ใช้งานมาทั้งปี “ตรวจสภาพรถเบื้องต้น” ด้วยตนเองกันหน่อย!

เข้าช่วงปลายปีแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนวางแผนท่องเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงปีใหม่กันไว้เรียบร้อยในช่วงวันหยุดยาว แต่อย่าลืมตรวจเช็กสภาพรถที่เราใช้งานกันด้วย เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ หลังจากใช้งานกันมาอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งปี

ยิ่งถ้าเป็นรถที่เกิน 7 ปีไปแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องดูแลกันมากเป็นพิเศษ หากไม่มีเวลานำรถไปเข้าศูนย์ อย่างน้อยการตรวจสภาพรถเบื้องต้นด้วยตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่คนใช้รถควรให้ความใส่ใจ เพื่อป้องกันอันตรายหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากความบกพร่องของอะไหล่ต่าง ๆ ที่ใช้งานนานเกินจนเสื่อมสภาพหรือหมดสภาพ

วันนี้ Tonkit360 มีเช็กลิสต์เบื้องต้นสำหรับการตรวจสภาพรถในช่วงสิ้นปี เพื่อให้ยานพาหนะของเราพร้อมใช้งานในช่วงปีใหม่นี้มาแนะนำกันว่าควรเช็กอะไรบ้าง

น้ำมันเครื่อง

ควรหมั่นตรวจเช็กและเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 3 เดือน หรือทุก ๆ  5,000 กม. เพราะน้ำมันเครื่องมีอายุการใช้งานด้วยเช่นกัน ซึ่งหากความหล่อลื่นน้ำมันเครื่องเริ่มเสื่อมสภาพ จะสังเกตได้จากสีของน้ำมันเครื่องเปลี่ยนไป มีลักษณะข้นขึ้น หรือใสขึ้น, กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น, อัตราเร่งแย่ลง หรืออืดลงอย่างต่อเนื่อง และเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น

ลมยาง

ตรวจเช็กความดันลมยางสม่ำเสมอว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเมื่อรถมีการใช้งาน ความดันลมยางจะลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงควรเช็กลมยางเป็นประจำ หรืออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และก่อนออกเดินทางไกล ๆ ควรเช็กลมยางก่อนเสมอ ซึ่งการเติมลมยางให้เหมาะสม ควรดูจากคู่มือประจำรถที่เราใช้งาน ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์จะแนะนำค่ามาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับรถแต่ละรุ่นมาให้อยู่แล้ว

สลับยาง

การสลับยางเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เพราะการสลับยางในแต่ละครั้ง เพื่อให้การเสื่อมของดอกยางสม่ำเสมอกัน  ควรทำทุก 6 เดือน หรือทุก  9,700 กม. (6,000 ไมล์) โดยการสลับยางนั้นแตกต่างกันไปตามประเภทของรถว่าเป็นแบบรถขับเคลื่อนล้อหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ  

แบตเตอรี่รถยนต์

แม้ว่าปัจจุบันจะมีแบตเตอรี่รถยนต์จะมีแบบแห้งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น และกึ่งแห้ง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถไม่ต้องมาคอยเติมน้ำกลั่นบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ควรละเลยเรื่องการเช็กแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน ซึ่งแบบกึ่งแห้งนั้น ควรตรวจเช็กทุก 6 เดือน หรือ 1 ปีว่าระดับน้ำกลั่นพร่องไปมากน้อยแค่ไหน ส่วนแบตฯ แบบน้ำควรตรวจเช็กเดือนละ 1 ครั้ง

ทั้งนี้ แบตฯ ที่ต้องเติมน้ำกลั่นนั้นจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 1 ปีครึ่ง -2 ปี  หรือประมาณ 50,000- 70,000 กม. แต่สูงสุดไม่เกิน 3 ปี ขณะที่แบตฯ ชนิดแห้งซึ่งมีราคาแพงกว่านั้นไม่ต้องเติมน้ำกลั่น จึงมีเพียงตาแมวไว้สำหรับเช็กระดับประจุไฟที่เหลืออยู่เท่านั้น และจะมีอายุการใช้งานนานกว่าแบตฯ ชนิดกึ่งแห้ง และแบบเติมน้ำกลั่น หากดูแลดี ๆ อาจใช้งานได้ยาวนาน 5-10 ปีเลยทีเดียว  

ระบบเบรก

ความปลอดภัยของรถที่เราขับอยู่ตรงเบรกที่เราใช้งานเป็นสำคัญ จึงควรใส่ใจเรื่องการเช็กน้ำมันเบรกด้วย โดยให้เปิดฝากระโปรงรถเพื่อเช็กตรงกระปุกน้ำมันเบรก ซึ่งจะมีคำว่า MAN และ MIN ระบุไว้ หากน้ำมันเบรกลดไปอยู่ที่ระดับ MIN แสดงว่ามีการรั่วของน้ำมันเบรก หรือผ้าเบรกอาจสึกหรอจึงทำให้ระดับน้ำมันเบรกลดลง 

สำหรับผ้าเบรกนั้น ปกติจะมีความหนาที่ 10 มม. หากลดเหลือ 4 มม. ก็ถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนได้แล้ว หรือดูจากระยะการวิ่งแทนก็ได้เช่นกัน ซึ่งปกติแล้วอายุการใช้งานของผ้าเบรกจะอยู่ที่ 60,000-80,000 กม. จึงควรเปลี่ยนผ้าเบรกบ่อย ๆ เมื่อเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว

ข้อมูล : volvoofthepalmbeaches.com / oilsquare.com / tnbrake.com / goodyear.co.th