
แม้ว่าหลายประเทศปลดล็อกให้สามารถโดยสารเครื่องบินได้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังหวั่นใจว่าการอยู่ในพื้นที่จำกัดบนเครื่องบินจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่ หากบังเอิญว่ามีใครไอหรือจามขึ้นมาในระหว่างการเดินทาง
แต่รู้หรือไม่ว่า ความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่หลายคนกังวลนั้น เผลอ ๆ จะน้อยกว่าการอยู่ในที่สาธารณะอื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ
หากย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่มีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 328 คน ติดเชื้อ COVID-19 โดยมีต้นตอมาจากเที่ยวบินที่ผู้โดยสาร 12 รายแสดงอาการว่าติดเชื้อนั้น ปรากฏว่าจากการตรวจสอบผู้โดยสารทั้งหมดรวมถึงลูกเรือของสายการบินในเที่ยวบินนั้น กลับไม่พบว่าคนอื่นติดเชื้อเลยแม้แต่คนเดียวนอกจาก 12 คนดังกล่าว
นั่นหมายความว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจนกลายเป็น 328 คนนั้น มีที่มาจาก 12 คนบนเครื่องที่มาแพร่เชื้อต่อให้กับผู้อื่นหลังจากลงจากเครื่องมาแล้ว
อากาศบนเครื่องสะอาดกว่าที่คิด!
สาเหตุที่อัตราการติดเชื้ออยู่ในระดับต่ำเป็นเพราะว่าอากาศภายในเครื่องบินจะมีการแทนที่ด้วยอากาศบริสุทธิ์และหมุนเวียนใหม่ทุก 2-3 นาที และเครื่องบินส่วนใหญ่จะมีระบบกรองอากาศแบบ HEPA (High Efficiency Particulate Air) ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกรองอากาศสูงกว่าปกติด้วยเส้นใยไฟเบอร์กลาส จึงสามารถกรองหรือดักจับเชื้อโรค ทั้งไวรัสและแบคทีเรียได้สูงถึง 99.97 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และเป็นระบบกรองอากาศแบบเดียวกับที่ใช้ในโรงพยาบาล
Howard Weiss นักชีวคณิตศาสตร์ ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแพร่กระจายของเชื้อโรคระหว่างโดยสารเครื่องบิน ระบุว่าเมื่อผู้โดยสารที่ติดเชื้อเกิดไอหรือจามขึ้นมา สารคัดหลั่งที่เป็นละอองขนาดใหญ่จะร่วงลงสู่พื้น ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ ขณะที่ละอองฝอยขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในห้องโดยสารจะถูกกำจัดโดย HEPA ฟิลเตอร์ ทำให้อากาศบนเครื่องบินอาจจะบริสุทธิ์กว่าอากาศในบ้านหรือที่ทำงานเสียด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ โอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคภายในห้องโดยสารบนเครื่องบินจึงต่ำมาก เพราะสารคัดหลั่งส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ มักเป็นการสัมผัสกับสารคัดหลั่งขนาดใหญ่ สอดคล้องกับสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association) ที่ระบุว่าบางทีโอกาสติดเชื้อในห้องโดยสารบนเครื่องบินอาจจะต่ำกว่าในสภาพแวดล้อมที่เป็นห้างสรรพสินค้าหรือในที่ทำงาน
ขึ้นเครื่องบินให้ระวังเรื่องการสัมผัส
แม้จะวางใจได้ว่าอากาศภายในห้องโดยสารสะอาดปลอดจากเชื้อโรค เพราะมีการหมุนเวียนของอากาศอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ควรระมัดระวังเรื่องความสะอาดให้มากขึ้น เมื่อต้องสัมผัสกับพื้นผิวต่าง ๆ
Charles Gerba อาจารย์ด้านไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ซึ่งทำการศึกษาเรื่องเชื้อโรคบนเครื่องบิน ระบุว่าประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคบนเครื่องบินได้นั้นขึ้นอยู่กับผู้โดยสารที่นั่งอยู่ติดกัน และพื้นผิวต่าง ๆ ที่มีการสัมผัสมากที่สุด จึงควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะถาดวางอาหารหลังพนักพิง ซึ่งเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคมากที่สุด ซึ่งพบว่ามีทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่, เชื้อ Norovirus ที่ทำให้ท้องเสีย และเชื้อ Parainfluenza virus ที่ทำให้เกิดการติดเชื่้อในระบบทางเดินหายใจ หากไปสัมผัสแล้วนำมือมาขยี้ตา หรือสัมผัสจมูก และปาก จึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นจึงควรล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า หรือสวมหน้ากากอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคต่่าง ๆ ซึ่งรวมถึง COVID-19 ด้วย
ที่มา : insider.com / iranpress.com






























