
สวัสดีเช้าวันเสาร์ช่วงหยุดยาว 4 วัน เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยอาการตกใจสุดขีด เพราะฝันว่ากำลังหนีคนตามฆ่า!!! ไม่งงเลยใช่ไหมว่าทำไมถึงฝันแบบนี้ ชอบไง ชอบดูแต่อะไรที่เป็นแนวฆาตกรรม ก็เลยเก็บเอาไปฝันบ่อย ๆ เมื่อคืนก็เช่นกัน เพราะซีรีส์เรื่องนี้เลยที่ทำให้มีคนตามมาฆ่าถึงในฝัน
ซีรีส์เรื่องที่ว่าเป็นซีรีส์จากแดนมังกร “Sisyphus 2020” ชื่อไทยว่า “โกงความตาย” เอาเป็นว่าเรื่องลักษณะนี้อาจไม่ค่อยถูกใจคนกลัวผี เรื่องนี้ไม่มีผีนะ มีแต่ผู้ชาย เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเขาดี “ลู่หาน” อดีตเมมเบอร์หน้าหวานแห่งจักรวาลเอ็กโซ (EXO) วงไอดอลบอยแบนด์ที่เต็มไปด้วยผู้ชายหล่อ ต้นสังกัดคือ SM Entertainment ที่แม้ว่าจะจบกับทางค่ายไม่สวยเท่าไร (ของดพูดถึงกรณีพิพาท) แต่ลู่หานเกอเก้อก็กลับมาเป็นนักแสดงอย่างเต็มตัวที่บ้านเกิดตัวเอง
Sisyphus 2020 เป็นเรื่องราวของคุณตำรวจคนหนึ่งที่ชื่อว่า “จางไห่เฟิง” เขาขอพักงานตำรวจ (แต่ไม่ได้ลาออก) นานถึง 2 ปี เพราะยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียลูกสาวที่ส่วนหนึงเป็นความผิดของเขา เขาใช้ชีวิตแบบซังกะตาย จมอยู่กับอดีต ไม่ทำอะไรที่มันดีกับชีวิต จนกระทั่งเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่ง ผู้ที่ให้หลักฐานใหม่ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของเขาไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา จิตวิญญาณของตำรวจที่มีอยู่เต็มตัวจึงทำงานอัตโนมัติ เขาไล่ล่าความจริงจนถูกคนร้ายยิงตาย
สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ เขาตื่นขึ้นมาจากความตายโดยย้อนอดีตได้ โชคชะตาเริ่มให้เขาย้อนไปช่วงเวลาก่อนจะเกิดเรื่อง เขาจึงต้องพยายามสืบหาความจริงไปพร้อม ๆ กับแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เขาต้องรักษาชีวิตคนไว้ให้ได้ และหนึ่งในผู้ที่เขาต้องรักษาไว้ก็คือลูกและภรรยาของเขา
จะบอกว่าเรื่องนี้ผูกเรื่องได้สนุกมาก ถึงจะย้อนอดีตไปมา แต่ดูแล้วไม่งง มีปริศนาชวนสงสัยทุกซีน มีเหตุการณ์ให้ลุ้นได้ทุกตอน เรื่องไม่น่าเบื่อ แถมการย้อนอดีตของเขาก็ต้องแลกมาด้วยความตาย ทุกครั้งที่ตายเขาจะได้ย้อนเวลาไปในช่วงที่ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขปริศนาทุกอย่าง ฆาตกรต่อเนื่องคือใคร ทำไมถึงได้จ้องจะเอาชีวิตเขาและคนรอบตัว ยิ่งย้อนเวลาก็ยิ่งเข้าใกล้ความจริง สุดท้ายเขาอาจได้พบกับความจริงที่คาดไม่ถึงก็ได้
อ้อ! ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์จีน ใครที่คิดจะดูเพื่อฝึกฟังภาษาจีน แต่พื้นฐานยังไม่แข็งแรงไม่แนะนำ เพราะพูดกันเร็วมาก เร็วแบบที่อ่านซับไทยยังไม่ทันเลย แถมสำเนียงค่อนข้างจะฟังยาก มีหลายคำที่พอพูดเร็วแล้วถูกรวบเป็นคำเดียว จึงไม่เหมาะกับการฝึกฟัง แต่ฝึกอ่านได้อยู่ เพราะมีซับภาษาจีนขึ้นมาให้ด้วย ส่วนใหญ่คำศัพท์ไม่ยาก เป็นศัพท์พื้นฐานซะเยอะ ติดแค่มันวิ่งเร็วมากตามเสียงพูดของคน
