สัปดาห์ที่แล้วขณะที่กำลังนั่งตอบอีเมล ส่งอีเมล ด้วยความเมามัน บอสใหญ่แห่งต้นคิด คุณธีรพัฒน์ (@ComTheerapt แอคเคาท์ทวิตเตอร์) ก็ทักขึ้นมาว่า “เห็นคนนี้…โพสต์ในทวิตเตอร์รึยัง” ด้วยความที่งานการกำลังรุงรัง เปิดทวิตเตอร์เช็กข่าวแบบผ่าน ๆทำให้ไม่ได้เห็น “โพสต์ดังกล่าว” และยังบอกกับบอสธีรพัฒน์ไปด้วยว่า “เอาเข้าจริงแล้วมันควรจะอยู่บนหน้าฟีดแหละ แต่ทุกวันนี้ อัลกอริทึม ทำให้เราเห็นเฉพาะคนที่เรามีปฎิสัมพันธ์ หรือคนที่เราคลิกเข้าไปดู Thread หรือแอคเคาท์ที่เราชอบดูทุกวัน มากกว่าจะได้เห็นโพสต์ของคนที่ Follow เรา และเรา Follow เขากลับเสียอีก” พอจบประโยค บอสที่เคารพซึ่งเป็นคนมาจากโลกยุค 80 ถึงกับบ่นว่า “ไอ้เจ้าอัลกอริทึมนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว” (ฮา)
ใช่ค่ะ เจ้าอัลกอริทึม ที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI- Artificial Intelligence) ชักจะเอาใหญ่แล้วจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มีโอกาสชมสารคดีของ Netflix เรื่อง “The Social Dilemma” จากคำแนะนำของ @iwhale (แอคเคาท์ทวิตเตอร์ของคุณปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Kapook.com) สิ่งที่อยู่ในภาพยนตร์สารคดี The Social Dilemma นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เป็นเรื่องที่หลายคนรู้อยู่แล้ว และมีบทความทางด้านไอทีและจิตวิทยา พูดถึงการเสพติดโซเชียลมีเดีย โลกคู่ขนานที่เต็มไปด้วยห้องของเสียงสะท้อน ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเพื่อให้ได้เห็นแต่สิ่งที่อยากเห็น ให้ได้ชมแต่สิ่งที่อยากชม โลกของการนำเสนอเฟกนิวส์ ที่เร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่าในทวิตเตอร์
แม้กระทั่งวิธีคิดที่ว่าทำไม่เวลาเราเลื่อนฟีดข่าวหรือเนื้อหาในหน้า Timeline ของตนเองต้องเป็นการใช้นิ้วสไลด์หน้าลงมา ซึ่งในสารคดีได้เฉลยเอาไว้แล้วว่าเป็นการทำงานร่วมกันของวิศวกรผู้ออกแบบกับลักษณะทางจิตวิทยา โดยนำไปเปรีบเทียบกับ คันโยกของ “สล็อตแมชชีน” เจ้าโจรแขนเดียว ที่พร้อมจะปล้นคุณได้ตลอดเวลา เพราะการโยกคันโยกสล็อตแมชชีน ในแต่ละครั้งคุณจะได้พบกับความตื่นเต้น (ที่มากับความโลภ) ทุกครั้งไป เช่นเดียวกับวิธีการเลื่อนลง เพื่อดูฟีดข่าวที่จะมีเรื่องราวใหม่ ๆ มานำเสนอคุณทุกครั้งทำให้คุณเสพติดความรู้สึกตื่นเต้นดังกล่าวจนไม่สามารถหยุดเลื่อนฟีดได้
