เตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีน COVID-19 เพราะมีผลข้างเคียงได้ในบางคน

สถานการณ์ความรุนแรงของ COVID-19 ทั่วโลก และในประเทศไทยขณะนี้ คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “วัคซีน” เป็นความหวังล่าสุดและน่าจะดีที่สุดสำหรับชาวโลก หลังจากที่เราอยู่กับ COVID-19 มาเกือบ 1 ปีแล้ว บางคนอาจรู้สึกว่าเวลานาน บางคนอาจรู้สึกว่าเร็ว แต่ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร ช่วงเวลากว่า 1 ปีมานี้ เราต่างก็ทุกข์ทรมานไม่ต่างกัน

เมื่อวัคซีนกลายเป็นความหวังเดียวของมนุษยชาติในตอนนี้ มีวัคซีนที่ประสบความสำเร็จแล้วประมาณ 2-3 ตัว อย่างวัคซีนของ Pfizer เป็นความสำเร็จที่ใช้เวลาไม่ถึง 1 ปี ถือว่าเป็นสถิติการพัฒนาวัคซีนที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากกระบวนการผลิตวัคซีนทั่วไปใช้เวลาราว 10 ปี ทำให้หลายคนน่าจะเริ่มเห็นแสงสว่าง อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการผลิตวัคซีนเป็นการนำเชื้อโรคของโรคนั้น ๆ มาดัดแปลงแล้วฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หากสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยแม้แต่กับคนที่ไวต่อการแพ้แล้วล่ะก็ เขาคงไม่ใช่เวลาทดสอบกันเป็น 10 ปี

แต่สำหรับวัคซีน COVID-19 นั้นเป็นกรณีพิเศษ บรรดานักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้มีวัคซีนใช้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่คนทั้งโลกจะติด COVID-19 กันหมด แน่นอนว่าหลังจากผ่านการวิจัย ทดลอง ทดสอบมาแล้ว  ในที่สุดเราก็ได้วัคซีนออกมาใช้ อย่างที่อังกฤษเป็นที่แรกในโลกที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไป ส่วนสหรัฐอเมริกาก็มีการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วเช่นกัน หรือแม้แต่ที่รัสเซียก็ดูเหมือนว่าจะฉีดให้ประชาชนแล้วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับคนปกติที่ร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีโรคแทรกซ้อน การฉีดวัคซีน (ซึ่งพัฒนามาจากเชื้อโรค) เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นนั้น วัคซีนก็น่าจะประสบความสำเร็จในการใช้งาน แต่วัคซีนไม่ได้ปลอดภัยสำหรับทุกคน เพราะในโลกนี้ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไวต่อการแพ้สิ่งต่าง ๆ บนโลก

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน

ในประเทศไทยตอนนี้ เรามีข่าวดีเพียงแค่ว่าเราทำสัญญาวัคซีนกับ AstraZeneca แล้ว โดยน่าจะได้ใช้กันเร็วที่สุดประมาณกลางปีหน้า นี่จึงเป็นความหวังว่าถ้าได้ฉีดวัคซีน โดยเฉพาะคนกลุ่มเสี่ยง จะทำให้ปลอดภัยจาก COVID-19 ได้ แต่ในทางกลับกัน หากรู้ตัวเองว่าเป็นคนที่มีภาวะโรคภูมิแพ้ ต้องประเมินตัวเองดี ๆ ก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีน เพราะคุณมีโอกาสที่จะ “แพ้” วัคซีนตัวนี้สูงกว่าชาวบ้าน

หน่วยงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของอังกฤษ (Medicines and Healthcare Products Regulatory Agency : MHRA) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระของอังกฤษ และผู้อนุมัติให้วัคซีนของบริษัท Pfizer-BioNTec ฉีดให้กับประชาชนชาวอังกฤษทั่วไป ได้ออกคำเตือนว่า ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ (Allergic Disease) โดยเฉพาะแพ้ยาและแพ้อาหารชนิดที่มีอาการรุนแรง ไม่ควรรับการฉีดวัคซีน COVID-19 ของ Pfizer

