Imitation ตีแผ่เบื้องหลังสุดขมขื่นของเมนที่เราชื่นชอบ

ภาพจาก KBS

ความขมขื่นเบื้องหลังของไอดอลที่เราชื่นชอบ ชื่นชม จะถูกนำเสนอผ่านซีรีส์ Imitation เรื่องนี้ แม้ว่าเรื่องด้านมืดของวงการจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง แต่จงเข้มแข็งและเชื่อมั่นในตัวเมนของเราไว้ ว่าพวกเขาเก่ง มุ่งมั่น และเต็มที่แค่ไหน ถึงมายืนตรงจุดนี้ได้ เบื้องหน้าอันสวยงามที่ถูกเปิดเผยให้บรรดาชาวโลกได้เห็น ช่างแตกต่างกับเบื้องหลังที่ไอดอลทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะยังเป็นแค่เด็กฝึก และคนที่เดบิวต์เป็นศิลปินแล้ว ก็ต้องเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้วทั้งนั้น

Imitation เล่าเรื่องราวชีวิตและความรักของเหล่าไอดอลในวงการบันเทิง ว่ากว่าจะกลายมาเป็นศิลปินไอดอลชื่อดังที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชม พวกเขาต้องผ่านความยากลำบากและอุปสรรคอะไรกันมาบ้าง ทั้งความกดดัน การแข่งขัน ความฝัน ความเป็นส่วนตัว ด้านมืดในวงการ หรือแม้แต่ความรัก

พอคนเข้าใจว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ไอดอล หลายคนอาจจคิดว่าเรื่องมันไม่น่าจะหนักอะไรมากมาย น่าจะเพื่อขายหน้าตานักแสดงเสียมากกว่า แต่เปล่าเลย ดูแค่เรื่องย่อมันอาจจะดูเบา เอาเข้าจริงมันก็หนักและอึดอัดอยู่พอสมควร  แทบไม่ต่างจากพวกซีรีส์ดราม่าหรือสืบสวนสอบสวนอะไรแบบนั้นเลย

จริง ๆ แล้วถ้าใครคลุกคลีกับวงการไอดอลเกาหลีมานาน จะรู้ว่าเบื้องหลังของศิลปินที่เราตามกรี๊ดตามเปย์อยู่เนี่ย แต่ละคนนั้นโชกโชนแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นไอดอลที่เดบิวต์มานาน เพิ่งจะเดบิวต์ หรือยังเป็นเด็กฝึกอยู่ก็ตาม เด็กสมัยใหม่จะหนักไปที่ความทุ่มเทและความกดดัน เพราะมีเด็กฝึกที่เตรียมเดบิวต์จากแต่ละค่ายมากมายนับไม่ถ้วน ถ้าเดมาแล้วไม่ปังก็อาจไม่ได้ไปต่อ ขณะเดียวกันไอดอลรุ่นพี่ (ที่เดบิวต์มาเกิน 10 ปี) ก็ไม่ได้สบายไปกว่ากันเท่าไร เพราะอย่างน้อยพวกเขาคือคนกรุยทางไว้ให้รุ่นน้องแล้วทำให้มันง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก ที่สำคัญ ยิ่งเด็กใหม่มีมาก คนเก่าก็จะถูกลืม จึงต้องรักษามาตรฐานและความนิยมว่า รวมถึงเรื่องสภาพร่างกายที่มันก็เสื่อมไปตามอายุที่มากขึ้น

ที่มาของเรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะมันถูกหยิบมาเสียบแทนซีรีส์ Dear. M ที่โดนเลื่อนออกอากาศไป เพราะนางเอกของเรื่องดันมีข่าวการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ทุกอย่างเลยต้องเลื่อนออกไปหมด (แต่ล่าสุดเหมือนนางเอกจะกลับมาทำงานตามเดิมแล้ว) เป็น Imitation ที่สร้างจากเว็บตูนชื่อเดียวกัน มียอดผู้อ่านทั่วโลกเกือบ 4 ล้านคน และน่าสนใจตรงที่ ขนทัพไอดอลจริง ๆ มาแสดงเป็นไอดอล

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่ใช้ประโยชน์ไม่เท่ากัน

ชื่อเถอะว่าติ่งเกาหลีหลาย ๆ คนน่ะ ไม่ได้ติ่งเพราะแค่หน้าตาของศิลปินหรอก จริงอยู่ที่ว่าความประทับใจแรกคือหน้าตา แต่ถ้าไม่มีความสามารถจริง ๆ หน้าตาหล่อสวยแค่ไหนก็ซื้อใจใจเราได้ไม่นาน ที่เรารักและชื่นชมพวกเขาก็เพราะว่าพวกเขาเป็น “ไอดอล” ไอดอลที่แปลว่าต้นแบบความสมบูรณ์แบบ ความน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจของคนที่เป็นติ่ง

