Love Scene Number แล้วคุณจะมอง SEX ที่เร่าร้อนเปลี่ยนไป

ซีรีส์ในวันนี้ดูเพื่อเอาใจเพื่อนหญิงโดยเฉพาะ ในฐานะที่เรา ๆ ก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน หลายคนประสบปัญหาเดียวกัน แต่เพราะไม่รู้จักกันเลยไม่รู้จะไประบายให้กันฟังยังไง เพราะฉะนั้น ซีรีส์เรื่องนี้อาจช่วยได้

Love Scene Number เป็นมินิซีรีส์ 8 ตอนจบ โปรเจกต์ของช่อง MBC และแพลตฟอร์ม Wavve OTT นำเสนอเรื่องราวอันซับซ้อนในความสัมพันธ์ของผู้หญิง 4 คน 4 ช่วงวัย แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือ ความรักกำลังทำให้พวกเธอสับสนในเรื่องของศีลธรรม และความต้องการของตัวเอง แต่ละคนเผชิญกับภาวะที่กระอักกระอ่วนใจ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ทั้ง 4 ก็พยายามแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางก็ได้เรียนรู้ชีวิตไปอีกขั้น

ชะนีนางแรกเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 23 ปี คณะสังคมศาสตร์ เอกจิตวิทยา ความแซ่บของนางคือ การคบผู้ชายพร้อมกัน 3 คน + อีก 1 เฟรนด์โซน ที่ผ่านมานางสับรางและควบคุมเกมได้ดีมาตลอด จนกระทั่งมีภาพแอบถ่ายของนางหลุดว่อนเน็ต (ไม่ใช่ภาพโป๊เปลือย) พร้อมกับข้อความที่ระบุว่าจะแฉเรื่องที่นางคบซ้อน 3 คน นางสงสัยว่าเป็น 1 ใน 3 คนนั้น นางจึงต้องลากคนทำออกมาให้ได้ก่อนจะหมดเวลา แต่ความจริงอาจทำเอานางทรุด!!!

ชะนีนางที่สอง เป็นสาววัยทำงานวัย 29 ปี มีอาชีพเป็นครูโรงเรียนประถม ส่วนว่าที่สามีเป็นครูโรงเรียนมัธยม ใช่ นางกำลังจะแต่งงาน แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้นางสับสนในตัวเอง สับสนในความสัมพันธ์ สับสนกับงานที่ทำ สับสนเรื่องแม่ตัวเอง รวมถึงความกดดันจากคนรอบข้าง มันดูหนักเกินไปสำหรับนาง สิ่งที่นางทำคือผลุนผลันหนีออกจากงานแต่งงานตัวเอง ทั้งที่เป็นเด็กดีมาตลอดชีวิต

ชะนีนางที่สาม เป็นสาววัย 35 ปี ยังไม่แต่งงาน แต่ดันเข้าไปพัวพันกับคนที่เขามีภรรยาแล้ว หน้าที่การงานนางดีมาก ๆ ระดับเป็นผู้กำกับหนัง นักเขียนบท เป็นศาสตราจารย์สอนหนังสือ (น่าจะเกี่ยวกับการเขียนบท) แถมยังกวาดรางวัลจากการกำกับหนังมา 28 รางวัลทั้งจากในและต่างประเทศ แต่ปัญหาของนางคือ นางกำลังถังแตก ไม่ใช่แค่ร้าว แต่แตกเลย และมีปัญหาทางสุขภาพจิต ที่ต้องใช้ถุงกระดาษช่วยหายใจ แต่ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เพราะยังดูไม่จบ ข้ามมาดูชะนีนางสุดท้ายก่อน

ชะนีนางสุดท้าย คือผู้อาวุโสที่สุด วัย 42 ปี เป็นวัยที่ก้าวเข้าสู่ความสำเร็จทั้งเรื่องงานและชีวิต ทำธุรกิจส่วนตัวร่วมกับสามีที่อยู่กินกันมานาน 20 ปี คบกันตั้งแต่มัธยม เป็นร้านทำเฟอร์นิเจอร์ ด้วยความที่อยู่ด้วยกันมานานหลายอย่างมันจืดชืดน่าเบื่อ และนางเคยแท้งลูกมาแล้วครั้งหนึ่ง และไม่คิดจะมีใหม่ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อนางจับได้ว่าสามีที่นอนด้วยกันทุกคืนปิดเสียงโทรศัพท์ และเอาวางข้างหมอน นางไม่เคยสังเกต และไม่รู้ว่าเขาเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไร พอตามไปก็พบว่าสามีของตัวเองกำลังมีชู้ทางใจ ชู้ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อย่างว่า แต่เขากำลังรักผู้หญิงอีกคน ยังดูไม่จบเหมือนกัน

