แค่เปิดใจ แม้เห็นต่างก็ไม่แตกแยก

ว่ากันว่าเรื่อง “ศาสนา การเมือง ความเชื่อ” เป็น 3 สิ่งที่ไม่ควรหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นในวงสนทนา เพราะแม้แต่คนในครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหายที่คบหากันมายาวนาน ก็อาจเกิดการ “ผิดใจ” กันได้ง่าย ๆ

เมื่อต่างฝ่ายต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การนำเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาถกเถียงกัน โอกาสที่จะเกิดการปะทะคารมกันจึงเป็นไปได้สูง เพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง

ยิ่งถ้าอยู่ในอารมณ์ที่ไม่พร้อมจะรับฟังใคร ก็ยิ่งคุยกันด้วยเหตุผลได้ยาก และพร้อมปะทุจุดเดือดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจากการวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า เมื่อใดก็ตามที่จิตใจของเรายึดมั่นถือมั่นในเรื่องใดไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงความคิดให้เชื่อในสิ่งที่ต่างออกไป นับเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับการหยุดรถไฟที่แล่นมาด้วยความเร็วสูง แม้จะเห็นว่ามีอันตรายรออยู่เบื้องหน้าก็ตาม

หากคิดจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสร้างสรรค์ ก็จำเป็นต้องวางอารมณ์ให้เป็น เพราะการคุยกันในเรื่องที่ไม่มีหลักวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ ย่อมไม่มีสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด มีเพียง “สิ่งใดถูกใจ สิ่งใดไม่ถูกใจ” เท่านั้น

“สติ” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้ความเห็นต่างของแต่ละบุคคล ไม่กลายเป็นบ่อเกิดของความแตกแยก เมื่อคุยกันอย่างรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง จึงพร้อมเปิดใจรับฟังผู้อื่นที่คิดแตกต่างไปจากเรา

“การรับฟัง” คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งเบาบางลงได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่คนอื่นคิด ซึ่งเท่ากับเป็นการให้เกียรติตัวเองด้วยเช่นกันที่ไม่ด่วนตัดสินใจอีกฝ่ายไปก่อน

ยิ่งทุกวันนี้ โซเชียลมีเดียทำให้หลายคนเลือกที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด มากกว่าจะฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด จึงเกิดความขัดแย้งให้เห็นอยู่เต็มไปหมด หากฟังคนอื่นให้มากขึ้น ใช้สติไตร่ตรอง โดยไม่ยึดอารมณ์เป็นที่ตั้ง แม้จะคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างน้อย ๆ ก็ยังคบหาหรืออยู่ร่วมกันในสังคมได้

ในเมื่อเราเองยังมีความคิด ความเชื่อเป็นของตนเอง การจะไปบังคับให้คนอื่นมาคิดเห็นแบบเดียวกับเราจึงไม่ใช่ทางออก หากรู้อยู่แก่ใจว่าผลของการพูดในสิ่งที่คิดออกไป อาจทำให้เกิดความบาดหมางใจต่อคนที่รักและปรารถนาดีต่อกันได้ แต่ยังดึงดันที่จะทุ่มเถียงกัน ปลายทางก็หนีไม่พ้นการผิดใจกัน จนบางครั้งอาจบานปลายจนถึงขั้นตัดขาดจากกัน