ข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับรถไฟ คิดให้ดี ๆ ก่อนที่จะ “ตัดหน้า”

ปกติแล้ว อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการการเดินทางเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นประจำ และก็ยากที่จะระมัดระวัง เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้ง 2 ฝ่าย ไม่เช่นนั้นก็จะเข้าทำนอง “เราระวัง แต่เขาไม่ระวัง ก็ป้องกันไม่ได้อยู่ดี”

โศกนาฏกรรมใหญ่ที่ผ่านมา สังเวยชีวิตไปทั้งหมด 18 ศพ ที่สำคัญเป็นการเดินทางที่มีเป้าหมายเป็นการทำบุญ แต่สุดท้ายแล้วก็ไปไม่ถึงวัดด้วยซ้ำ จากอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถบัสทอดกฐินสามัคคี ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้

อย่างไรก็ตาม การใช้เส้นทางสัญจรร่วมกับ “รถไฟ” เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะรถไฟเป็นยานพาหนะที่มีขนาดใหญ่ ทรงตัวอยู่บนราง มาด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ส่งผลให้การเบรกต้องอาศัยระยะทาง และด้วยลักษณะที่เป็นขบวนต่อกันเป็นทางยาว การเบรกกะทันหันจึงเป็นสิ่งที่อันตรายไม่น้อย เพราะเมื่อรถตู้หน้าหยุดอย่างรวดเร็ว ตู้ที่ตามมาด้านหลังจะเบรกตามไม่ทัน เพราะฉะนั้นจะมีแรงกระทำมหาศาลอัดจากตู้หลังที่ตามมา และเสี่ยงที่จะพลิกตกจากรางด้วย

ว่าด้วยเรื่องของความเร็วของรถไฟ

รถไฟที่ใช้งานในประเทศไทยหลัก ๆ มี 3 แบบ คือ

  • รถไฟฟ้าในเมือง ซึ่งก็คือ BTS และ MRT
  • รถไฟชานเมือง หรือ Airport Rail Link
  • รถไฟดีเซลทางไกล มีทั้งแบบขบวนที่ใช้รถจักรลาก และรถดีเซลที่มีกำลังในตัว

ซึ่งรถไฟแต่ละประเภทจะมีความเร็วที่ต่างกัน และความเร็วที่เรารู้จักของรถไฟจะมีดังนี้

  • ความเร็วสูงสุด คือ ความเร็ตามสมรรถนะของรถที่สามารถวิ่งได้
  • ความเร็วเฉลี่ย คือ ความเร็วที่ต้องอาศัยระยะทางทั้งหมดในการเดินทางจากต้นทางถึงปลายทาง การชะลอ การเบรก การหยุด มาคำนวณหาความเร็วเฉลี่ย ว่าตลอดระยะทางนั้นมี่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไร
  • ความเร็วในการให้บริการ คือ ความเร็วที่กำหนดเพื่อใช้วิ่งทำขบวน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของรถไฟและหน้าที่ของรถไฟ เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ รถไฟฟ้าในเมืองจะมีความเร็วในการให้บริการมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถไฟชานเมืองและรถไฟระหว่างจังหวัด เพราะต้องรับ-ส่งผู้โดยสารให้เดินทางถึงที่หมายโดยไว

แล้วรถไฟที่ใช้ในไทย “มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่เท่าไร”

  • รถไฟฟ้าในเมือง BTS และ MRT ความเร็วจะอยู่ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ทางกว้าง 1.435 เมตร)
  • รถไฟฟ้าชานเมือง Airport Rail Link ความเร็วจะอยู่ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ทางกว้าง 1.435 เมตร)
  • รถไฟที่ใช้รถจักรลาก ความเร็วจะอยู่ที่ 90-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถไฟที่เป็นรถดีเซลรางมีกำลังในตัว ความเร็วจะอยู่ที่ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ทางกว้าง 1.000 เมตร)

จากตัวเลข จะเห็นได้ว่าความเร็วสูงสุดรถไฟนั้น “ไม่น้อย” เลย แปลว่าหากรถไฟมาด้วยความเร็วสูงสุด รถที่ตัดผ่านรถไฟอย่างกระชั้นชิด แทบจะไม่มีโอกาสตัดผ่านไปได้อย่างปลอดภัย จะปลอดภัยได้ก็คือคุณต้องทำความเร็งได้สูงกว่ารถไฟ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับขี่ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่คุณจะใช้ความเร็วอย่างน้อย 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในการข้ามทางรถไฟในสภาพการจราจรแวดล้อมเช่นนั้น

แต่ด้วยทางรถไฟในบ้านเราเป็นทางระบบเปิด ไม่มีรั้วกั้น มีทางลักผ่าน ทำให้มีคน สัตว์ รถ ล้ำเขตเข้ามาบนเขตทางรถไฟ รวมถึงการที่รัศมีโค้งแคบ ทางภูเขาก็คดเคี้ยว และรางรถไฟทางเดี่ยวที่ทำให้ขบวนรถไฟต้องหยุดรอหลีกกัน ทำให้รถไฟไม่สามารถใช้ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ได้เสถียรตลอดทาง