Sex เป็นเรื่องธรรมชาติ

ตามชื่อเรื่องเลย Love Scene ถ้าได้หลงเข้ามาดู ท่านจะพบว่าเต็มไปด้วยฉากเลิฟซีนร้อนแรง แต่ซีรีส์เกาหลีอะนะ เขาไม่สุ่มสี่สุ่มห้าใส่มาเพื่อเรียกเรตติ้งอะไรทำนองนั้น แล้วก็ไม่ได้สะท้อนสังคมอะไรด้วย เขาใส่มาเพราะมันเป็นสื่อการสอนตัวละครต่างหาก

ถ้าเป็นละครหรือซีรีส์ไทยที่พูดเรื่องเพศ เรื่อง sex อย่างตรงไปตรงมา คงไม่วายโดนด่า โดนแบน โดนสารพัดจะโดน เช่นที่เรื่องฮอร์โมนเคยโดน แบบนั้นแหละ กระแสตอบรับซีรีส์แนวนี้ในไทยเป็นแบบนั้น ว่ากันตามจริงเนื้อหามันก็ค่อนข้างล่อแหลม แต่เขาก็มีคำเตือนกำกับไว้เสมอว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำ

กลับไปที่ซีรีส์เกาหลี เขาไม่ได้มองว่าเรื่อง sex เป็นเรื่องลามก เรื่องห้ามพูด เรื่องต่ำทรามอะไร เพราะมันเป็นกระบวนการสืบพันธ์ุของสิ่งมีชีวิต “มันเป็นเรื่องธรรมชาติ” จริงอยู่ที่บางซีนมันอาจจะแรง เร่าร้อนมากไปหน่อย แต่ไม่รู้สิ ทุกครั้งที่ดูซีนแบบนั้น มันไม่ได้ทำให้รู้สึกวาบ ๆ หวิว ๆ ในใจอย่างเดียว แต่พาความรู้สึกเราไปสู่ความสงสัย ว่าต่อไปจะนำไปสู่ปมปัญหาอะไร (ที่ไม่ใช่เพศสัมพันธ์ของสามีภรรยาปกติ) แล้วหลังจากนี้ตัวละครจะเรียนรู้อะไร

แต่สังคมไทยปลูกฝังให้มองว่าเรื่อง sex เป็นเรื่องต่ำทราม ลามก เมื่อมีฉากอย่างว่าในละคร จะต้องโดนผู้ใหญ่ไล่ไปนอน ไม่ก็นั่งด่าละครเรื่องนั้นอยู่เป็นสัปดาห์ว่าหาทำแต่อะไรแบบนี้ แต่ไม่คิดที่จะสอนหรือแนะนำเด็กที่นั่งดูอยู่ด้วยกัน ทั้งที่มันมีวิธีสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจเรื่องล่อแหลมพวกนี้ว่าเป็นเรื่องปกติของสิ่งมีชีวิต แต่ทำให้มันเป็นความลับนี่แหละ มันยิ่งน่าค้นหา เด็กและเยาวชนไทยหลายคนอยากรู้อยากลอง ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็น

เราเคยเห็นซีรีส์เรื่องหนึ่งของเกาหลี (ผ่าน ๆ) เกี่ยวกับวัยหนุ่มสาวฮอร์โมนเพศพลุ่งพล่านแบบนี้นี่แหละ ชายหนุ่มหญิงสาวขึ้นเตียงด้วยความเร่าร้อน ฝ่ายหญิงหยิบถุงยางอนามัยให้ฝ่ายชาย ฝ่ายชายรับไปแต่ไม่ใช้ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น คือฝ่ายหญิงหยุดกิจกรรม ทั้งที่อารมณ์ค้าง ไม่จบเท่านั้น แต่ไล่ผู้ชายออกจากบ้าน โยนข้าวของออกมา แล้วก็ด่าประมาณว่ากินสไปรท์แต่ไม่ใส่ถุง ถ้ามีปัญหาตามมาหายากที่จะรับผิดชอบ