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ชนิดอาการรุนแรง เกิดอาการช็อกเนื่องจากภูมิแพ้กำเริบหลังฉีดวัคซีน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยที่มีอาการแพ้นั้น มีอาการรุนแรงถึงขั้นมีโอกาสเสียชีวิต แต่โชคดีที่ผู้ป่วยทั้ง 2 รายได้รับการรักษาทันเวลา อย่างไรก็ดี ผู้ฉีดวัคซีนจำนวน 2 รายที่มีพบผลข้างเคียงรุนแรงมากจนถึงขั้นช็อกนี้ เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีประวัติอาการแพ้สิ่งอื่นรุนแรงอยู่แล้ว

หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เกิดกรณีใกล้เคียงกันที่สหรัฐอเมริกาอีก 2 ราย คือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพศหญิงของโรงพยาบาลในรัฐ Alaska เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้นี้ไม่มีประวัติการแพ้อะไรมาก่อนเลย และไม่เคยมีอาการช็อกด้วย ที่สำคัญ อาการแพ้ได้เริ่มขึ้นรวดเร็วมาก เพียง 10 นาทีเท่านั้นหลังจากได้รับวัคซีน หลังจากปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ไม่นานก็มีอาการกำเริบขึ้นมาอีก จนต้องย้ายจากห้องฉุกเฉินไปรักษาตัวในห้องไอซียูแทน ส่วนอีกราย เป็นเจ้าหน้าที่เพศชาย โดยร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยาแสดงอาการแพ้ ภายหลังจากได้รับวัคซีนเพียง 10 นาทีเช่นกัน

จากผลการทดลองในระยะที่ 3 ของ Pfizer ที่ทดลองวัคซีนกับกลุ่มอาสาสมัครราว ๆ 40,000 คน พบผู้ที่แพ้แบบไม่รุนแรงพอสมควร และแพ้ปานกลาง 137 ราย จากอาสาสมัคร 19,000 ราย ก็ยังไม่พบในรายที่แพ้ถึงขั้นช็อก แต่เมื่อวัคซีนถูกนำไปฉีดให้กับประชาชนทั่วไปในประเทศอังกฤษก็เริ่มพบกรณีที่มีการแพ้รุนแรงขึ้นมา

ในความเป็นจริงแล้วเราน่าจะทราบกันดีว่าอาการแพ้ไม่ใช่เรื่องตลก บางสิ่งบางอย่างที่เป็นสิ่งปกติ เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราสามารถใช้ได้กินได้แบบปกติธรรมดา อาจทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้อาการกำเริบได้ ยิ่งถ้าแพ้อย่างรุนแรง ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้แทบจะทันที

ดังนั้น ผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงจึงควรหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีน COVID-19 ของ Pfizer ก่อน ส่วนในรายที่มีอาการภูมิแพ้เล็กน้อย ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับวัคซีนเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าในอนาคตอันใกล้ บ้านเราอาจจะไม่ได้ใช้วัคซีนจาก Pfizer ก็จริง แต่ก็ควรระวังตนเองไว้ก่อนอยู่ดี เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่าในผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรงจะไม่แพ้วัคซีนตัวอื่นเหมือนกัน ต้องเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มที่ร่างกายตอบสนองได้ง่ายและรวดเร็วกว่าคนอื่น ถึงจะกลัวติด COVID-19 ก็ต้องกลัวอาการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ไม่เกิดกับทุกคน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเราไหม

ช่วงเวลาไม่ต่างกัน สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ก็ได้ออกประกาศเตือน ว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน COVID-19 ทั้งของ Pfizer และ Moderna อาจมีอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bells palsy) หลังจากได้รับวัคซีนไปแล้วราว 22-32 วัน

จากรายงานเปิดเผยว่า อาสาสมัครที่รับการฉีดวัคซีน COVID-19 ของ Pfizer จำนวน 4 ราย จากอาสาสมัครจำนวนทั้งหมด 43,000 ราย พบอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนต้าน COVID-19 ของ Moderna ก็มีอาการดังกล่าวเช่นกัน จำนวน 4 ราย จากอาสาสมัครจำนวนทั้งหมด 30,000 ราย

