยังตอบคำถามไม่ได้ ว่าสิ่งที่เจนทำผิด จำเป็นไหมที่เจนต้องรับโทษขนาดนั้น ซึ่งแผลในใจเจนจะอยู่ไปตลอดชีวิต ส่วนแผลที่คอแนนโน๊ะเองก็รักษาไม่หายเหมือนแต่ก่อนด้วย
เรามองอะไรด้านเดียวอยู่หรือเปล่า
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเลือกเชื่อเฉพาะในสิ่งที่เราอยากเชื่อ เลือกมองเฉพาะแค่สิ่งที่อยากเห็น เลือกฟังแค่เสียงที่อยากได้ยิน แต่เราเคยพลิกอีกด้านขึ้นมาพิจารณาคู่กันบ้างหรือเปล่า ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราคิดว่าดีเพราะเราเลือก คือสิ่งที่ถูกโดยชอบธรรมหรือถูกโดยชอบใจกันแน่ การขาดวิจารณญาณและขาดการคิดไตร่ตรองให้รอบด้านนำมาซึ่งปัญหามากมาย ความขัดแย้งระหว่างกัน หรือแม้แต่ขัดแย้งในตัวเอง หรือตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยน ก็เพราะมองอะไรแค่ด้านเดียวก็มีอยู่ถมเถ
นี่อาจเป็นหนื่งที่มาของคำว่า “คดีพลิก” กระแสสังคมเชื่อไปทางไหนก็พร้อมที่จะเชื่อตาม เขาบอกว่ามันถูก เราศึกษาดูแล้ว (แค่ข้อมูลฝั่งเดียว) ก็คิดว่ามันถูกตามนั้นแหละ แต่พอคดีพลิก ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่พลิกลิ้นตาม ไม่มีจุดยืนแบบที่คิดหรือตัดสินใจเอง แล้วจบด้วยอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะคิดไม่รอบคอบ เดี๋ยวคนก็ลืม แต่เชื่อไหม ว่าก็มีรอบที่สอง สาม สี่ ห้า ตามมา
แม้แต่แนนโน๊ะเองก็มองฝั่งเดียว เชื่อว่าที่ตัวเองทำคือถูกต้อง ในตอนสุดท้าย อวสานแนนโน๊ะ (ซึ่งจะอวสานจริงไหมก็ไม่อาจทราบได้) แนนโน๊ะแค่เชื่อว่าครูหวานคือคนผิด แต่แท้จริงแล้วแนนโน๊ะไม่ได้สงสัยในตัวจุนโกะเลย ตัวละครอย่างยูริจึงต้องออกโรงมาเตือนแนนโน๊ะ ว่าจริง ๆ แล้วแนนโน๊ะตัดสินใครถูกใครผิดได้ด้วยสายตาตัวเองหรือเปล่า แต่ยูริเองก็แสบไม่เบา จากคำพูดของยูริที่เห็นได้ชัดว่ามันหมดยุคของแนนโน๊ะแล้ว
ศาลเตี้ยยังสำคัญจริงไหม
การกระทำของแนนโน๊ะ แน่นอนว่ามันเป็นการตัดสินด้วยศาลเตี้ย แต่ในสังคมที่ศาลสถิตยุติธรรมจริงไหมก็ไม่รู้ กฎหมายให้ความยุติธรรมกับเหยื่อมากน้อยแค่ไหน เพราะก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าคนผิด (ในเรื่อง) ลอยตัวกันหมด ศาลเตี้ยที่ชื่อว่าแนนโน๊ะเลยต้องทำงาน และก็ย้อนกลับไปหาความยุติธรรมที่บิดเบี้ยวของแนนโน๊ะอยู่ดี ว่าในโลกสีเทา ๆ นี้ เรามีสิทธิ์ตัดสินถูกผิดคนอื่นได้จริงเหรอ ในเมื่อสิทธิ์ที่จะลงโทษคนอื่นมันอยู่ในมือคนที่มีอำนาจ ที่จะใช้อย่างชอบธรรมแค่ไหนก็ไม่อาจทราบได้