อย่ารักงานจนลืมครอบครัว
มีคนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียครอบครัวดี ๆ ไป เพียงเพราะ “ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัว” เช่นเดียวกับคุณตำรวจจางไห่เฟิง ที่ต้องสูญเสียทั้งลูกสาวสุดที่รักและภรรยาที่แสนดี ทุกครั้งที่ภรรยาโทรหา จะต้องได้ยินคำว่า “ขอโทษนะ ผมไปไม่ได้” อยู่เสมอ แรก ๆ ภรรยาก็พอจะทำความเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะหน้าที่ของตำรวจที่ดี จนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้นกับลูกสาว เขาก็มาช่วยลูกไม่ทัน นั่นจึงถึงจุดสิ้นสุดความอดทนทั้งหมดทั้งมวล
ทุกวันนี้ทั้งงานและะเงินมันหายาก เรา ๆ เข้าใจดี หลายคนจึงพยายามดิ้นรนทำงานให้หนักเพื่อให้ยังมีงานทำมีเงินใช้ และหาทั้งเงินอย่างน้อยที่สุดคือให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้ คือ การให้ความสำคัญกับครอบครัว เพราะคนที่บ้านก็มีหัวใจ ซึ่งคนทำงานวัยเรา ๆ คนที่รออยู่ที่บ้านก็หนีไม่พ้นคนแก่ (พ่อแม่) กับเด็ก (ลูกหลาน) ที่ขี้ใจน้อยกันทั้งคู่ คนที่พอจะพูดรู้เรื่องก็มีแต่สามีหรือภรรยา แต่ความรู้สึกที่ไม่มีตัวตน ไม่มีความสำคัญ มันกัดกินใจรุนแรงนะ ถ้าเล่นอุทิศทุกลมหายใจเพื่องานขนาดนั้น
เราต่างมีครอบครัวเดียว (อย่าพยายามมีโลก 2 ใบเลย) จงรักและให้ความสำคัญกับพวกเขาดี ๆ งานเมื่อไม่มีเรา เขาก็หาคนใหม่มาทำ แต่สำหรับครอบครัว เรามีเพียงคนเดียว และก็หาใครแทนไม่ได้ กลับกัน ครอบครัวก็ยากที่จะหามาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ จริง ๆ ก็หาได้แหละ แต่มั่นใจแค่ไหนว่าจะไม่ซ้ำรอยเดิม และไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอที่เป็นตัวแปรสำคัญให้ครอบครัวพัง
อย่าจมอยู่กับอดีต ที่กลับไปแก้ไม่ได้อีกแล้ว
แต่คุณตำรวจจางไห่เฟิงดันกลับไปแก้ได้นี่สิ (อุ๊ปส์) การจมอยู่แต่กับอดีต จมอยู่กับความผิดพลาด จมอยู่กับความรู้สึกผิดจนไม่เป็นอันทำอะไรใหม่นั้นไม่มีอะไรดีเลย นอกจากจะแก้ไขอดีตไม่ได้แล้ว เรายังทำลายอนาคตด้วย นิยามหนึ่งของชีวิตก็คือ เราต้องไม่หยุดเดินนาน มันก็มีแหละที่คนเราต้องการหยุดพัก ไม่ว่าจะเหนื่อย จะรู้สึกผิด จะท้อ จะเสียใจ หรือจะอะไรก็ตามแต่ แต่เราไม่ควรจะหยุดนาน เพราะเวลาไม่เคยหยุดเดิน และทุกวินาทีมีความหมาย