ทาง FDA ยังได้เปิดเผยอีกว่า ณ ขณะนั้น ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุได้ว่าอาการดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการได้รับวัคซีน แต่ก็แนะนำให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนไปแล้วเฝ้าระวังอาการดังกล่าว ด้านแพทย์ก็ยังระบุสาเหตุไม่ได้ว่าอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกนั้นเกิดจากอะไร แต่คาดว่าเกิดจากอาการบวม หรือการติดเชื้อไวรัสของเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อซีกหนึ่งบนใบหน้า

ก่อนหน้าจะเกิดทีจะมีรายงานพบผลข้างเคียงใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ทาง Pfizer และ Moderna ก็เคยออกมาชี้แจงแล้ว ว่าอาจมีผลข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีนแต่ไม่ร้ายแรง เนื่องจากในขั้นทดลองกับอาสาสมัคร พบอาสาสมัครจำนวน 10-15 เปอร์เซ็นต์ที่มีผลข้างเคียงที่ชัดเจน เช่น เกิดรอยแดงและอาการปวดบริเวณที่ฉีด รวมถึงมีไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะ ซึ่งคล้ายกับอาการของ COVID-19 แต่ไม่รุนแรง

อย่างไรก็ดี ดร.มอนเซฟ สลาอุย หัวหน้าโครงการ Operation Warp Speed ของสหรัฐอเมริกา ก็ยังสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วไป ว่าวัคซีน COVID-19 ของ Pfizer และ Moderna นั้นมีความปลอดภัย ไม่พบผลข้างเคียงในบรรดาอาสาสมัครส่วนใหญ่ มีพบบ้างเล็กน้อยตามรายงานข้างต้น

นั่นหมายความว่า ก่อนที่วัคซีนของ AstraZeneca จะมาถึงไทย และคนไทยจะเริ่มได้รับการฉีดวัคซีน ในผู้ที่มีอาการโรคภูมิแพ้อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเข้าฉีดวัคซีน ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนของ AstraZeneca และ Pfizer กับ Moderna จะใช้เทคโนโลยีในการผลิตต่างกัน แต่ในผู้ที่ไวต่อการแพ้ก็ยังไม่มีอะไรรับรองว่าจะปลอดภัย

วัคซีนของ Pfizer และ Moderna นั้นใช้เทคโนโลยีในการสร้างวัคซีนแบบเดียวกัน โดยพัฒนาจากโมเลกุลที่ชื่อว่า mRna หรือ messenger RNA (วัคซีนที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังพัฒนาอยู่ก็เป็นลักษณะนี้) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ประกอบด้วยคำสั่งทางพันธุกรรมสำหรับการสร้างโปรตีน ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ จากนั้นจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของคนให้สร้างภูมิต้านขึ้นมาต่อต้านไวรัส แต่จะไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อแต่อย่างใด

ส่วนวัคซีนของ AstraZeneca และ Sputnik V ของรัสเซีย เป็นวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนที่เคยใช้มาแล้ว โดยใช้ไวรัสเป็นพาหะ นำเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อีกทั้งวัคซีนที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ก็ใช้เทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคต่าง ๆ มาก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พบว่ามีความปลอดภัยสูง คือวัคซีนชนิดเชื้อตาย

เข้าใจดีว่าทุกคนอยากรอดจาก COVID-19 แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้วัคซีนได้อย่างปลอดภัย แม้ตัววัคซีนจะถูกผลิตออกมาอย่างปลอดภัยก็ตาม เพราะฉะนั้น ขณะนี้ยังเหลือเวลาให้คนไทยที่ไวต่ออาการแพ้คิดดูดี ๆ หาข้อมูลดี ๆ ว่าตนเองจะเข้ารับการฉีดวัคซีนได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ คุณอาจจะรอดจาก COVID-19 แต่ถ้าคุณมีอาการแพ้รุนแรงขึ้นมา คุณอาจจะไม่ปลอดภัยเพราะโรคภูมิแพ้ของตัวเอง

ข้อมูลจาก Dailymail, BBC, NBC News, CNN, NPR, USA Today, The New York Times