แนนโน๊ะคือตัวละครขี้โกงที่ถืออำนาจอยู่ เธอฆ่าไม่ตาย เธอโผล่ไปจัดการคนที่เธอเห็นว่าสมควรทุกที่ แล้วลงโทษเกินไปหรือเปล่า ดังนั้น สรุปแล้วแนนโน๊ะคือนางฟ้าหรือซาตานกันแน่ นางฟ้าเพราะทวงคืนความยุติธรรมให้บรรดาเหยื่อทั้งหลาย แต่เป็นซาตานในฐานะผู้พิพากษาที่มีอำนาจพิพากษาคนอื่นโดยใช้แค่มุมมองของตัวเอง หรือพิพากษาเกินความผิดที่เขาทำ
สืบทอดอำนาจและวงจรการกดขี่ เพราะตัวเองก็เคยโดน
ในตอนโซตัส เป็นตอนที่เราก็เห็นได้บ่อยในชีวิตจริง ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลเปิดการศึกษาใหม่ จะต้องมีข่าวการรับน้องไม่สร้างสรรค์หรือรับน้องเสื่อมให้ได้ยินเสมอ แน่นอนว่าการจัดกิจกรรมแบบนี้ในสถานศึกษา จำเป็นต้องแจ้งให้ครูบาอาจารย์รับรู้ บางที่แจ้ง บางที่ไม่แจ้ง บางที่อาจารย์รู้อย่างแต่รุ่นพี่ทำอีกอย่าง และบางที่อาจารย์ก็รู้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ทำอะไรมันก็มีเหมือนกัน การรับน้อง หากทำดี ๆ เป็นกิจกรรมที่สนุก แต่ในเมื่อความสนุกของคนเราไม่เท่ากัน จึงไม่ควรเป็นสิ่งบังคับทำ ใครใคร่ทำทำ ใครใคร่ไม่ทำก็ไม่ต้องทำ
แนนโน๊ะปรากฏตัวขึ้นเพื่อมอบบทเรียนสุดโหดให้กับรุ่นพี่ตัวร้าย บทเรียนที่ตัวเองเคยกระทำกับคนอื่น และเคยโดนกระทำด้วยตัวเอง คำถามที่แนนโน๊ะถามคือ “ในอดีตน้องเคที่ตะโกนปาว ๆ บอกว่ารุ่นพี่ไม่มีสิทธิ์ ทุกวันนี้กลายเป็นพี่เค ว้ากเกอร์เสียงดัง อะไรกันเหรอคะที่ทำให้พี่เคกลายเป็นแบบนี้ ความสามัคคีหรือความแค้นที่ยังไม่ได้ชำระคะ” คำถามนี้น่าจะสะกิดโดนต่อมรุ่นพี่บางคนบ้างหรือไม่ ว่าตัวเองกำลังเป็นส่วนหนึ่งที่สืบทอดอำนาจ และขับเคลื่อนวงจรการกดขี่ให้ไม่จบไม่สิ้นทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่ามันไม่ดี แล้วทำไมไม่ให้มันจบแค่ที่ตัวเอง
เพราะฉะนั้น ก็จะย้อนกลับมาที่แนนโน๊ะ “เมื่อผู้ที่เคยพิพากษาคนอื่น กลับถูกพิพากษาซะเอง” กลายเป็นว่าแนนโน๊ะเองก็โดนเล่นงานลักษณะเดียวกับที่ตัวเองทำ หรือนี่จะเป็นจุดจบจริง ๆ ของแนนโน๊ะ และเป็นสาเหตุที่มีตัวละครอย่างยูริขึ้นมา เพราะแนนโน๊ะเองที่ชุบชีวิตยูริขึ้นจากเลือดของตัวเอง
บทเรียนคนหิวแสง
ในยุคที่คนดังเพราะมีตัวตนในโลกออนไลน์ง่ายกว่าอะไรใด ๆ ทั้งปวง กลายเป็นเน็ตไอดอล บล็อกเกอร์ ยูทูบเบอร์ หรืออะไรก็ตามได้ในชั่วข้ามคืน อยากเด่น อยากดัง โดยที่คิดน้อยไปหน่อย หรือไม่ทันคิดว่า ดังได้ก็ดับได้