อดีตก็คืออดีต ผ่านไปแล้วจบไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะคร่ำครวญถึง สิ่งที่ควรทำคือไปต่อ จะไปทางไหนก็ได้ ไปให้พ้นจากที่เดิม เพราะชีวิตเราจะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้ใช้ทุกวินาทีก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเราก็คงไม่รู้หรอกว่าทางนั้นจะพาเราไปไหน (แต่มีบทเรียนแล้วนี่) แรก ๆ อาจจะยากกับการรวบรวมกำลังกายกำลังใจเพื่อไปต่อ แต่สุดท้ายเราจะอยู่กับมันได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนที่เคยเป็น
อย่ามองแต่ข้อเสียคนอื่น และอย่ามองข้ามข้อเสียตัวเอง
เป็นคำสอนที่มาจากนิทานที่ผู้เป็นพ่อเล่าให้ลูกสาวฟังก่อนนอน จากรายละเอียดของเรื่องในตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าคำพูดนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะคลี่คลายเรื่องหรือเปล่า แต่ที่ยกมาเพราะชอบ ทำให้นึกถึงสำนวนไทยที่ว่า “โทษคนอื่นเท่าภูเขา โทษเราเท่าเส้นผม” อันที่จริง การโทษทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเอง เป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอดปกติของมนุษย์ (มีทฤษฎีทางจิตวิทยา) อยู่ที่ว่าใครจะเห็นโทษของตัวเองได้ใหญ่กว่าเส้นผมหรือเปล่าเท่านั้นเอง
คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยถือโทษโกรธตัวเองเวลาผิดพลาดในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เราอาจต้องสังเกตตัวเองดูว่ากับเรื่องเดียวกัน เรามองความผิดคนอื่นคอขาดบาดตายแค่ไหน ถ้าถึงขั้นที่จ้องจับผิดเพื่อจิกกัด เหน็บแนม ประชดประชัน เพื่อทำลายเขาล่ะก็ ก็เข้าทำนองที่ว่าแล้วแหละ ปรับมุมมองตัวเองด่วน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป
คนเราทุกคนเป็นสีเทา เทาเข้มเทาอ่อนก็ว่ากันไป เหมือนเหรียญที่มี 2 ด้าน คนก็มี 2 มุม จะดีจะชั่วอยู่ที่ว่าจะหันด้านไหนให้ใครเห็น ฉะนั้น การจะตัดสินใครในทันทีว่าเขาเป็นคนดีคนไม่ดี แบบนี้ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างมาประกอบ เขาทำไปทำไม ทำเพราะจำเป็น หรือทำเพราะสนองความต้องการของตัวเองที่ควบคุมไม่ได้ พิจารณาหลาย ๆ อย่างนะจ๊ะ
ถือว่าเป็นซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน ฆาตกรรมที่ให้ข้อคิดดี ๆ เกี่ยวกับชีวิตเยอะเลย จริง ๆ ชีวิตคนเราเรื่องรักโลภโกรธหลงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครละทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่อยู่ที่ว่าใครจะจัดการตัวเองยังไง ได้มากน้อยแค่ไหนมากกว่า เรามีชีวิตกัจำกัดแค่ชีวิตเดียว แถมเป็นชีวิตที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอายุขัยจะสิ้นสุดวันสุดท้ายเมื่อไร ใช้ทุกวันให้มีประโยชน์และคุ้มค่ากับตัวเองที่สุดละกันเนอะ
แต่วันสุดท้ายของช่วงหยุดยาวอยู่ไม่ไกล เวลาเดินเร็วมาก ใช้เวลานี้ให้คุ้มค่า ทำในสิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำให้มากที่สุด อย่างเช่น นอน เป็นต้น ^_^






























