2021 สงครามสตรีมมิ่งทีวี เพิ่งเริ่มอย่างเป็นทางการ

สัปดาห์ที่แล้ว เว็บไซต์วิเคราะห์ข้อมูลชื่อดังอย่าง Statista.com เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับ ทิศทางของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล รวมไปถึงทิศทางของดิจิทัลมีเดียเอาไว้อย่างน่าสนใจ ทางเราเลยขอนำเอามาเล่าให้คุณผู้อ่านได้เก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับการใช้ชีวิต หรือคิดจะลงทุนอะไรเกี่ยวกับสื่อในปีหน้า แต่ถ้าอยากหาอ่านฉบับเต็มไปที่เว็บไซต์ statista.com ได้เลยค่ะ บทวิเคราะห์จากสถิติหลายเรื่องสามารถอ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเป็นบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจไม่น้อย

ทีนี้กลับมาที่เรื่องทิศทางดิจิทัลมีเดียที่จะเกิดขึ้นในปีนี้และปีหน้า ซึ่งว่ากันว่าเป็นปีที่การต่อสู้ของสื่อสตรีมมิ่งจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ มีเจ้าใหญ่ ทุนต่างชาติมาลงทุนในเมืองไทยก็หลายเจ้า จนทำให้เวลานี้ หลายคนที่มีสมาร์ทโฟน ไม่ได้โหลดแค่เพียงแอปฯเดียว แต่กลายเป็นว่ามีหลายแอปฯ สำหรับการรับชมผ่านบันเทิงที่เรียกว่า Video on Demand หรือ Streaming TV และการรับชมส่วนใหญ่ก็เป็นการรับชมผ่านทางสมาร์ทโฟน ซึ่งกลายเป็นความคุ้นเคยของคนในยุคสมัยมากกว่าจะเอาเงินไปซื้อโทรทัศน์เสียแล้ว

ตามบทวิเคราะห์นั้น ทาง Statista ได้แบ่งตลาดดิจิทัลมีเดียออกเป็น 4 ตลาดคือ Video Games, Video-on Demand, e-Publishing และ Digital Music ซึ่งทั้งสี่ตลาดนี้ก็มีเจ้าใหญ่มาทำการตลาดในเมืองไทยหลายเจ้า แต่ที่จะหยิบมาพูดถึงคือตลาด Video-on Demand และ Streaming TV ซึ่งในบทวิเคราะห์ของ Statista นั้นระบุช่วงอายุของผู้ที่รับชมความบันเทิงในลักษณะนี้โดยรวบรวมเอาข้อมูลมาจากทางฝั่งสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี ซึ่งผลที่ได้นั้นระบุว่า ตลาดของ Video on Demand และ Streaming TV นั้นจำนวนผู้ที่ใช้บริการส่วนใหญ่อายุระหว่าง 18-49 ปีแต่ถ้าสูงกว่า 49 ปีจะยังคงรับชมในสื่อเก่าควบคู่กันไป

จากตัวเลขการรับชมดังกล่าว รวมกับผลการสำรวจของ Statista ที่สอบถามถึงความพึงพอใจและคุณภาพในการรับชมได้ผลออกมาเป็นที่น่าสนใจว่า Video on Demand หรือ Streaming Service กำลังจะตีตลาดเคเบิลทีวีให้แตกกระจุย เพราะเนื้อหาของรายการที่มีคุณภาพที่ดีกว่า มีคอนเทนต์ให้เลือกมากกว่า สามารถเลือกเนื้อหาที่สมาชิกสนใจได้ ตอบโจทย์ความต้องการของยุคสมัย เหนืออื่นใดคือไม่ต้องมานั่งรำคาญกับโฆษณาที่จะมารบกวนการรับชมทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียค่าสมาชิก ซึ่งถูกกว่าการเป็นสมาชิกเคเบิลทีวี

จากบทวิเคราะห์ของ Statista นั้นี่ ทำให้เห็นว่าตลาดสื่อในเมืองไทยกำลังจะเปลยนไป เป็นความเปลี่ยนแปลงตามหลังตลาดในสหรัฐอเมริกาและ ยุโรป ประมาณ 3 ปี แต่สุดท้ายก็เปลี่ยน เพราะถ้าไปถามเรื่อง Netflix กับคนทั่วไปเมื่อ 5 ปีก่อนเชื่อว่ายังไม่มีใครสนใจ แต่กลายเป็นว่า 2 ปีก่อนหน้านี้ Netflix ได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองไทย ในทุกช่วงวัยเสียด้วย ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายเจ้าที่ลงมาเล่นในตลาดนี้อย่าง WeTV ของ Tencent, Viu Thailand OTT เจ้าใหญ่จากฮ่องกง, beIN Sports ค่ายกีฬานายทุนเดียวกับสำนักข่าวอัลจาซีร่าห์, ส่วน OTT สัญชาติไทยที่กำลังขับเคี่ยวกันในเวลานี้เห็นจะมี TrueID, AIS Play และ MonoMax ขณะที่ปีหน้าได้ยินมาว่าจะมีเจ้าใหญ่ในประเทศเกิดขึ้นมาอีกอย่างน้อยสองเจ้าและเจ้าใหญ่จากต่างประเทศเติมเข้ามาอีก ไม่รวมเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก ที่เตรียมลงสนามตลาดนี้เช่นกัน

