Home Work & Living Living รู้จัก Happy Hypoxia ชื่อ Happy แต่อาการ “ตาย” ได้โดยไม่รู้ตัว

รู้จัก Happy Hypoxia ชื่อ Happy แต่อาการ “ตาย” ได้โดยไม่รู้ตัว

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ในบ้านเรานั้นนิ่งมานาน จนกระทั่งหลายเดือนต่อมาถึงมีเพิ่มขึ้นมา แต่เมื่อการระบาดกลับมารุนแรงอีกรอบ ตัวเลขผู้เสียชีวิตก็ขยับขึ้นทันที ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ตัวเลขที่มากจนน่าตกใจหากเทียบกับประเทศอื่น แต่การป้องกันไม่ให้ตนเองไปถึงจุดเสี่ยงตายแบบนั้นน่าจะดีกว่า โดยเฉพาะกับผู้ป่วยรายที่มีโรคประจำตัว เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าอาการแทรกซ้อนจะกำเริบขึ้นมาคร่าชีวิตคุณได้เมื่อไร

อย่างที่เรารู้กันว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หมายถึงผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น คนกลุ่มนี้เสี่ยงจะล้มป่วยได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป หากล้มป่วยก็เสี่ยงที่จะอาการกำเริบ มีอาการแทรกซ้อน หรืออาการทรุดได้ง่ายกว่าคนที่แข็งแรงดี ดังนั้น ทุกอาการที่เกิดขึ้นล้วนหมายถึงชีวิต

อาการ Happy Hypoxia ชื่ออาจฟังดูแฮปปี้ (Happy) แต่อาการที่เป็นนั้นหาได้ Happy ไม่ ดังนั้น Tonkit360 จะพามาทำความรู้จักว่า ทำไมอาการที่ว่านี้ถึงไม่ Happy ทั้งที่ชื่อ Happy จะได้ไม่เข้าใจผิดเพียงเพราะอ่านแค่พาดหัวข่าว

Happy Hypoxia ชื่อ Happy แต่อาการและผลลัพธ์ไม่ Happy

Happy Hypoxia หรือจะเรียกว่า Silent Hypoxemia ก็ได้ เป็นภาวะที่ร่างกาย “ขาดออกซิเจนโดยไม่รู้ตัว” นั่นหมายความว่าถ้าเราขาดอากาศหายใจโดยไม่รู้ตัว ก็มีโอกาสตายโดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน

จากรายงานผู้ป่วย COVID-19 จากทั่วโลก พบว่ามีผู้ป่วย COVID-19 จำนวนหนึ่ง มีระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงอย่างมาก จนอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายขั้นเสียชีวิตได้ แต่ขณะเดียวกัน ตัวผู้ป่วยเองกลับรู้สึกมีอาการเหนื่อยเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่สัมพันธ์กับระดับออกซิเจนที่ลดต่ำลง เพราะโดยปกติแล้ว เมื่อระดับออกซิเจนในเลือดลดลงต่ำมาก ร่างกายของผู้ป่วยโรคปอดอื่น ๆ (รวมถึงคนปกติที่มีปัจจัยที่ขาดอากาศ) จะแสดงอาการเหนื่อยหอบ หายใจไม่ได้หรือหายใจลำบากมาก จนต้องรีบส่งตัวเข้ารักษาต่อในโรงพยาบาลทันที

กรณีที่ใกล้เคียงกันนี้ เกิดขึ้นกับผู้ป่วย COVID-19 ที่เสียชีวิตรายหนึ่งในบ้านเรา มีข้อสันนิษฐานการเสียชีวิต ว่ามาจากอาการ Happy Hypoxia คือ ออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงอย่างมาก จากการที่ร่างกายขาดออกซิเจนโดยไม่รู้ตัว ตัวผู้ปวยเองก็มีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว ภายหลังตรวจพบเชื้อ COVID-19 แบบไม่แสดงอาการ จึงเข้ากักตัวอยู่ที่ฮอสพิเทล (Hospitel : หอผู้ป่วย COVID-19 เฉพาะกิจ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่รุนแรง มาจาก Hospital+Hotel)

