ตอนที่คุณอายุ 20 ปี คุณทำอะไร อยู่ที่ไหนเหรอ?
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนที่เข้ามาอ่านความบ้าผู้ชายขั้นสุดในคอลัมน์นี้ส่วนใหญ่เป็นช่วงวัยไหน บางคนอาจจะเลย 20 ไปแล้ว (ใช่ เลยมาแล้ว TT) บางคนอาจจะ 20 ปีบริบูรณ์พอดีในปีนี้ (เกิดปี 2000 เลขสวยนะเนี่ย) หรือน้อง ๆ หลาย ๆ คนก็กำลังวางแผนชีวิตของตัวเองในวัย 20 ปีอยู่ก็ได้
แล้วทำไมช่วงอายุ 20 ปี ถึงเป็นช่วงที่คนวางแผนชีวิตล่ะ? ใช่แล้ว เพราะมันเป็นอายุที่แสดงให้เห็นว่า “เป็นผู้ใหญ่ตามกฎหมาย” หรือที่เรียกกันว่าบรรลุนิติภาวะนั่นแหละ วัยที่สามารถตัดสินใจทำอะไรเองได้โดยที่เขาจะไม่ถามหาผู้ปกครอง เป็นเหตุให้ชีวิตบางคนเปลี่ยนไปแบบหลังมือเป็นหน้ามือ แค่อายุ 20 ก็กลายเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ โดยสมบูรณ์ ตัดภาพไปที่อีกหลาย ๆ คนที่อาจจะผ่านอายุ 20 มาแล้วหลายปี มีงานมีการทำ แต่ก็ยังใช้ชีวิตไม่ต่างจากตอนม.ปลายเท่าไร และมองคนที่อายุเท่ากันว่า “ทำไมเขาดูโตจัง (วะ)?”
กลับมาที่ซีรีส์ ถ้าพูดถึงอายุ 20 มาสามย่อหน้าแบบนี้มันก็ต้องเกี่ยวกับอายุ 20 นั่นล่ะ เพราะซีรีส์ “Twenty Twenty” ที่จะพูดถึง เป็นเรื่องราวชีวิตวัย 20 ปีของคน 3 คน (หลัก ๆ ชาย 2 หญิง 1) ทั้ง 3 อายุเท่ากัน เรียนคณะเดียวกัน แต่แนวทางชีวิตต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ชายหนุ่มคนแรกมีบาดแผลจากครอบครัว ทำให้เขาดูเป็นคนเย็นชา จิตใจหม่นหมองอยู่ตลอด เรียนบ้างโดดบ้าง ทำกิจกรรมพอเป็นพิธี แต่ไม่ได้เหลวแหลกไม่เอาอิฐเอาปูน เพราะก็ยังหันมาเอาดีในสิ่งที่ตัวเองชอบ ซึ่งก็คือ “ดนตรี”
ชายหนุ่มอีกคนดูทรงเป็นลูกคนมีหน้ามีตา เรียนดีกิจกรรมเด่น เป็นหัวหอกในการทำกิจกรรมของชั้นปีอยู่เสมอ ไปไหนมาไหนคนรู้จักทั้งเพื่อน ๆ และรุ่นพี่ แต่มักจะทำตัวเป็นเงาของหญิงสาวที่เขาคิดไม่ซื่อ หญิงสาวที่ชีวิตมืดมนสุดอะไรสุด
ความมืดมนของหญิงสาวที่ว่านั้น ชีวิตเธอไม่เคยได้ก้าวออกจากเส้นที่แม่ขีดไว้ ไปรับไปส่งที่มหาวิทยาลัยทุกวัน ไม่เคยได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ไม่มีสังคม (นอกจากชายหนุ่มที่ตามช่วยเหลือเป็นเงา) เพราะคุณแม่บอกว่าทำตัวแบบเด็กพวกนั้นมันไร้สาระ จะไปไหนต้องขออนุญาต และกลับบ้านตามเวลาที่กำหนด ต้องเรียนเก่งกว่าคนอื่น 10 เท่า ต้องฝึกงานที่นี่แม่หาให้แล้ว ต้อง ๆๆ ทำทุกอย่างที่แม่กำหนด
ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเว็บดราม่า คะแนนความปังเทไปที่ความน่ารักใส ๆ ของชีวิตมหาวิทยาลัย บางอย่างก็แบบ เออ ๆ เคยทำเหมือนกัน บางอย่างก็เราเคยทำอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ (โชคดีที่ย้อนไปไม่นานเท่าไร) พระเอกพระรองหล่อกรุบ ๆ ใสมากมาย โดยเฉพาะพระเอก “คิมอูซอก” ที่ข้ามมาเดบิวต์เป็นนักแสดงเรื่องแรก หลังจากที่โลดแล่นอยู่ในวงการไอดอลมานาน ส่วนพระรอง “พัคซังนัม” ก็หาได้เป็นรองไม่ มาในแนวหล่อละมุน เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อแต่แสนดีของนางเอก แต่แสนดีเกินไป อยู่ใน Friend Zone ก็พอนะจ๊ะ
ส่วนนางเอกก็สวยนะ เธอคือ “ฮันซองมิน” หลายคนอาจจะรู้สึกคุ้นหน้าแต่ไม่คุ้นชื่อ เพราะหน้าตาเธอนั้นดูเหมือนลูกผสมระหว่าง เจนนี่ Blackpink จากค่าย YG Entertainment กับ ซอลลี่ อดีตสมาชิก f(x) ผู้ล่วงลับจากค่าย SM Entertainment แต่เสน่ห์ของเธอเป็นเอกลักษณ์ดี แสดงดีด้วย
มันอาจเป็นชีวิตปกติของคนอื่น แต่ฉันไม่คุ้นเคย
จะรู้สึกได้เลยว่าชีวิตของหญิงสาวไม่ใช่ชีวิตใน “กรอบ” ที่แค่ก้าวออกไปไม่ได้ แต่เป็นชีวิตใน “กล่อง” ที่มองไม่เห็นโลกข้างนอกเลยด้วยซ้ำ เพราะด้านทั้ง 6 ถูกปิดทึบ ทุกอย่างถูกบัญชามาจากแม่ ตอนแรกที่ทำเพราะความเคยชิน จากการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดู แต่เมื่อโตขึ้น สังคมที่เจอก็ใหญ่ขึ้นเป็นธรรมดา ผู้คนร้อยพ่อพันแม่มาจากส่วนไหนของโลกบ้างก็ไม่รู้ สิ่งที่คุ้นเคยมันอาจจะทำให้เราแปลกในสายตาชาวโลก ความรู้สึกกดดันมาโดยไม่รู้ตัว มีเหรอที่เห็นคนรอบข้างได้ทำในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้แล้วจะไม่อยากลองทำในสิ่งที่คนอื่น ๆ เขาทำได้ดู
จริง ๆ เธอเองก็เริ่มขัดขืนแล้วนะ เพราะเธอคิดว่าชีวิตของเธอที่เธอจะต้องอยู่กับตัวเองไปจนตาย เธอควรจะลิขิตเอง ความกดดันที่มีไม่ได้ทำให้รู้สึกมีความสุข แถมยังทุกข์ทรมานจะตายไป สิ่งที่คนอื่นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์บนโลกทำได้ แต่ตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ ที่นี้ก็ต้องลองดูเรื่องราวต่อไปว่าชายหนุ่มคนหนึ่งที่ได้แต่ช่วยเหลือ กับอีกคนหนึ่งที่อาจจะพาเธอออกมาจากตรงนั้น ความสัมพันธ์จะเป็นยังไงต่อไป
ทำเพื่ออนาคตลูก หรือทำเพราะสนองในสิ่งที่ตัวเองเคยอยากทำแต่ทำไม่ได้
เห็นบ่อยมาก ๆ ในสังคมไทย (ที่อื่นไม่รู้ แต่ต้องมีแหละ) ที่บังคับและขีดเส้นชีวิตให้ลูกว่าต้องทำแบบนั้นต้องไม่ทำแบบนี้ โดยอ้างว่าก็เพราะหวังดี เพื่อตัวของลูกเอง บังคับให้เรียนสายวิทย์ บังคับให้สอบเข้าที่นั่นเรียนที่นี้ ลูกต้องเรียนหมอ ลูกต้องรับราชการ บลา ๆ ซึ่งไอ้ที่พยายามจะให้ลูกทำทั้งหลาย ส่วนหนึ่งมาจากปมของตัวเองที่อยากทำ ณ ตอนนั้นแต่ทำไม่ได้ แค่เห็นลูกได้ทำก็มีความสุขงั้นสิ เดี๋ยวก่อนนะคะ เคยถามลูกสักคำไหมว่าเขาอยากจะทำอะไรแบบนั้นหรือเปล่า เขาต้องอยู่กับสิ่งที่ถูกบังคับไปตลอดชีวิต มันใช่เหรอ