คนที่เป็นติ่งนั้น โดยเฉพาะติ่งวัยประมาณ 30 หรือเกือบ ๆ 30 จะเข้าใจดี นอกจากคนนอกจะมองว่าผู้หญิงพวกนี้บ้าผู้ชาย บางทีไปยันเรื่องขายชาติ และติ่งเกาหลี ก็มีที่มาจากคำความหมายลบด้วย จนเคยมีช่วงหนึ่งที่ติ่งถูกนำไปเทียบกับขยะ แต่ต่อมาความหมายก็ค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ก็ยังแฝงนัยยะเหยียด ๆ อยู่ ถึงกระนั้น คนนอกบางคนก็หารู้ไม่ว่ามีติ่งจำนวนไม่น้อยที่ได้ดิบได้ดี ก็เพราะการเป็นติ่งไอดอลตามกรี๊ดผู้ชาย จ่ายเงินเข้าประเทศเกาหลีนี่ล่ะ

ภาพจาก KBS

ติ่งทุกคนรู้ดีว่าไอดอลแต่ละคนทำงานหนักมาก โดยเฉพาะเรื่องของเวลา ไอดอลแต่ละคนเสียสละช่วงเวลาวัยเด็กวัยรุ่น บางคนอยู่เป็นเด็กฝึกค่ายมานาน 6-7 ปีกว่าจะได้เดบิวต์ แปลว่าเขาต้องเป็นเด็กฝึกกันตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เพื่อตามหาฝัน ในขณะที่ตัวเราในวัยนั้นกำลังวิ่งเล่น โดดเรียน นอน พวกเขาเลิกเรียนก็ต้องเข้าตึกไปซ้อม เวลาว่างที่ไม่จำเป็นต้องซ้อมก็ต้องซ้อม เพราะรู้ว่าตัวเองต้องดีกว่านี้ คือมันไม่ใช่การขายหน้าตาแล้วจะขึ้นมาเป็นไอดอลได้ง่าย ๆ แบบที่คนนอกเข้าใจ ไอดอลบางคนเคยซ้อมคอนเสิร์ตทั้งชุดนักเรียนด้วยซ้ำ

เรื่องการเห็นคุณค่าของเวลานี่ต้องบอกว่าพวกไอดอลคือยืนหนึ่งจริง ๆ ขอยกตัวอย่าง อีแทมิน จาก SHINee แทมินเป็นไอดอลที่เดบิวต์ด้วยอายุน้อยมากในวัยแค่ 15 ปีเท่านั้น น่าจะน้อยที่สุดของการเดบิวต์ในช่วงนั้นด้วยซ้ำ ช่วงเวลาที่เด็กวัยเดียวกันกับเขานอน แทมินจะไปซ้อมร้องเพลง ไปซ้อมเต้นอยู่ในห้องซ้อม เข้าสามารถอยู่ในนั้นได้เป็นวัน ๆ เคยซ้อมหนักถึงขั้นเลือดกำเดาไหลมาแล้ว แต่ด้วยแทมินเองก็มีปมจากการดูถูก ดูหมิ่นในความตั้งใจด้วยแหละ ช่วงเวลาวัยรุ่นของแทมินทั้งหมดจึงอยู่ที่ห้องซ้อมมากกว่าเตียงนอนของตัวเอง

ปัจจุบัน แทมินเดบิวต์เป็นไอดอลมานานถึง 13 ปี ในขณะที่อายุยังไม่เต็ม 28 ปีเลยด้วยซ้ำ (นับแบบสากล) จากเด็กหัวเห็ดน้องน้อยน่ารักในวันนั้น ได้กลายเป็นไอดอลที่โดดเด่นทั้งการร้องและการเต้นอันดับต้น ๆ ในวงการ สามารถขึ้นมาเป็นเสียงหลักของวง มีโซโล่ของตัวเองเร็วที่สุดในวง เป็นเมนเต้นอันดับต้น ๆ ของวงการ นอกจากนั้น ความบ้าศักดิ์ศรีของแทมิน ทำให้เขาเป็นหนึ่งในไอดอลตัวอย่างของไอดอลรุ่นน้องหลาย ๆ คน ลองดูตามโพลไอดอลรุ่นพี่ตัวอย่างดูก็ได้ จะต้องมีชื่อแทมันทุกโพล

