เมื่อสองสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสอ่านรายงานการประชุมของ World Economic Forum ในหัวข้อ “งานในอนาคต” อันเป็นโลกหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยรายงานฉบับนี้เผยแพร่ให้เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านกันได้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา (ถ้าสนใจไปดาวน์โหลดได้ที่ https://www.weforum.org/reports/the-future-of-jobs-report-2020) ความยาวทั้งหมด 162 หน้า ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังอ่านไม่จบ แต่ได้เห็นประเด็นที่น่าสนใจเลยขอยกเอามาคุยกับคุณผู้อ่าน เพราะส่วนตัวแล้วเชื่อแน่ว่า ความต้องการของตลาดแรงงานจะต้องเปลี่ยนไป พฤติกรรมของผู้คนจะเปลี่ยนไป และจะไม่ได้เริ่มต้นในปีหน้า หากจะเป็นเวลานี้ ตอนนี้ และ เดี๋ยวนี้เลยเสียด้วยซ้ำ
ทั้งนี้รายงานการประชุม World Economic Forum น่าจะพอทำให้เห็นภาพของปี 2564 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางข่าวการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ระลอกที่สองในเมืองไทยซึ่งเป็นช่วงเวลาปลายปี นั่นหมายความว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานอันเกิดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะทำให้ปี 2564 อาจไม่ได้ต่างอะไรจากปี 2563 เพราะการระบาดรอบที่สองน่าจะต้องใช้เวลานานเกือบสามเดือนที่จะทำให้ผู้คนกลับมารู้สึกปลอดภัยเหมือนเดิม ซึ่งหมายความว่ากว่าจะได้เห็นความปกติบนชีวิตวิถีใหม่นั้นอาจจะต้องหมายถึงในไตรมาสที่สองของปี 2564 และอาจจะต้องค่อย ๆ ประคับประคองไปจนถึงสิ้นปี
ในรายงานฉบับดังกล่าวนั้น มีอินโฟกราฟิกที่แสดงให้เห็นถึงตัวเลขของประเภทงานที่จะมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น และประเภทงานที่จะมีการจ้างงานน้อยลง สำหรับประเภทงานที่จะได้รับการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นจะเป็นทางสายของ นักวิเคราะห์ข้อมูล นักวิเคราะห์ระบบ ผู้เชี่ยวชาญในการใช้หรือควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent) ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ทางการตลาดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญและมีทักษะในการทำงานรูปแบบของ Internet of Things ซึ่งที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นประเภทงานที่จะมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น
ส่วนประเภทงานที่จะว่าจ้างน้อยลง คืองานที่ใช้ทักษะไม่มากอย่างพนักงานเอกสาร พนักงานคีย์ข้อมูล เลขานุการ เจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้า (Customer Service) พนักงานโรงงาน พนักงานธนาคาร นักข่าวสื่อสารมวลชนหรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล
แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวในรายงานก็น่าจะทำให้มองเห็นภาพของการทำงานในอนาคต และลักษณะของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งน่าจะนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป (เนื่องจาก 63 และ 64 นั้นยังต้องเผชิญกับสภาวะของการแพร่ระบาด ทำให้เศรษฐกิจแทบจะไม่ขับเคลื่อน) การได้เห็นความต้องการแรงงานในอนาคต นั่นหมายความว่าคนที่อยู่ในวัยเรียนและวัยทำงาน จะได้วางแผนอนาคตของตนเองได้
คนที่กำลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ณ เวลาปัจจุบันคงต้องหันกลับไปสำรวจความรู้ที่ตนเองได้ศึกษาอยู่ว่าสามารถประยุกต์ใช้กับอาชีพในอนาคตได้หรือไม่ ถ้าไม่สิ่งสำคัญคือการหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเรียนระดับปริญญาโท แต่หมายถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะอาชีพในอนาคตนั้นไม่ต้องการความรู้แบบรู้ผิวเผิน แต่ต้องการผู้ที่รู้และเชี่ยวชาญ สามารถลงมือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทันที ไม่ต้องรอให้มาสอนงาน
ส่วนคนที่อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงาน สิ่งสำคัญคือเพิ่มทักษะในการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยู่ในวัยเรียนแล้ว หรือคุณจะมีปริญญาโทพ่วงท้ายมาอีกใบ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณมีความรู้เฉพาะทางในสิ่งที่ตลาดต้องการหรือไม่ เพราะโลกของตลาดแรงงานในอนาคตคือการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ มีความรู้และเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลหรือใช้เครื่องมือบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถ้ายังคิดว่าการทำงานไปวัน ๆ นั่งอัปเดตสเตตัสโซเชียลมีเดีย ไม่ชำนาญในภาษาที่สอง พอเจอความเปลี่ยนแปลงก็บอกว่า “ทำไม่ได้” คุณอาจจะเป็นพวกแรก ๆ ที่อยู่ในรายชื่อพนักงานที่ถูกให้ออก (ในรายงานนั้นระบุว่าตัวเลขของพนักงานที่จะถูกให้ออกในช่วงปี 2564 นั้นจะเพิ่มจำนวนสูงกว่าในปี 2563)
ข้อมูลที่เอามาให้คุณผู้อ่านในวันนี้เป็นแค่บางส่วนเท่านั้นจากรายงานของ World Economic Forum แต่ก็นับว่าเป็นข้อมูลที่น่าจะให้ประโยชน์แก่คุณผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย เพราะเอาเข้าจริงแล้วถ้ารู้จักปรับตัว และ สำรวจตนเองว่ามีความสามารถอะไรที่เป็นจุดเด่น และยังขาดทักษะอะไรเพื่อให้ความสามารถที่มีนั้นรองรับกับตลาดงานในอนาคต คุณก็จะได้เติบโตกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป แต่ถ้ารู้สึกยอมแพ้ หรือคิดว่าคุณไม่สามารถปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ขอปล่อยให้โลกหมุนไป โดยที่คุณยังคงทำแบบเดิมที่คุ้นเคย ถ้าเลือกแบบนี้เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ ก็อย่าได้ตีอกชกตัวว่าไม่มีใครช่วย แต่จงหันกลับมาบอกตัวเองว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะคุณเลือกเอง
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