คำถามคือ เมื่อมีตัวเลือกเยอะเช่นนี้ ตลาด Video on Demand (VOD) หรือ Streaming TV หรือ Over the top TV (OTT) ซึ่งมีชื่อเรียกอาจต่างกัน แต่ลักษณะของการเผยแพร่เนื้อหานั้นไม่ต่างกันมาก นั้นได้รับความสนใจจากคนในประเทศ (ไทย) ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วหรือยัง เพราะระบบการรับชมเนื้อหา ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นต้องเป็นการระบบผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ถึงแม้จะมีการบอกกล่าวผ่านพื้นที่ข่าวมาว่า ประเทศไทยเข้าสู่ยุค 5G แล้ว แต่เป็น 5G ที่ครอบคลุมทั้งประเทศหรือยัง ถ้าครอบคลุมแล้วผู้ชมชาวไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ในเมือง พร้อมหรือยังสำหรับการเสียเงินเพื่อรับชมความบันเทิง และถ้ายอมเสียจะเป็นตัวเลขที่เท่าไร แล้วยอด Subscriber ระดับไหนถึงจะคุ้มทุน เนื้อหา Content ต้องเป็นแบบไหนถึงจะถูกใจคนไทย

เหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำถามที่ฝ่ายการตลาดของทุกเจ้าคงต้องทำการบ้านกันอย่างหนัก ขณะเดียวกันผู้ผลิต Contents หรือ ผู้ผลิตเนื้อหา หรือที่ชอบเรียกกันว่า “ผู้จัด” ในปัจจุบันคงต้องปรับตัวให้มากขึ้น เพราะถ้าดูเนื้อหาผ่านฟรีทีวีในปัจจุบัน กับดูเนื้อหาของ Youtuber เจ้าดัง ๆ ในเมืองไทย หลายคน (รวมถึงผู้เขียน) เลือกจะรับชมแบบหลัง ผู้ผลิตคงต้องเลิกทำ Production แบบสุกเอาเผากิน เพราะคนดูสมัยนี้เขาดูของดีกันมาแล้ว จะมานั่งผลิตรายการสัมภาษณ์ แบบจับกว้างแล้วมาแคบ ใส่ภาพ Insert สองสามภาพแล้วจบรายการ แล้วจะไปเก็บเงินจากสปอนเซอร์ คงไม่ใช่เรื่องง่ายแบบนั้นแล้ว

ได้ยินคนในวงการหลายคนบ่นกันว่า ปีนี้ยากลำบากเหลือเกิน โดน Disrupt จากสื่อดิจิทัล นั่งบ่นขิงบ่นข่าแต่ไม่ยอมปรับตัว ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นตลอดเวลา อยากให้คนที่นั่งท้อ ไปดูรายการ Sondhi Talk ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ปัจจุบันมีผู้ตามหลักล้านในเฟซบุ๊ก หลักเกือบล้านในยูทูป และ กำลังจะทำสตรีมมิ่งของตนเอง นี่คือการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยของอดีตเจ้าพ่อสื่อในวัย 73 ปี คุณสนธิ ทิ้งความสำเร็จในอดีต มาสร้างแผ่นดินใหม่บนโลกดิจิทัลแบบไม่ขัดเขิน และเป็นการสร้างแผ่นดินใหม่ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากด้วยเนื้อหาของรายการชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์

ดังนั้น ก่อนที่คนทำสื่อยุค “อนาล็อก” จะนั่งโทษลมโทษฟ้าโทษ Disrupt ว่าทำให้พวกเขาไม่มีอาชีพ หันกลับมามองตัวเองก่อนว่า เนื้อหาที่เคยผลิตออกสู่สังคมนั้นเป็นเนื้อหาแบบไหน ตั้งใจทำแค่ไหน และมีความเป็นสื่ออยู่ในตัวเองมากน้อยเพียงใด “กรรมในอดีตคือปัจจุบันที่คุณเป็นแหละค่ะ”

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า