ชอบซีรีส์เกาหลีตรงนี้แหละ ตรงที่เขากล้าที่จะนำเสนอเรื่อง sex อย่างตรงไปตรงมา เพราะ sex มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ถึงเรทมันจะอยู่ที่ 19+ ถึงเรื่องมันจะแรง แต่ก็สามารถเอามานั่งคุยกับบุตรหลานได้ สอนเขาให้เข้าใจ สอนเขาว่าการมีอารมณ์ทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาในวัยเจริญพันธุ์ (ไม่มีสิอันนี้แปลก) หากไม่พร้อมตั้งครรภ์ก็คุมกำเนิด ไม่ใช่ห้าม ห้าม และห้าม วัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากเห็น ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เขาไม่ฟังหรอก

ชีวิตในวัยที่ต่างกันไป

ด้วยความที่ตัวละครหลักเป็นผู้หญิง และสารัตถะของเรื่องก็นำเสนอความรักของผู้หญิง 4 คน 4 วัย แม้อายุจะห่างกันไม่กี่ปี แต่คนเราเติบโตขึ้นทุกวัน เมื่อวานเป็นครูของวันนี้ เราเรียนรู้จากประสบการณ์ได้ทุกวัน แค่ช่วงเวลาหนึ่งคืนที่ผ่านไป หลายคนตกผลึกความคิดบางอย่างได้ แล้วเติบโตนำหน้าคนที่อายุมากกว่าก็มี

ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอว่าตัวละคร 4 ตัวที่อยู่ในบริบทต่างกัน วัยต่างกัน หน้าที่การงานต่างกัน เขามีชีวิตรักเป็นยังไง เขาเจอปมปัญหาในชีวิต (รัก) อะไร ท้ายที่สุดเขาเรียนรู้อะไร แล้วเมื่อกลับมามองตัวเองในวันนี้เทียบกับเมื่อวาน เขาได้อะไร ต้องยอมรับว่าซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้คลายปมออกมาได้ลึกซึ้ง ส่วนใหญ่ก็ทำได้ดีด้วย น้อยเรื่องนั้นที่จะบ้ง เลื่อนลอย จับต้องไม่ได้ เพราะเขาทำให้มันเรียลตั้งแต่แรก

ตัวละครแต่ละตัวมองความรักต่างกันไป วัยนี้มองแบบนี้ แต่ถึงจุดหนึ่งมันจะเป็นจุดที่ได้เรียนรู้ รู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร จะพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ก้าวข้ามความผิดพลาดอย่างไร ถึงบทจะแรง แต่เราสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวละครได้มากกว่าละครไทย เท่าที่ดูซีรีส์เกาหลีมา แทบจะไม่เคยเห็นซีรีส์ที่มีนางร้ายทาปากแดง วิ่งกรี๊ดไปกรี๊ดมา ใช้วิธีต่ำ ๆ ทำลายนางเอก ใช้วิธีสกปรกแย่งผู้ชาย คือเกาหลีเขาก็แย่งผู้ชายแย่งผู้หญิงกันนั่นแหละ แต่วิธีเขาดูฉลาดกว่าตัวร้ายบ้านเรา

การเรียนรู้ที่จะพาตัวเองไปสู่จุดที่สูงขึ้นในทุกวัน เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ เหมือนกับก้าวขึ้นบันไดไป 1 ขั้น เมื่อผ่าน 1 วัน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร แค่อย่าย่ำอยู่กับที่ ค่อย ๆ รู้ ค่อย ๆ เติบโต คนเราทำผิดทำพลาดกันได้ แต่อยู่ที่ว่าผิดวันนี้แล้วจะผิดตลอดไป หรือผิดวันนี้ แล้วพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้

หรือการอยู่ก่อนแต่งจะเป็นทางเลือกที่ดี

สังคมบ้านเราไม่สนับสนุนอย่างชัดเจนกับการอยู่ก่อนแต่ง หรือแม้แต่การมี sex กันก่อนแต่งก็เถอะ บ้านเราก็มองผู้หญิงไปในแง่ติดลบอยู่ดี ทั้งที่โลกทุกวันนี้มันมาไกลมาก ๆ แล้ว ความคิดความเชื่ออะไรที่มันไม่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ก็ควรมีการปรับการเปลี่ยน เราก็เลยเริ่มที่จะได้ยินคนออกมาเสนอความคิดและข้อดีของการอยู่ก่อนแต่งกันมากขึ้น เขามองว่าการอยู่ก่อนแต่งไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้ไปฆ่าใครตาย แต่มันคือการเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร เมื่อต้องอยู่ด้วยกัน 24/7 ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตลอดชีวิต (?)