ว่าด้วยเรื่องของไม้กั้นทางรถไฟ

นี่คือข้อเสียอย่างหนึ่งของทางรถไฟของไทยที่เอื้อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย คือ เป็นทางระบบเปิด ไม่มีรั้วกั้น ทำให้มีคน สัตว์ รถ เข้ามาบนเขตทางรถไฟ รวมถึงทางลักผ่าน ทางตัดผ่านที่ไม่มีเครื่องกั้น ทำให้ผู้ใช้รถธรรมดาประมาทได้ง่ายกว่าการที่มีไม้กั้นทางรถไฟ

ในกรณีทางรถไฟที่มีไม้กั้นอัตโนมัติ ส่วนใหญ่ไม้กั้นอัตโนมัติของไทยจะมีลักษณะที่ “กั้นไม่เต็มถนน” อย่างที่เราเคยเห็นกันว่าเมื่อไม้กั้นลงมาปิดขวางถนนไม่ให้รถสัญจรผ่าน แต่การที่ยังเหลือช่องว่างอยู่ทำให้รถขนาดเล็กอย่างจักรยานยนต์ลักลอบตัดหน้าผ่านไป หรือบางครั้งอาจเป็นรถใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะคุณคิดว่าคุณเร็วพอที่จะตัดหน้ารถไฟไปได้อย่างปลอดภัย ถ้าคุณไปไวมากพอคุณก็รอด แต่ถ้าคุณไปไม่ทัน คุณก็จะไม่ได้ไปไหนอีกเลย

ดังนั้น หลายคนอาจคิดว่าถ้าเป็นไม้กั้นแบบ “กั้นเต็มถนน” ก็จะดีกว่าสิ ไม่ใช่เลย ในต่างประเทศ บางประเทศเป็นไม้กั้นอัตโนมัติแบบเต็มถนน ถ้าบังเอิญมีรถผ่านในขณะที่ไม้กั้นปิดลงมาแล้ว รถจะไม่สามารถแล่นต่อไปได้ ทำให้รถถูกขังไว้ด้านใน จนในที่สุดก็ถูกรถไฟชน และการถูกรถไฟชนนั้นน่ากลัวกว่ารถธรรมดา เพราะรถไฟขบวนหนึ่ง ๆ มีตู้ในขบวนนับสิบ ชนแล้วไม่จบ คุณจะโดนทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ไม้กั้นแบบไม่เต็มถนนดูปลอดภัยกว่าขึ้นมาทันที

วินัยจราจรและจิตสำนึกสำคัญที่สุด

จากเหตุการณ์น่าเศร้าที่ผ่านมา จะเห็นว่าบริเวณนั้น “ไม่มี” ไม้กั้นทางรถไฟ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องบกพร่องของทางหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องดูแลรับผิดชอบ ด้วยเป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อให้เกิดอุบัติเหตุ แต่อย่าลืมว่าการที่จะใช้เส้นทางร่วมกับรถไฟ นั่นคือ “รางรถไฟ” มันเป็น “ทางของรถไฟ” การที่คุณจะใช้รางรถไฟชั่วเสี้ยววินาทีในการขับรถผ่านไป คุณต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ “ตาต้องดู หูต้องฟัง เท้าต้องเบรก” เพราะรถไฟไม่ใช่ขบวนเล็ก ๆ และเวลาที่รถไฟวิ่งก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเสียง เราสามารถได้ยินเสียงรถไฟก่อนจะเห็นขบวนรถด้วยซ้ำ

ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่จะตัดหน้ารถไฟ เพราะปกติไม้กั้นอัตโนมัติไม่ได้มีไม้อย่างเดียว แต่มันมีเสียงสัญญาณเตือนและไฟสัญญาณเตือนด้วย ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณต้อง “หยุด” เมื่อมีกำลังจะมีรถไฟตัดผ่าน

นั่นเท่ากับว่าต่อให้ทางลักผ่าน ทางตัดผ่านร่วมจะมีไม้กั้นอัตโนมัติ ไม่ว่าจะแบบกั้นเต็มถนนหรือกั้นไม่เต็มถนน จะมีไฟสัญญาณเตือน จะมีเสียงสัญญาณเตือน หรือจะมีอะไรที่ล้ำสมัยกว่านั้นก็ตามแต่ ก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ ถ้าคุณไม่ระวังเวลาจะใช้ทางร่วมกับรถไฟ โดยเฉพาะการ “ไม่หยุด” ให้รถไฟผ่านไปก่อน เรื่องวินัยจราจรจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมาก เพราะกฎจราจรไม่ได้มีไว้เพื่อจัดการการจราจรให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพียงอย่างเดียว แต่กฎจราจรทำหน้าที่ปกป้องชีวิตคุณให้ปลอดภัยด้วย

ข้อมูลความเร็วรถไฟจาก Facebook.com : Trainlism รถไฟลิซึ่ม