การสร้างคอนเทนต์โดยหวังเพื่อสร้างกระแสอย่างเดียว ไม่มีความจริงใจต่อผู้บริโภค ไม่สร้างสรรค์คนดู หรือไม่รับผิดชอบอะไรแก่สังคม มักจะเป็นคอนเทนต์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับคนหิวแสง และน่าแปลกที่คนก็ให้พื้นที่คนกลุ่มนี้เสมอ ๆ ทั้งที่ก็พอจะรู้ว่าเขาออกมารีวิวขายอะไร ไม่ได้แปลว่าเขาต้องใช้จริง สินค้าที่เขานำมาพูดปาว ๆ ก็รับเงินมาอีกที หรือชีวิตสวยหรูที่เราเห็นผ่านจอ ก็อาจจะเป็นแค่ชีวิตจอมปลอมที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้มีตัวตน
โลกออนไลน์ เป็นโลกเสมือนที่เราไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นความจริง ง่าย ๆ แค่แอคเคาท์เฟซบุ๊ก บางคนยังไม่ใช้รูปจริงหรือชื่อจริงกันเลย ดังนั้นจะเอาอะไรกับโลกที่เราต่างไม่รู้ว่าคนที่คุยอยู่คือใคร เบื้องหลังจริง ๆ เป็นอย่างไร แต่เรากลับเชื่อทุกอย่างที่เราเห็นซะงั้น
ชนชั้นและความเหลื่อมล้ำ แก้ได้จริงเหรอ
การที่คนเรามีไม่เท่ากันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่มีเท่าและเหมือนกันแน่ ๆ คือ “ความเป็นคน” ตราบใดที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังต้องกิน ขับถ่าย สืบพันธุ์ นอน หายใจ และตายเหมือนกัน ก็ไม่น่าจะมีใครจะดีเด่หรือพิเศษไปกว่าใคร ดังนั้น ปัญหาชนชั้นหรือความเหลื่อมล้ำจะลดลงได้ ถ้าเราเห็นว่าเขาหรือเธอก็คือคนเหมือนกัน
แต่ก็เพราะเรามองที่วัตถุมาแบ่งความไม่เท่ากัน ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นด้อยค่าลงไป หลายคนถูกปฏิบัติราวกับเป็นเศษดินเศษฝุ่น ถูกกดขี่ ดูถูกให้อยู่ต่ำกว่า หรืออาจยกเศษเงินเศษทองมาทำบุญ เพื่อหวังยกระดับจิตใจตนเอง แต่ไม่คิดจะทำกับคนเหมือนเป็นคน คนประเภทนี้ก็มีไม่น้อย
ไม่ใช่ว่าคนชนชั้นที่สูงกว่าทุกคนจะเป็นแบบที่กล่าวไป แต่ภาพจำมันเกิดจากการเห็นอะไรซ้ำ ๆ จนชินตา จนมองว่ากลายเป็นเรื่องปกติ และฝังรากลึกยากที่จะถอนออก การทลายบันไดชนชั้น ทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ มันอาจจะเป็นโลกในอุดมคติเกินไป แต่อย่างน้อย ๆ โลกจะน่าอยู่ขึ้น ถ้าเลิกใช้วัตถุหรือชาติกำเนิดมาแบ่งคนออกเป็นเกรด ในเมื่อเราก็เป็นคนเหมือนกัน
ใด ๆ แล้ว ถูกหรือผิด ขาวหรือดำ ไม่สามารถบอกได้ด้วยการมองเห็นจากด้านเดียว ในท้ายที่สุด ความยุติธรรมอาจไม่มีอยู่จริง คนบางคนจึงยังต้องการคนแบบแนนโน๊ะมาถ่วงให้ด้านที่ (เงินหรืออำนาจ) หนักกว่า ให้ลอยขึ้นมาเท่า ๆ กับอีกฝั่ง ในโลกเทา ๆ ที่ไม่มีอะไรดีไปซะหมด เลวไปซะทุกอย่าง เราก็ต้องรู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีคนแบบแนนโน๊ะก็ตาม และแม้ว่าคนแบบแนนโน๊ะจะเป็นที่ต้องการในบางโอกาส แต่ลองคิดดูว่าถ้ามีคนแบบแนนโน๊ะ หรือยูริเต็มไปหมด สังคมจะวิปริตขนาดไหน





