ส่วนในซีรีส์เรื่องนี้ก็เช่นกัน มันคือการตีแผ่ชีวิตเบื้องหลังที่น่าสงสารของไอดอล ไอดอลที่เราอาจจะมองจากหน้าจอ หน้าเวที ว่าเขาหยิ่ง เขานิสัยไม่ดี เขาไม่เห็นหล่อไม่เห็นสวย ต่าง ๆ นานา แต่มันเป็นคนละส่วนกับความพยายาม สิ่งที่เขาต้องเผชิญกว่าจะมาถึงตอนนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ได้หมายความว่าถ้าเขาทำตัวไม่ดีแล้วเราต้องให้อภัย เรื่องนั้นเขาต้องรับผลการกระทำตัวเอง เพียงแต่เราอยากให้โฟกัสที่ความสามารถและความเพียรพยายามของเขาเป็นตัวอย่าง

เวลา คือสิ่งที่ไอดอลเสียสละไปมากที่สุด แม้ว่าทุกคนจะมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ต่างก็ทำงานหนักและเหนื่อยไม่ต่างกัน แต่ต้องบอกจริง ๆ ว่าคนที่ให้ความสำคัญกับเวลาทุกเสี้ยววินาทีเพื่อร้องและเต้นไปพร้อม ๆ กัน ต่อเนื่องกันหลาย ๆ เพลงบนเวที ถ้าเขาไม่แน่จริง เขาทำไม่ได้ นั่นจึงทำให้เขาเป็นคนที่มีโอกาสไปได้ไกลกว่าคนอื่น ก็เหมือนกับเวลาที่เรานอน แต่เพื่อนอ่านหนังสือสอบนั่นแหละ

เป็นอาชีพที่ถูกตราหน้าว่า “เต้นกินรำกิน”

ถ้าเราอายุใกล้เคียงกัน เราจะเติบโตมากับความคิดของผู้ใหญ่บางคนที่ชอบบอกว่าพวกดารานักร้องเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ต่ให้ไม่อธิบายความหมาย ก็รู้แน่ ๆ ว่าความหมายมันไม่ได้ดี แล้วเราจะโดนด่าเสมอเวลาเอาเงินไปเปย์หรือตามกรี๊ด ก็ต้องเข้าใจนะว่าปู่ย่าตายายเขามีชุดความคิดแบบนั้นจากประสบการณ์ที่ตัวเองเข้าใจในยุคนั้น เขาเข้าใจว่าคนพวกนี้ใช้หน้าตาทำงาน ไม่จำเป็นต้องเรียนจบสูง สู้การรับราชการก็ไม่ได้ เพราะสมัยก่อนอาชีพที่เรียกว่าเต้นกินรำกินมันไม่ได้จีรังอะไรขนาดนั้น

ภาพจาก KBS

แต่พอมายุคนี้ ถึงทุกอย่างมันเปลี่ยนไป และแน่นอนว่าปู่ย่าตายายก็ไม่ได้รู้จักไอดอลเกาหลีที่เราเปิดเพลงฟังจนร้องได้ หรือถอดท่าเต้นได้ทุกเพลง ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่รู้ว่าเขาต้องเจออะไรมาบ้างกว่าจะมีวันนี้ ไม่รู้ว่าเขามีความสามารถอะไรบ้าง แต่แค่เห็นว่าเป็นนักร้อง เต้น ๆ คำดูถูกว่าเต้นกินรำกินมันก็อยู่ในหัวของเขาแล้ว แล้วหารู้ไม่ว่า คนเต้นกินรำกินที่เห็นน่ะ หาเงินเลี้ยงคนทั้งออฟฟิศ แต่ตัวเองมีส่วนแบ่งแค่นิดเดียว ทุกอย่างเป็นธุรกิจ ผลประโยชน์ ใครที่หมดประโยชน์ ทำเงินไม่ได้ ก็จะถูกกดดัน ถึงขั้นทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้มีไอดอลหลายคนจบชีวิตตัวเอง

ซีรีส์เรื่องนี้จิกกัดวงการไอดอลเกาหลีได้แสบทรวงพอตัว เพราะถ้าใครที่เป็นติ่งไอดอลเกาหลีมานานจะรู้ว่าแต่ละค่ายมีปัญหาในการดูแลเด็กอย่างไร อย่างค่ายตึกชมพู ก็มีเรื่องของสัญญาทาสและรายได้ของไอดอลที่ไม่เป็นธรรม ศิลปินได้ส่วนแบ่งไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ค่ายตึกดำก็ขึ้นชื่อลือเลื่องเรื่องดองงาน ไม่คัมแบ็ก ไม่โปรโมท ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ตึกฟ้าก็ไม่ได้มีดีไปกว่ากัน คือแทบจะขุดด้านมืดของค่ายเพลงออกมาแฉ ที่พวกติ่งรู้ก่อนหน้านี้มันก็ส่วนหนึ่ง จริง ๆ น่าจะโหดกว่านั้น ไม่งั้นไอดอลจะมีปัญหาซึมเศร้ามากขนาดนั้นเหรอ ความกดดันส่วนตัวก็ส่วนหนึ่ง แต่พอมีเรื่องค่ายเข้ามาเป็นตัวแปรด้วยเลยยิ่งแย่

