เมื่อโซเชียลมีเดีย กลายเป็นแหล่งข่าวของนักข่าว! (ฮา)

สัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวผัวเมียข่าวหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า การทำงานของนักข่าวทุกวันนี้ง่ายจัง! เนื้อหาข่าวดังกล่าวมีอยู่ว่า “ผัวไปแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน โดยที่จดทะเบียนอยู่กับผู้หญิงอีกคน ทำให้เมียหลวงบุกไปที่งานแต่งพร้อมกับ ไลฟ์สด” แน่นอนคลิปดังกล่าวกลายเป็นไวรัลบนทุกแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดีย และปรากฏอยู่บนพื้นที่ของสื่อกระแสหลักเกือบทุกเว็บไซต์ รวมไปถึงรายการข่าวที่อยู่ในลักษณะข่าวชาวบ้านเกือบทุกช่อง

คำถามแรกในฐานะคนที่ทำเคยทำรายการข่าว และเคยเป็นนักข่าวอย่างผู้เขียนคือ “การนำภาพและเนื้อหาของไวรัลในโซเชียลมีเดียมาอยู่บนพื้นที่ข่าวแบบนี้ มันลดทอนคุณค่าของคำว่า ‘ข่าว’ ไปมากน้อยขนาดไหน” คำถามต่อมาคือ “พฤติกรรมที่ปรากฏในไวรัลคลิป ที่แม่ของเจ้าบ่าวเข้าไปตบหัวของเจ้าบ่าวในขณะที่พระสวดนั้น ไม่ทำให้คนดู คนเล่าข่าวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกันบ้างหรือ หรือภาพแบบนี้เป็นเรื่องปกติกันไปแล้ว เมื่อทำซ้ำบ่อย ๆ เข้าเลยรู้สึกชิน”

นั่นเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของไวรัลคลิปจากโซเชียลมีเดีย ที่ถูกสื่อกระแสหลักนำออกไปเสนอบนพื้นที่ข่าว จนทุกวันนี้ความน่าเชื่อถือของรายการข่าวแทบจะเหลืออยู่ไม่กี่ช่อง เพราะงานของนักข่าวยุคใหม่บางกลุ่มคือ นั่งมอนิเตอร์เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ของเหล่าดารา หรือเซเลบฯ ชนิดที่แค่กดอันฟอล ก็กลายเป็นข่าวได้แล้ว ชนิดที่ขึ้นต้นว่า “ชาวเน็ตจับตา xx อันฟอล xx”  จากนั้นนำเสนอภาพจากโซเชียลมีเดีย พิมพ์เนื้อหาจากโซเชียลมีเดียของเซเลบฯ แล้วปิดท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตแรง ๆ เป็นอันจบการทำข่าวหนึ่งข่าว

นี่ยังไม่นับรวมถึงสคริปต์ข่าวที่เขียนโปรยประเภท “หลังจากที่เพจดัง… ได้เผยแพร่ข้อมูล…” คำถามคือ คำว่า “เพจดัง” เมื่อออกจากปากผู้ประกาศข่าวไปแล้ว ทั้งคนเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจบ้างหรือ เพราะข้อมูลที่คุณกำลังพูดอยู่นั้นคือการนำมาจาก “เพจดัง” ที่ไม่ได้ต่างอะไรกับบัตรสนเท่ห์ ที่ในอดีตคนทำข่าวจะไม่ให้ความสำคัญใด ๆ เลย แต่ยุคนี้เราอ้างข้อมูลว่ามาจาก “เพจดัง” โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าใครเป็นคนเขียนข้อความ และข้อความนั้นมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้แค่ไหน ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าเพจดังดังกล่าวนั้น ตัวตนที่แท้จริงแล้วคือใคร จนกลายเป็นว่าทุกวันนี้ สำนักข่าวหรือรายการข่าวบางแห่ง กระโดดงับข่าวสารที่มาจากโซเชียลมีเดีย ชนิดที่ใช้กันเป็นแหล่งข่าวกันไปเลยทีเดียว

เห็นการทำงานที่ต้องการแต่ความเร็วเพื่อให้ทันกระแส และหวังแต่ยอดเรตติ้ง ยอด Views เลยต้องเอาแรงเข้าว่าอย่างเดียว ผิดถูกอย่างไรไม่รู้ขอให้ได้เล่า ขอให้ได้ข่าวไว้ก่อน ถ้ามีปัญหาอะไรมาเคลียร์ทีหลัง ยกมือไหว้ขอโทษพร้อมกับความคิดที่ว่า “คนไทยลืมง่าย” เห็นแบบนี้แล้วอยากแนะนำให้นักข่าว หรือคนธรรมดาทั่วไปก็ได้ ไปดูซีรีส์ The Newsroom ผลิตโดย HBO เมื่อปี 2012-2014 น่าจะยังพอหาได้ในสตรีมมิ่งชมภาพยนตร์ที่มีอยู่หลากหลายแอปพลิเคชันในปัจจุบัน

