ส่องกฎหมายลิขสิทธิ์ พวกนักก๊อปต้องเจออะไรบ้าง

นับเป็นปัญหาที่มีแทบทุกวงการ ในเรื่องของการ “คัดลอกข้อมูล” หรือ “การทำซ้ำ ดัดแปลง” ในวงการวิชาการ เราอาจจะเคยได้ยินข่าวการคัดลอกวิทยานิพนธ์ คัดลอกผลงานทางวิชาการ โดยไม่ใช้วิธีการอ้างอิง หรือที่เรียกว่า Plagiarism ส่วนในวงการทางด้านสายศิลป์ ผลงานต่าง ๆ ที่สร้างออกมา ก็มีการคัดลอกแบบ “คัดลอกและวาง” โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ หรือไม่อ้างอิงแหล่งที่มาของต้นฉบับ หรือนำไปทำซ้ำ ดัดแปลงเล็กน้อย จับนู่นนั่นนี่มาแปะมายำรวมกัน แล้วอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง

เชื่อว่าหลายคนทราบดีว่าการคัดลอกผลงานนั้นมีความผิดทางกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีคนที่กระทำอยู่เรื่อย ๆ นั่นอาจเป็นเพราะการใช้คำว่า “ได้แรงบันดาลใจ” เพราะการสร้างสรรค์งานศิลปะต่าง ๆ นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับแรงบันดาลจจากผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วนำมาสร้างในลักษณะของตัวเองที่คิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่ใช่การคัดลอกมาทั้งดุ้น เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ที่ยังดูออกว่าเป็นการก๊อปปี้

กฎมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทย

กฎหมายด้านลิขสิทธิ์ของไทยนั้น มีมาตั้งแต่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 จนมีการตราพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่ยังคงบังคับใช้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่มีการปรับปรุงเพิ่มเติม เป็นพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 เป็นฉบับล่าสุด

ลิขสิทธิ์ (Copyright) อ้างตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หมายความว่าสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรรค์ได้ทำขึ้น นั่นหมายความว่าหากเราเป็นผู้ที่ริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น โดยที่สิ่งนั้นยังไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และความอุตสาหะในการสร้างสรรค์ ไม่ลอกเลียนแบบผู้ใด ผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน

อย่างไรก็ดี งานที่สร้างสรรค์ขึ้นนี้ตองเป็นงานตามประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองด้วย ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ให้ความคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ทั้งหมด 9 ประเภท

1. งานวรรณกรรม เช่น สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ สิ่งเขียน หนังสือ คำปราศัย โปรแกรมคอมพิวเตอร์

2. งานนาฏกกรม เช่น ท่ารำ ท่าเต้น การแสดง รวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย

3. งานศิลปกรรม เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ภาพประกอบ งานศิลปประยุกต์

4. งานดนตรีกรรม เช่น ทำนองเพลง เนื้อร้อง

5. งานสิ่งบันทึกเสียง เช่น ซีดี

6. งานโสตทัศนวัสดุ เช่น วีซีดี ดีวีดี ที่เป็นวัสดุที่มีทั้งภาพและเสียง

7. งานภาพยนตร์

8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ

9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ

นิยามที่เกี่ยวกับกฎหมาย

ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้ในนิยามของการทำซ้าและดัดแปลง โดย “ทำซ้ำ” หมายความรวมถึง คัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพจากต้นฉบับ จากสำเนา หรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้หมายความถึง คัดลอกหรือทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากสื่อบันทึกใด ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ส่วน “ดัดแปลง” หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีการจัดทำงาานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

นอกจากนี้ ขอบเขตของการละเมิดลิขสิทธิ์ยังรวมถึง

  • เผยแพร่ต่อสาธารณชน
  • ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง
  • ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
  • อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้

จะเห็นว่าในพระราชบัญญัติฉบับนี้นิยามความหมายของการทำซ้ำและดัดแปลงไว้ค่อนข้างครอบคลุมและชัดเจน ที่สำคัญยังมีรายละเอียดยิบย่อยรายผลงาน แบบที่ถ้าได้อ่านอย่างละเอียดแล้ว อาจจะไม่กล้าไปคัดลอกอะไรมาจากใครอีกเลย

คุ้มครองทันทีตั้งแต่ยังไม่แจ้ง แต่ถ้าอยากแจ้งก็แจ้งได้

ความจริงแล้วการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่เป็นผลงานสร้างสรรค์นั้นจะได้รับการคุ้มครองในทันที โดยที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานไม่จำเป็นต้องแจ้งขอจดลิขสิทธิ์ แต่ในกรณีที่ผลงานนั้นมีความสำคัญเชิงพาณิชย์ หรือเป็นผลงานทางปัญญาที่สำคัญ ต้องการมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรก็สามารถแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้

อย่างไรก็ตาม การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็ไม่ได้เป็นการรับรองสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์แต่อย่างใด เป็นเพียงการแจ้งต่อหน่วยงานราชการว่าตนเองเป็นเจ้าของสิทธิ์ในผลงานลิขสิทธิ์ที่แจ้งไว้เท่านั้น โดยผู้แจ้งต้องรับรองตนเองว่าเป็นเจ้าของผลงานที่นำมาแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ นอกจากนี้หนังสือรับรองที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้ ก็ไม่ได้รับรองว่าผู้แจ้งเป็นเจ้าของงานลิขสิทธิ์แต่อย่างใด หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้แจ้งจำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

นั่นหมายความว่า หากมีการฟ้องร้องเอาผิดกันเกิดขึ้น ก็ต้องเสียเวลาพิสูจน์กันอีกว่าตกลงใครเป็นเจ้าของผลงานสร้างสรรค์กันแน่ หากไม่มีหลักฐานในเรื่องของเวลาว่าใครสร้างสรรค์ขึ้นก่อนหลังที่ประจักษ์ชัด

ช่องทางในการยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ สามารถยื่นแจ้งได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด ทางไปรษณีย์ หรือสถานที่ที่กรมกำหนด เช่น ศูนย์บริการร่วมกระทรวงพาณิชย์ หน่วยบริการเคลื่อนที่ (MOBILE UNIT) ตามสถานที่ต่าง ๆ (มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ)

ผลงานที่ไม่ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์เช่นกัน คือ ใคร ๆ ก็สามารถนำมาใช้ได้ มีดังนี้

1. ข่าวประจำวันและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นข่าวสาร เช่น วัน เวลา สถานที่ ชื่อบุคคล จำนวนคน ปริมาณ เป็นต้น แต่ถ้าหากมีการนำข้อมูลดังกล่าวมาเรียบเรียงจนมีลักษณะเป็นงานวรรณกรรม อาทิ การวิเคราะห์ข่าว หรือบทความ ผลงานนั้นอาจจะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานวรรณกรรม

2. รัฐธรรมนูญและกฎหมาย

3. ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น

4. คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ

5. คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตามข้อ 1-4 ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น

6. ความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์

บทกำหนดโทษของการคัดลอกข้อมูล

หมวดที่ 8 ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้กำหนดบทลงโทษหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าเจ้าของผลงานเอาผิดขึ้นมาจริง ๆ นักก๊อปจะได้รับโทษตามมาตราที่กระทำผิด ซึ่งมีกำหนดไว้หลายมาตรา แต่โทษสูงสุดในกฎหมายฉบับนี้ คือ กระทำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงเพื่อการค้าตามมาตรา 27, 28, 29, 30, 52 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 4 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มีการปรับปรุงบทลงโทษในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 28/1 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน- 4 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

นอกจากนี้ ผู้ที่กระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนด 5 ปี แล้วกระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้อีก ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์, ราชกิจจานุเบกษา