
แม้ว่าสถิติการฆ่าตัวตายของญี่ปุ่นลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2015 เป็นต้นมา อีกทั้งสถิติฆ่าตัวตายเมื่อปีที่แล้วถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติครั้งแรกในปี 1978 หรือเมื่อ 42 ปีที่แล้ว โดยมียอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 20,000 ราย
แต่ล่าสุด ผลพวงจาก COVID-19 ที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนทั่วประเทศ ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในจุดพีคหรือสูงสุดอีกครั้ง!
ยอดฆ่าตัวตายเดือนเดียว แซงยอดเสียชีวิตจาก COVID-19
รายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นระบุว่าเฉพาะแค่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 2,153 รายเลยทีเดียว
หากเทียบกับยอดผู้ป่วยที่เสียชีวิตจาก COVID-19 ซึ่งมียอดรวมอยู่ที่ 2,087 ราย นับตั้งแต่มีการระบาดมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ยอดเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายถือว่าน่าเป็นห่วงกว่ามาก
ปัจจัยที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นตัดสินใจจบชีวิตตัวเองก่อนวัยอันควร ด้วยตัวเลขที่สูงกว่าในอดีต สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผู้เชี่ยวชาญเคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่าอาจนำไปสู่วิกฤตด้านสุขภาพจิตได้ เมื่อหลายคนต้องเผชิญกับการตกงาน ว่างงาน อยู่ในภาวะสังคมโดดเดี่ยว (Social Isolation) และมีความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ
โดยเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา พบว่ายอดฆ่าตัวตายของเพศหญิงสูงขึ้นถึง 83 เปอร์เซ็นต์ และเพศชายมีสัดส่วนที่สูงขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ หากเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว
สถิติฆ่าตัวตายในญี่ปุ่น อาจเป็นมาตรชี้วัดชาติอื่น ๆ
จากการวิเคราะห์ของ มิชิโกะ อูเอดะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวาเซดะ ในกรุงโตเกียว ระบุว่าแม้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ และไม่ได้มีการล็อกดาวน์ประเทศในระดับเข้มข้นเหมือนชาติอื่น ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง
นั่นหมายความว่า ประเทศอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน หรือมากกว่า ก็น่าจะมียอดผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในจำนวนที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ของโลกเพียงไม่กี่ประเทศที่กล้าเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการฆ่าตัวตาย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศอื่น ๆ ในการวิเคราะห์สุขภาพจิตของประชากร โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มเสี่ยงทั้งหลาย
ญี่ปุ่นมีสถิติฆ่าตัวตายในอันดับต้น ๆ
ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีสถิติการฆ่าตัวตายในอันดับต้น ๆ ของโลก จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยสถิติในปี 2016 พบว่าญี่ปุ่นมีอัตราการฆ่าตัวตายเฉลี่ยอยู่ที่ 18.5 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยเป็นรองเพียงแค่เกาหลีใต้เท่านั้น หากพิจารณาจากประเทศในภาคพื้นเอเชียตะวันออกด้วยกัน
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G-7 หรือกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนําของโลก 7 ประเทศ (ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี) ที่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงสุดอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 15-39 ปี ขณะที่การฆ่าตัวตายในกลุ่มเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี ก็เพิ่มจำนวนขึ้นมาก ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมีมาก่อนจะเกิดสถานการณ์ระบาดของ COVID-19 เสียด้วยซ้ำ
COVID-19 เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการฆ่าตัวตาย
ปัญหาหลัก ๆ ที่ COVID-19 กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการฆ่าตัวตายมากขึ้น สืบเนื่องจากการตกงานเป็นสำคัญ บ้างก็ถูกลดเงินเดือน แต่ทุกคนยังมีครอบครัว ลูกหลานที่ต้องดูแล เมื่อไม่มีเงินมากพอที่จะยืนระยะได้ยาว ๆ จึงทำให้ตัดสินใจจบปัญหาด้วยการคิดสั้น ซึ่งสายด่วนที่โทรมาปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือโดยไม่แสวงหาผลกำไรแห่งหนึ่งระบุว่าในแต่ละวันจะมีคนโทรเข้ามาไม่ต่ำกว่าวันละ 200 คน และมักจะเป็นผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่
ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ด้วยว่ามีโอกาสสูงที่ในช่วงหน้าหนาว ญี่ปุ่นอาจจะเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระลอกที่สาม จึงน่าเป็นห่วงว่าอัตราการฆ่าตัวตายจะมีตัวเลขที่สูงขึ้น เพราะเศรษฐกิจแย่ลง และหากญี่ปุ่นมีมาตรการ Semi-lockdown หรือปิดประเทศแบบกึ่งล็อกดาวน์อีกครั้ง ก็คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง
ที่มา : cnn.com






