ที่เล่ามานั้นเป็นเพียงตัวอย่างเนื้อหาที่คุณจะได้รับทราบข้อมูลจาก The Social Dilemma เนื้อหาเต็มของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ที่มีความยาว 1ชั่วโมงกับอีก 30 นาที น่าจะทำให้คุณไม่อยากจับโทรศัพท์ไปสักพักเลยทีเดียว แต่ที่น่าจะเอามาคุยกันได้เลยแม้ไม่ต้องดูสารคดีเรื่องนี้เห็นจะเป็นเรื่องของ “อัลกอริทึม” ในโซเชียลมีเดีย ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมันสามารถคิดแทนเราได้ไปแล้ว เพราะมันไม่ใช่แค่ ฟีดข่าวที่ถูกเลือกมาเฉพาะที่เราสนใจ เฉพาะที่เราเคยคลิกเข้าไปดูสินค้าบริการ ที่เราเคยใช้ผ่านทางโซเชียลมีเดีย จะถูกฟีดข้อมูลมาให้เราเห็นทุกวัน ทุกวัน จนเราต้องใจอ่อนกดเข้าไป แม้กระทั่งรีวิว ที่มากับการซื้อสินค้าหรือบริการที่ทำให้เราเชื่อว่าสินค้าหรือบริการนั้นดีจริง ๆ ทั้งที่เรายังไม่เคยได้ทดลองใช้ ไม่เคยเข้ารับการบริการ แต่เจ้าอัลกอริทึม ยัดข้อมูลมาให้จนเราเชื่อมันจนได้
ไม่เพียงเท่านั้น โลกของเราในโซเชียลมีเดีย กลายเป็นโลกที่เราเห็นแต่ความคิดเห็นที่เหมือนกับเรา เห็นแต่ภาพที่เราอยากเห็น คนไหนเราไม่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย เจ้าอัลกอริทึมก็ผลักเขาออกจากความเป็นเพื่อนไปให้เสร็จสรรพ แบบนี้แล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น เรื่องไหนที่มีการใช้ Propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) เพื่อให้เราคล้อยตาม… มันยากอยู่นะคะที่เราจะอยู่ในโลกแบบนี้ เพราะการรับข้อมูลข่าวสาร หรือการถูกปิดกั้นข่าวสารเพราะมีระบบจัดการจาก อัลกอริทึม ทำให้เราอยู่ในโลกที่หาความจริงไม่เจอ อยู่ในโลกที่ใครเห็นแย้งเราจะคิดว่าเขาไม่มีความรู้ เราซิรู้มากกว่าเขาเสียอีก
อย่างเราท่านที่เกิดมาในยุคก่อนจะมีอินเทอร์เน็ต อาจจะมีผลกระทบอยู่บ้างน่าจะพอเอาตัวรอดได้ ในการพิจารณาข้อมูลข่าวสาร (ใครที่พิจารณาไม่ได้ก็ปล่อยให้แก่ไปตามสภาพแล้วกัน) แต่เด็กหรือเยาวชนรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียกลับน่ากังวลกว่า เพราะพวกเขาโตมาโดยที่ต้องรับรู้เนื้อหาที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เข้าใจผิด ความรู้ที่ไม่ได้มาจากความรู้จริง ๆ กลายเป็นสิ่งที่สร้างความขัดแย้งระหว่างเจเนอเรชันอย่างไม่ต้องสงสัย
ปัญหาแบบนี้ยากจะแก้ไขนะคะ เพราะผู้คนคุ้นเคยกับชีวิตแบบนี้ไปแล้วในการรับข้อมูลข่าวสาร และเป็นความคุ้นเคยที่มีมามากว่า 10 ปี หนทางที่แก้ไขได้คือผู้พัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ที่ต้องออกมารับผิดชอบร่วมกัน ในการควบคุมระบบอัลกอริทึม บนแพลตฟอร์มตนเอง แต่เหนืออื่นใดคำกล่าวของ “Tristan Harris” (อดีตผู้ออกแบบการใช้แพลตฟอร์มอย่างมีจริยธรรมของ Google) กล่าวเอาไว้ในช่วงหนึ่งของ “ทุกคนมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจนไม่เห็นความจริง” ….. เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเราจะปล่อยให้เจ้า “อัลกอริทึม” มาครอบงำเราอยู่ต่อไปอีกหรือไม่คะ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า






























