ทำความรู้จัก “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ก่อน 25 พ.ย.

ภาพจาก สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (The Crown Property Bureau)

กลายเป็นประเด็นที่กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศให้ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ในการบริหารกิจการของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีผลตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563

ท่ามกลางสถาการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หน่วยงานนี้จึงกลายเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเป็นสถานที่ที่ผู้ชุมนุมนัดรวมพลครั้งต่อไปในวันที่ 25 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ก่อนอื่น Tonkit360 จะพาไปทำความรู้จักก่อนว่า “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” นั้นคืออะไร และที่เข้าใจกันนั้นเข้าใจถูกต้องหรือไม่

ความเป็นมาของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

ตามข้อมูลที่ระบุในเว็บไซต์ของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ระบุว่าความเป็นมาของหน่วยงานนี้เริ่มขึ้นจาก “กรมพระคลังข้างที่” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ก่อนที่ต่อมาจะเปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479 เพื่อจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์

ต่อมามีการปรับปรุงแก้ไขและยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์อีก 3 ครั้ง คือ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2491 และล่าสุดพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ได้เปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561

“สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 มีหน้าที่ในการจัดการ ดูแล จัดหาผลประโยชน์ และดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ตามที่ได้รับมอบหมาย

อย่างไรก็ดี การบริหารจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ไม่ได้เพิ่งเริ่มมีในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่มีขึ้นพร้อม ๆ กับการปกครองระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยที่ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียด้วยซ้ำ เพราะในสมัยนั้นทรัพย์สินในราชอาณาจักรถือเป็นของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงอยู่ในฐานะ “พระเจ้าแผ่นดิน” แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

แต่ต่อมา พระมหากษัตริย์ทรงพยายามที่จะแยก “พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์” ออกจาก “ทรัพย์สินของแผ่นดิน” และได้เริ่มแยกทรัพย์สินทั้งสองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พระองค์ทรงแยกเงินกำไรที่ได้มาจากการค้าขายสำเภา ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้ที่รู้จักกันในชื่อ “เงินถุงแดง”

ความสำคัญของเงินถุงแดง

หากอ้างอิงตามหนังสือเรียน เรารู้จักกันว่า “เงินถุงแดง” เป็นเงินที่รัชกาลที่ 3 ทรงเก็บสะสมจากการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงที่การค้าขายเจริญก้าวหน้ามาก เงินส่วนนี้ถือเป็นรายได้ส่วนพระองค์ ที่ทรงเก็บไว้ใน “ถุงผ้าสีแดง” แล้วเก็บไว้ข้างพระแท่นที่บรรทม จึงเรียกว่า “เงินข้างที่” ต่อมาเมื่อเงินมีจำนวนมากขึ้น จนไม่สามารถที่จะเก็บข้างพระแท่นที่บรรทมได้อีกต่อไป จึงต้องย้ายไปเก็บที่ห้องข้าง ๆ ห้องบรรทม แล้วกลายเป็นที่มาของชื่อ “คลังข้างที่”

สำหรับเงินถุงแดง หรือเงินพระคลังข้างที่นี้ รัชกาลที่ 3 ได้พระราชทานให้ไว้เป็นทุนสำรองแก่แผ่นดิน เพื่อใช้ในยามที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน จนกระทั่งเงินถุงแดงก็ได้ใช้ประโยชน์เข้าจนได้ จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรสยาม และประเทศมหาอำนาจยุโรปที่แข่งขันกันล่าอาณานิคมในสมัยนั้น ซึ่งก็คือ “ฝรั่งเศส”

ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นช่วงที่ราชอาณาจักรสยามเข้าสู่ภาวะเข้าตาจน และเสี่ยงต่อการสูญเสียเอกราชของชาติอยู่หลายครั้งหลายหน แต่เหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำคือ วิกฤตการณ์ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) หรือสงครามฝรั่งเศส-สยาม จากการที่ฝรั่งเศสอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งในขณะนั้นพื้นที่บริเวณนั้นอยู่ในอาณัติของสยาม ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินแดนที่อยู่ในประเทศลาว

เหตุวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรสยาม (ชื่อประเทศไทยในขณะนั้น) กับฝรั่งเศส กองทัพฝรั่งเศส จึงได้นำเงินถุงแดงมาสมทบในการชดใช้ค่าเสียหายและค่าประกันแก่ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ และเรือสินค้าอีก 1 ลำ เข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นเกิดการยิงปะทะกันด้วยปืนใหญ่บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จากนั้นก็แล่นเข้าสู่น่านน้ำสยามเทียบท่าอยู่บริเวณหน้าสถานทูตฝรั่งเศส แล้วยื่นคำขาดแก่ราชอาณาจักรไทยหลายข้อ ซึ่งฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

