ตำแหน่ง “จ่าฝูง” พรีเมียร์ลีกอังกฤษ กลายเป็นสมบัติผลัดกันชมอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงเปลี่ยนแปลงกันแบบปุ๊บปั๊บ หลังจากทีม “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตันมาแรงแซงขึ้นจ่าฝูงครั้งแรกในรอบ 32 ปี สเปอร์สขอโอกาสเชยชมบัลลังก์บ้าง แต่หลังจากนั้นอีกไม่นาน “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ ก็โชว์ฟอร์ม เฉือนวูล์ฟ ลงได้ 1-0 ทำให้พวกเขาขึ้นครอบครองตำแหน่งผู้นำบ้างทันที
ที่น่าแปลกคือทีม “บิ๊ก6” ที่มีชื่อชั้นอย่างรองแชมป์เก่า แมนฯ ซิตี้ ตามด้วยคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล ยังเครื่องไม่ติด ลงไปเกาะกลุ่มอยู่ที่กลางตาราง ไม่ทราบว่าการเล่นโดยไม่มีผู้ชมมันส่งผลอะไรต่อทีมใหญ่หรือไม่?
ส่วน “หงส์แดง” นั้นเสียจ่าฝูงไปชั่วคราว (หวังว่า) เพราะบุกไปเสมอ “เรือใบสีฟ้า” ขนาดใช้แผนการเล่นแบบสุดระห่ำ 4-2-3-1 ใส่กองหน้าไปถึง 4 ตัวคือ ดิโอโก้ โชต้า, บ็อบบี้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และโม ซาลาห์ แต่เล่นจริงแล้วเหมือน 4-2-4 เลยในครึ่งแรกเพราะบุกอุตลุด
ระบบฟุตบอลมันไม่มีอะไรตายตัว พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปแล้วบางทีก็วนกลับมาที่เดิม ทุกวันนี้กลับมาใช้แทคติกกองหลัง 3 คนกันหลายทีมโดยเฉพาะในอิตาลี กองหน้าคู่ก็มาแล้ว จะแปลกอะไรถ้า 4-2-4 อันโด่งดังของอังกฤษในยุค 70 จะรีเทิร์นบ้าง
นับเป็นความกล้าหาญของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ถ้าจะมาเล่นกับทีมของเป๊ป ก็ต้องกล้า บ้าบิ่นแบบนี้ และผลลัพธ์ที่ออกมาถึงแม้จะไม่ชนะ แต่สามารถบุกไปแบ่งแต้มกลับออกมาจากรังเอติฮัด สเตเดี้ยมได้
ถือเป็นผลการแข่งขันที่ยุติธรรมดี มีโอกาสด้วยกันทั้งสองฝ่าย เจ้าบ้านนั้นเพรสซิ่งได้เนียน จนบางครั้งอดหวั่นไม่ได้ว่ามิดฟิลด์สองตัวกลางอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับจินี่ ไวจ์นัลดุมนั้นจะเอาไม่อยู่ เพราะ “บ็อบบี้” นั้นไม่ยอมลงมาช่วยไล่ ช่วยต่อเกมเอาซะเลย ยืนค้ำเป็นหน้าคู่กับ ซาลาห์ เสียอย่างนั้น (คงจะเล่นแบบกดดันจากการถูกวิจารณ์ว่าปืนฝืด)
ส่วนลิเวอร์พูล โชว์การต่อบอลที่ยอดเยี่ยม เอาตัวรอดในพื้นที่แคบ ๆ กันได้ดี โดยเฉพาะฝั่งซ้าย แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กับ ซาดิเน่ มาเน่ สุดยอดเอามาก ๆ
ฟอร์มสูสีกันแบบนี้ น่าจะลุ้นมันส์กว่าฤดูกาลก่อนซึ่งหงส์ทิ้งขาดไม่เห็นฝุ่น จับตาดูกันไปเรื่อย ๆ เชื่อว่าประมาณบ็อกซิ่งเดย์ต่อถึงปีใหม่จะเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตาย ทีมไหนออกอาการกรอบเพราะโควต้าเปลี่ยนตัวน้อย หรือโชคร้ายมีนักเตะเจ็บเยอะ เพราะต้องกรำศึกอย่างหนัก ก็น่าจะหลุดวงโคจรไปเอง และเมื่อนั้นทีมที่เป็นแชมป์ตัวจริงจึงค่อยปรากฏ
ดังอดีตบรมกุนซือผู้ยิ่งใหญ่รายหนึ่งเคยหล่นคำพูดไว้ว่า “ไอ้หนู..แชมป์พรีเมียร์ลีกตัดสินกันในเดือนมกราคมว้อย!!”
ว่าปาย…กรู้วว์…!!!






























