Home Trending Story Trend ในประเทศ อยากลงทุน “หุ้น VS กองทุนรวม” แบบไหนเหมาะกับเรา?

อยากลงทุน “หุ้น VS กองทุนรวม” แบบไหนเหมาะกับเรา?

เมื่ออยากให้เงินที่มีอยู่งอกเงย แต่การฝากเงินในธนาคารไม่ใช่คำตอบ หลายคนจึงสนใจการลงทุนที่ได้เงินมากกว่าดอกเบี้ยธนาคารที่โตไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ แต่ยังไม่แน่ใจว่าการลงทุนแบบไหนจะเหมาะกับตนเองมากกว่ากัน ระหว่าง “หุ้น” กับ “กองทุนรวม”  

สภาพคล่องสำคัญที่สุด!

ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน คุณวสุ สุทธิพงษ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ Manulife Asset Management แนะนำว่าหากคิดจะลงทุนต้องมีสภาพคล่องทางการเงินที่เพียงพอเสียก่อน โดยคิดง่าย ๆ ว่าควรมีสภาพคล่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือนของเงินเดือนที่ได้รับ หากมีเงินเหลือเก็บก็สามารถนำไปลงทุนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเกษียณในระยะยาวได้ ซึ่งปกติแล้วหากเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี ควรจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนสุดท้ายที่มีก่อนเกษียณจากงาน

อายุของผู้ลงทุนคือตัวแปร

นอกจากสภาพคล่องทางการเงินแล้ว อายุของผู้ลงทุนก็เป็นตัวแปรที่บอกได้ว่าเราควรเลือกการลงทุนแบบใดระหว่างหุ้นกับกองทุนรวม ซึ่งคุณวสุ สุทธิพงษ์ชัย ระบุว่าอายุน้อยยังมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้มาก ต่อให้ขาดทุนในระยะสั้น หรือตลาดมีความผันผวนมาก แต่ถ้าถือไปยาว ๆ ก็ยังมีโอกาสได้กลับคืนมาได้ หรือได้ผลตอบแทนที่มากไปกว่านั้น แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น อาทิ อยู่ในวัยเกษียณแล้วก็จะมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้น้อยลงตามไปด้วย

ทั้งนี้ มีวิธีการคำนวณง่าย ๆ ว่าจะรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด คือ 100-อายุ = เปอร์เซ็นต์การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น 100-20 = 80 นั่นหมายความว่าถ้ามีอายุ 20 ปี สัดส่วนสูงสุดที่จะลงในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ทองคำ หรือน้ำมันที่มีความเสี่ยงสูงจะอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์  แต่ถ้ามีอายุ 50 (100-50 = 50) นั่นหมายความว่าสัดส่วนสูงสุดของสินทรัพย์เสี่ยงที่จะถือได้ ควรอยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์นั่นเอง 

กองทุนรวม

กองทุนรวมเป็นการลงทุนแบบ Passive Income ที่มีผู้จัดการกองทุนดูแลให้ โดยได้รับผลตอบแทนที่งอกเงยในระยะยาว ซึ่งมาในรูปแบบของดอกเบี้ย เงินปันผล หรือผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาจากการขายหน่วยลงทุนในระยะยาว

กองทุนรวมจะกระจายการลงุทนในสินทรัพย์ต่าง ๆ แล้วแต่นโยบายการลงทุนของกองทุน ซึ่งผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่างตามประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนรวมนำไปลงทุน มีเงินน้อยก็สามารถลงทุนได้

นอกจากนี้ จุดเด่นที่ทำให้กองทุนรวมได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือกองทุนรวมบางอย่าง อาทิ RMF หรือ SSF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร และด้วยความที่มีมืออาชีพคอยดูแลให้ จึงเหมาะกับมือใหม่ที่คิดจะสร้างรายได้แบบ Passive Income หรือผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุน เนื่องจากมีความซับซ้อนน้อยกว่าหุ้น

หุ้น

หุ้นเป็นการลงทุนที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณวสุ สุทธิพงษ์ชัย แนะนำว่าการลงทุนใด ๆ ก็ตามพึงระลึกไว้เสมอว่า ของฟรีไม่มีในโลก หากการลงทุนใดมีผลตอบแทนสูงผิดปกติ ก็มักตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน

การลงทุนหุ้นมีจุดเด่นตรงที่ผู้ลงทุนสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างเป็นอิสระ สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อหรือขายหุ้นตัวใด โดยไม่มีผู้จัดการกองทุนช่วยดูแลให้ ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความผันผวนของตลาดหุ้น จึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรจะลงทุนซื้อหรือขายหุ้นตัวใด เพราะผู้ลงทุนต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง

หากคิดจะเล่นหุ้น ผู้ลงทุนควรมีเงินเย็นที่พร้อมจะรับกับความเสี่ยงในการลงทุนได้ เนื่องจากหุ้นไม่มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลาย ๆ ประเภทเหมือนอย่างกองทุนรวม จึงมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ก็ควรมีเวลาในการศึกษาข้อมูลการลงทุน ศึกษาหุ้นที่จะซื้อ รวมถึงติดตามผลประกอบการของหุ้นที่ถืออยู่อย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในการเงินไปลงทุนแบบเสียเปล่า