มีฉากหนึ่งใน The Newsroom ที่พูดถึงการนำเสนอข่าวเพื่อให้ทันกับกระแส โดยที่โปรดิวเซอร์ กองบรรณาธิการ และพิธีกรถูกกดดดันจากผู้บริหารช่องให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อให้รายการข่าวกลายเป็นเหมือนกับรายการวาไรตี้ ที่สามารถดึงผู้ชมด้วยการนำเสนอเรื่องราวแบบที่เรียกว่า Human Interest ถ้าแปลเป็นไทยก็หมายถึงข่าวชาวบ้าน รวมไปถึงเสนอเรื่องราวตามกระแสเพื่อให้ได้อรรถรสมากขึ้น

ในตอนดังกล่าว เป็นสถาการณ์ที่ทีมข่าว Newsroom ต้องวัดพลังอย่างหนักกับผู้บริหารช่อง เมื่อมีข่าวที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรง หากข้อมูลที่ทีมข่าวของ Newsroom เช็กได้เป็นเพียงแค่การบอกต่อ ๆ กันมา ยังไม่มีแหล่งข่าวที่ชัดเจน แต่สำนักข่าวใหญ่ ๆ หลายแห่งนำเสนอข่าวไปแล้ว แน่นอนว่ากองบรรณาธิการและโปรดิวเซอร์ในซีรีส์ ถูกกดดันให้นำเสอนเรื่องดังกล่าวเช่นกัน แม้ทุกเสียงของคนทำข่าวจะค้าน เพราะยังไม่มีแหล่งข่าวเชื่อถือได้เปิดเผย หากแต่นายทุนบอกว่า “ก็ไม่เป็นไรนี่ เรานำเสนอข่าวไปก่อน ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม เราค่อยมาแก้ไขทีหลัง” เป็นประโยคที่น่าเจ็บปวดสำหรับกองบรรณาธิการ เพราะเท่ากับว่าผู้บริหารสถานีไม่รู้ว่าการทำข่าวคือ “การสร้างความน่าเชื่อถือ”

โชคดีที่พิธีกรในเวลานั้น (ซึ่งก็เป็นตัวเอกของซีรีส์) มีอิทธิพลพอที่จะต่อรองกับผู้บริหารช่องและเขาเองก็ใจแข็งพอที่จะไม่รีบงับข่าว สุดท้ายแม้ว่าจะนำเสนอเรื่องราวดังกล่าวช้าไปประมาณ 30 นาที แต่ข่าวที่ออกมาก็มาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และเป็นข่าวที่มีความชัดเจนมากที่สุดเมื่อเทียบกับสถานีคู่แข่ง... แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องในซีรีส์ คงยากที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง เพราะทุกวันนี้ผู้คนแทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าข่าวสารที่รับจากเพจเฟซบุ๊ก กับข่าวสารที่รับจากสื่อกระแสหลัก ข่าวไหนคือข่าวจริง ข่าวไหนคือข่าวลวง มันผสมปนเปกัน จนกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีของกลุ่มคนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ให้เติบโตและปลูกฝังความเชื่อในแบบที่พวกเขาเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้ามีน้องนักข่าวรุ่นใหม่ที่บังเอิญผ่านมาอ่านคอลัมน์นี้หรือคนที่ยังอยู่ในสายอาชีพนี้ เรามาลองพิจารณาการทำงานของพวกเรากันดีไหมคะ พิจารณาว่าการนำเสนอข่าวสารของเรา ได้สร้างสังคมแบบไหนขึ้นมา และตัวเราเองอยากอยู่ในสังคมที่เต็มไปอคติ ทฤษฎีสมคบคิด เรื่องราวที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ หรือการทำซ้ำภาพความรุนแรง เราอยากอยู่ในสังคมแบบนี้จริง ๆ หรือ ลองถามตัวเองดูค่ะ เพราะคำตอบที่ได้จะบอกคุณเองว่าคุณควรจะทำอย่างไรกับการนำเสนอข่าวสารต่อสังคมที่คุณอยู่

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า