ง่าย ๆ ก็คือ การอยู่ด้วยกันก่อน หรือการลองมี sex กันก่อนเนี่ย มันคือการเรียนรู้ว่าถ้าต้องอยู่กับคนคนนี้ไปตลอดชีวิต มันจะไปกันรอดไหม ข้อดีของมันคือ ถ้ามันเข้ากันไม่ได้ (ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม) พยายามปรับกันแล้วแต่ก็ยังไม่รอด ก็ควรจะแยกย้ายต่างคนต่างไปหรือเปล่า ขณะเดียวกัน หากแต่งงานกันก่อน แล้วค่อยมาเรียนรู้ ค่อยมาปรับหลังจากที่สถานะกลายเป็นสามีภรรยาไปแล้ว แน่นอนว่ามันคือปัญหาชีวิตคู่

เมื่อมีสถานะ “สามี” และ “ภรรยา” ค้ำคอ มันมีหน้าที่ความรับผิดชอบพ่วงสถานะมาด้วย ในอนาคตนอกจากสามีภรรยา คุณจะกลายเป็นพ่อแม่ กลายเป็นปู่ย่าตายาย ถ้าแต่แล้วเข้ากันไม่ได้ ปรับให้ตายก็ไม่รอด คิดว่าการหันหลังให้กันมันง่ายขนาดนั้นเหรอ สถานะที่ผูกมัดกันไว้ทำให้ต่างคนต่างไปโดยไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องมีน้ำตาจริงเหรอ ยิ่งถ้ามีลูกด้วยแล้วล่ะก็บันเทิงหนักเลย การต้องทนอยู่ไม่ต่างกับตกนรก ทรมาน 2 คนไม่พอ มีลูกด้วย รับกรรมกันไปสนุกเลยทีนี้

เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า sex ไม่สำคัญกับชีวิตแต่งงาน ในเมื่อ sex เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนแต่งงานกัน การไปดูหนังด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน จับมือกัน มากสุดแค่จูบกัน เราไม่มีทางรู้ได้หรอกว่ารสนิยมเรื่อง sex ของอีกฝ่ายเป็นแบบไหน แล้วคนเราก็ชอบอะไรไม่เหมือนกัน

ถ้าคุยกันได้ ปรับกันได้มันก็ดีไป แต่ถ้าปรับแล้วปัญหาก็ยังคาราคาซัง อยู่กันไปก็ไม่มีความสุข จะทนได้ตลอดชีวิตจริง ๆ น่ะเหรอ ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องที่จะฝืนกันได้ สุดท้ายปลายทางก็แยกย้ายกันไปอยู่ดี สู้ให้จบ ๆ กันไปตั้งแต่สถานะยังไม่ผูกมัดไม่ดีกว่าเหรอ? ฝากไว้ให้คิด

ก็อย่างที่ใคร ๆ เขาว่า เรื่องความรักมันต้องสัมผัสเองมันถึงจะรู้ว่าความรู้สึกเป็นยังไง การเป็นคนนอกมองเข้าไปกับการเป็นคนเผชิญเหตุการณ์ด้วยตัวเอง มันก็ต่างกันมากอยู่นะเอาดี ๆ เพราะฉะนั้น ในฐานะคนนอกที่เป็นที่ปรึกษา (ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทหนึ่ง พอเขาดีกันก็เห่าได้เลย) ก็ดูจะไม่สมควรเท่าไรที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ตามใจชอบ ถ้าไม่เจอกับตัวก็พูดได้นี่

สำหรับเราแล้ว ขอมอบมงให้ชะนีน้อยวัย 23 ปี ที่คบผู้พร้อมกันทีเดียว 3 คน คนอะไรบ้าบิ่นจริง ๆ แต่ไม่ได้บอกว่าที่นางทำมันดี แล้วก็ไม่ได้สนับสนุนให้ชะนีหน้าไหนทำแบบนั้น แค่ชอบตรงที่เรื่องมันคลายปมว่า ที่นางคบซ้อน 3 คน เพื่อแทนที่ว่างของคนคนเดียว อุ๊ปส์!!! ฉันหลุดสปอยล์ไปหรือเปล่าน้าา 😉