เรื่องยืดเยื้อบานปลาย จากการที่ไทยเองก็ไม่ยอมรับเงื่อนไขบางข้อของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสไม่พอใจ จึงถอนคณะทูตออกจากประเทศ ส่งเรือรบไปเกาะสีชัง และปฏิบัติการปิดอ่าวไทย จึงเป็นเหตุให้ไทยต้องยอมรับเงื่อนไขทุกข้อของฝรั่งเศส รวมถึงยอมเสียค่าเสียหายและค่าประกันให้กับฝรั่งเศส ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงใช้เงินถุงแดงนั้นมาสบทบในการรักษาอธิปไตยของราชอาณาสยาม

ทรัพย์สินส่วนนี้คือ “พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์”

อย่างที่ทราบกันดีว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงที่สยามพยายามปฏิรูปและพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าทัดเทียมและเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ลัทธิการล่าอาณานิคมมีความรุนแรงมาก หากบ้านเมืองไม่มีการพัฒนา ต่างชาติจะมองว่าบ้านเรายังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน และฉวยโอกาสเข้ายึดครองเป็นเมืองขึ้น

ส่วนการปฏิรูปด้านการเงินนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิรูประบบการคลังใหม่ โดยเริ่มจากการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้การบริหารจัดการรายรับและรายจ่ายของประเทศเป็นไปอย่างมีระบบแบบแผน การจัดทำงบประมาณแผ่นดินในครั้งนี้ มีผลให้มีการแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินแผ่นดินอย่างเด็ดขาด

การปฏิรูปด้านการเงินในครั้งนั้น ทรงมอบหมายให้ “กรมพระคลังข้างที่” เป็นผู้จัดการดูแลพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ หลังจากปฏิรูปแล้ว รายได้แผ่นดินก็มากขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดตั้ง “กระทรวงการคลัง” ขึ้นเพื่อบริหารเงินของประเทศ อย่างไรก็ดี เมื่อรายได้แผนดินมากขึ้น จำนวนเงินที่ได้รับการจัดสรรของกรมพระคลังข้างที่ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ช่วงแรก รายได้ของกรมพระคลังข้างที่ถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาพระราชวัง และค่าใช้จ่ายในการเสด็จไปทรงศึกษาต่อยังต่างประเทศของพระราชโอรส แต่เมื่อมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงมีเงินเหลือจากค่าใช้จ่ายดังกล่าว จึงเริ่มเกิดมีการนำไปลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชน และให้โอกาสในการทำการค้าขาย

อีกทั้งยังมีการสร้างตลาดขึ้นในเมืองสำคัญในต่างจังหวัด เพื่อนำค่าบำรุงตลาดไปใช้ในการพัฒนาระบบสุขาภิบาล และสาธารณูปโภคพื้นฐานในเขตศูนย์กลางเมืองใหม่ จนถือได้ว่าเป็นรากฐานของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “ได้ให้คำนิยามคำต่าง ๆ คือ

  • “ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” หมายความว่า ทรัพย์สินในพระองค์และทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์
  • “ทรัพย์สินในพระองค์” หมายความว่า ทรัพย์สินที่เป็นของพระมหากษัตริย์อยู่แล้วก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรัพย์สินที่รัฐทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และทรัพย์สินที่ทรงได้มาไม่ว่าในทางใด และเวลาใดอันเป็นการส่วนพระองค์ ทั้งนี้ รวมถึงดอกผลที่เกิดจากบรรดาทรัพย์สินเช่นว่านั้นด้วย
  • “ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์” หมายความว่า ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นอกจากทรัพย์สินในพระองค์

อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 9 ในพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 บอกว่า ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จะต้องเสียภาษีอากร หรือได้รับยกเว้นภาษีอากรย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นหน่วยงาน “นิติบุคคล”

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ทราบว่า สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีจุดเริ่มต้นจากกรมพระคลังข้างที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์” ตามความใน ...จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ..2479

จนกระทั่งล่าสุด “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” เปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ตามความใน ...จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ..2561 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่มีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษา จัดหาผลประโยชน์ และดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามที่จะทรงมอบหมาย ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

ปัจจุบัน สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ตั้งอยู่เลขที่ 173 ถนนนครราชสีมา ดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300

ทรัพย์สินที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

จากหนังสือ “ทรรศนียาคาร อาคารอนุรักษ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (2561)” ได้รวบรวมอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จากการสำรวจ และดำเนินการอนุรักษ์ จัดทำโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  • พระราชวังและวัง (Palaces)
  • บ้าน (Residences)
  • ตึกแถว (Shophouses)
  • อาคารสาธารณะ (Public Buildings)

นอกจากนี้ยังมีส่วนของอสังหาริมทรัพย์ โดยแบ่งเป็น

อสังหาริมทรัพย์ส่วนกลาง ประกอบด้วย

  • โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
  • โครงการพัฒนาพื้นที่ด้านสังคม
  • การเปิดประมูลการเช่าอสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ส่วนภูมิภาค มีอยู่ใน 7 จังหวัด

  • จังหวัดนครปฐม
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • จังหวัดนครสวรรค์
  • จังหวัดลำปาง
  • จังหวัดเพชรบุรี
  • จังหวัดสงขลา

ข้อมูลจาก สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, ทรรศนียาคาร อาคารอนุรักษ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์