อ้อ! แอบกระซิบนิดนึงว่า ถ้าเราเติบโตมากับบอยแบนด์ไทยอย่าง D2B บี.โอ.วาย sinvเค-โอติก ส่วน D2B เราก็โตมาในรุ่น ๆ เดียวกันนะ แต่พอพวกเขาแยกย้ายกันไปเติบโต นี่ก็เก็บเสื่อผืนหมอนใบบินกลับเกาหลีทันที

ทุกการกระทำ มันมีราคาของมัน

ก็ประมาณว่ากรรมใดใครก่อ กรรมนั้นก็คืนสนอง ยิ่งอยู่ในที่สว่าง ยืนบนที่สูงยิ่งต้องระวัง เพราะคุณแบกความคาดหวังของใครไว้บ้างก็ไม่รู้ ถ้าคุณพลาด ความดีที่ทำมาไม่ได้เป็นศูนย์ แต่ติดลบ ดังได้ก็ดับได้ ทั้งที่กว่าจะขึ้นมาอยู่ในจุดนี้ระหว่างทางเสียอะไรไปเท่าไร แลกกับอะไรมาตั้งเยอะแยะ ใช้เวลานานเป็นปี ๆ แต่ทุกอย่างสูญสลายหายไปเพียงพริบตา

ศิลปินแต่ละคนจะมีแอนตี้แฟนเป็นของตัวเอง มันก็เรื่องปกติ มีคนรักก็มีคนเกลียด บางทีแอนตี้แฟนก็รู้ดีกว่าแฟนคลับอีก เพราะต้องสืบหลายเรื่องเพื่อหาทางโจมตี สุดท้ายแล้วแอนตี้แฟนก็แฟนคลับ (ตัว) ดี ๆ นี่เอง เพราะฉะนั้น เมื่อไอดอลคนไหนล้มปุ๊บ มีคนเหยียบซ้ำทันที แล้วก็ดับได้แทบทันทีด้วย ถ้าทำผิด กระแสสังคมตีแสกหน้ากลับมาแน่ ๆ

ภาพจาก KBS

ถึงไอดอลจะต้องยอมรับคำวิจารณ์ในแง่ลบให้ได้ แต่ถ้าคำวิจารณ์มันไม่สร้างสรรค์ นั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไอดอลหลายคนฆ่าตัวตายเหมือนกัน เพราะทนคำด่าหรือแรงเกลียดชังไม่ไหว โดยเฉพาะคอมเมนต์ที่ไม่ใช่การวิจารณ์งาน แต่เป็นการด่าที่ตัวศิลปิน ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่ใครมาด่าแล้วจะไม่รู้สึกอะไร ซึ่งบางทีก็ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ

เอาเป็นว่าเก็บด้านมืดของซีรีส์ไปพิจารณากันเองดีกว่า แล้วก็ให้กำลังใจเมนตัวเองเยอะ ๆ ที่แน่ ๆ อาจได้เมนเพิ่ม เพราะเรื่องนี้รวบรวมไอดอลแถวหน้าของวงการไว้เป็นสิบ ๆ คน ทั้งจุน U-KISS, ชานฮี SF9, ฮวียอง SF9, จงโฮ ATEEZ, ยุนโฮ ATEEZ, ซองฮวา ATEEZ, ซาน ATEEZ, จียอน T-ara, นายอง อดีตสมาชิก I.O.I และ PRISTIN รวมถึงไอดอลรุ่นแรกของวงการเจนลายคราม แดนนี่ อัน วง g.o.d และชิมอึนจิน จาก Baby V.O.X ก็มาร่วมด้วย

ใครที่ยังลังเลว่าจะดูหรือไม่ดูก็ไม่ต้องลังเลแล้ว แค่ดูผู้ชายก็คุ้มแล้วเอาดี ๆ แต่หลังจากนั้นคุณก็อาจจะติดใจเนื้อเรื่องแล้วหาดูตอนต่อไปโดยไม่รู้ตัว มันน่าเศร้าตรงที่มาแค่สัปดาห์ละตอนเท่านั้น ก็ต้องรอกันนานนิดนึง แล้วจะรู้สึกว่าสัปดาห์ละอีพี มันไม่พอ! 👏