ระหว่างนั้น ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยหอบเล็กน้อย เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยยืนยันว่ายังรู้สึกสบายดี ไม่ได้เหนื่อยหอบมาก และไม่ได้มีอาการใดชี้ชัดว่าจะเป็นอันตราย จึงขอนอนที่ฮอสพิเทลต่อ จนกระทั่งตกดึกคืนเดียวกันก็เสียชีวิตในห้องพัก

นี่จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตเพราะอาการ Happy Hypoxia หรือไม่ แต่อาการเกี่ยวกับปอดที่เกิดจากเชื้อ COVID-19 ไม่ควรละเลยหรือมองข้าม ไม่ว่าคุณจะมีโรคประจำตัวหรือไม่ ควรจะต้องตรวจดูอาการให้มั่นใจว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต อย่างน้อย ๆ ควรเข้ารับการตรวจออกซิเจนในเลือดว่ายังอยู่ในภาวะปกติดี

เมื่อสมองขาดออกซิเจน

ปกติแล้ว ในอากาศแห้งจะประกอบด้วยไนโตรเจน 78 เปอร์เซ็นต์ ออกซิเจนอีก 21 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 1 เปอร์เซ็นต์จะเป็นแก๊สชนิดอื่น ๆ และไอน้ำ เมื่อเรานำอากาศเข้าสู่กระบวนการหายใจ แก๊สจะถูกแลกเปลี่ยนที่ปอดด้วยกระบวนการแพร่ โดยการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เพื่อลำเลียงเลือด สารอาหารไปใช้เลี้ยงสมองและส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ส่วนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะถูกขับออกจากร่างกาย

เมื่อสมองขาดออกซิเจน ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งอาการสมองขาดออกซิเจนถือเป็นภาวะอันตรายมาก เพราะอาจสร้างความเสียหายต่อสมองจนถึงขั้นสมองตายและทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น เมื่อพบผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบ หายใจสั้นและถี่ หายใจลำบาก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเกิดจากอาการร่างกายขาดออกซิเจน ต้องทำ CPR และรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ยิ่งสมองขาดออกซิเจนนานเท่าใด ความเสี่ยงที่สมองจะถูกทำลายอย่างถาวร และโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย

พูดง่าย ๆ ว่าหากสมองขาดออกซิเจนนานถึง 3 นาที โอกาสที่ผู้ป่วยจะฟื้นขึ้นมาเป็นปกติทุกประการนั้นเป็นไปได้ยากเพราะการที่สมองขาดออกซิเจนเป็นเวลานานขนาดนั้น อาจทำให้เกิดภาวะเซลล์สมองตาย เกิดความพิการทางสมอง จนทำให้การทำงานของสมองผิดปกติไปตลอดชีวิต เมื่อสมองที่เป็นอวัยวะสั่งการทำงานทุกอย่างในร่างกายเกิดทำงานผิดปกติ แน่นอนว่าร่างกายก็ไม่มีทางกลับมาทำงานเป็นปกติได้ อาจอยู่ในสภาพเจ้าชาย/เจ้าหญิงนิทรา หรือสภาพเป็นผักจนกว่าจะหมดลมหายใจ

เพราะฉะนั้น อาการที่ผู้ป่วยหายใจไม่ออก หายใจติดขัด ไม่ใช่เรื่องที่จะทำเป็นเล่นได้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วย COVID-19 ต้องหมั่นสังเกตอาการของตัวเอง ขนาดติดเชื้อ COVID-19 ยังไม่แสดงอาการได้ ภัยร้ายคร่าชีวิตก็อาจไม่แสดงสัญญาณเตือนได้เช่นกัน

ร่างกายของมนุษย์นั้นขาดน้ำ ขาดอาหาร ขาดแสง หรืออดนอนก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้หลายวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม) แต่หากขาดอากาศหายใจ เราจะอยู่ต่อได้เต็มที่ที่สุดคือ 5 นาที (หากไม่ใช่ผู้ที่ฝึกการกลั้นหายใจมา แค่ 3 นาทีก็เข้าขั้นแย่แล้ว) และก็ไม่ใช่ 5 นาทีที่จะฟื้นมาใช้ชีวิตได้ปกติด้วย นี่จึงเป็น 5 นาทีที่ชี้ชะตาชีวิต

ข้อมูลจาก Respiratory Research, The Guardian, Business Insider