ชีวิตคุณกับชีวิตลูกคือคนละคนคนละชีวิตกันนะคะ คุณชอบไม่ได้หมายความลูกคุณต้องชอบ ไปบังคับให้เขาเป็นในสิ่งที่คุณอยากให้เป็น คิดให้ดี ๆ คุณมีความสุขกับน้ำตาลูกได้จริง ๆ เหรอ ถ้าคุณอยากให้เขาทำ คุณแค่วางแนวทางไว้แล้วดูว่าเขาจะเดินตามไหมก็พอ ถ้าเขาไม่เดินตามก็แปลว่าเขาไม่อยากทำ และคุณควรยอมรับในสิ่งที่เขาเลือกเขาตัดสินใจสนับสนุนทางที่เขาเลือก ถ้าผิดพลาดคุณมีหน้าที่ซัพพอร์ตทางจิตใจ ซึ่งเขาต้องรับในสิ่งที่เขาเลือกเองเหมือนกัน
ชีวิตวัยรุ่นก็มีอยู่แค่นี้ ใช้ซะ!
สิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกแย่เมื่อเวลาผ่านมาแล้วก็คือ “เสียดายจัง ตอนนั้นน่าจะ…” หรือ “รู้งี้ ตอนนั้น…ดีกว่า” ทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยคำว่า “ตอนนั้น” ที่ตอนนี้กลับไปทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว บางคนอาจจะโชคดีที่สิ่งที่อยากทำตอนนั้นมันเอามาทำตอนนี้ได้ แต่กับบางคน (หรือบางอย่าง) ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย ย้อนก็ไม่ได้ ทำเลยก็ไม่ได้เหมือนกัน นั่นแหละคือความรู้สึกว่า “พลาด” ของจริง ช่วงชีวิตวัยรุ่นมีอยู่ไม่กี่ปี หลังจากนั้นเราจะเป็นผู้ใหญ่ยาวไปจนตาย
เพราะงั้น ถ้าอยากเที่ยวก็เที่ยวเถอะ แก่กว่านี้ปวดขาปวดหลังเดินไม่ไหว อยากกินอะไรก็กินเถอะ อนาคตเกิดป่วยเป็นโรคที่กินอะไรไม่ได้ขึ้นมาคงทรมานแย่ อะไรที่อยากทำก็ทำซะตอนที่ร่างกายยังเอื้ออำนวย ส่วนทุนทรัพย์ก็อาจจะต้องขยันหาต่างกันไปตามที่ปรารถนา แต่อย่าลืมว่าอายุ 20 แล้ว แม้ว่าจะตัดสินใจทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ก็ต้องรับผิดและรับชอบตัวเองด้วยเหมือนกัน แยกแยะให้ออกว่าอะไรทำแล้วดี อะไรทำแล้วเดือดร้อนทั้งตัวเองและคนอื่น
ก็เหมือนกับได้ทบทวนตัวเองในวัย 20 อีกครั้งว่าทำอะไรที่มีประโยชน์กับตัวเองบ้าง อาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตคุ้มขนาดนั้น แต่ได้ประสบการณ์ทุกอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าพลาดอะไรสำคัญ ๆ สำหรับคนวัยนั้นไป จริง ๆ มันก็ไม่ได้แย่ มีผิดบ้างพลาดบ้างเป็นเรื่องปกติ แค่ประคับประคองตัวเองให้มานั่งทำงานอยู่ได้ทุกวันนี้ก็สุดยอดแล้ว ดังนั้นก็คงไม่ได้จำกัดแค่ตอนอายุ 20 หรอกว่าต้องวางแผนชีวิตตัวเองยังไง ควรจะวางในทุก ๆ วันที่ได้ลืมตาขึ้นมานั่นแหละ
ก็นะ คนเราไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไร อะไรที่ทำได้วันนี้ก็ทำไปเลยไม่ต้องรอ ลองนึกดูสิว่าถ้าเกิดเราตายวันนี้ แล้วยังไม่ได้ทำในสิ่งที่เราบอกว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยทำ” มันน่าเสียดายออกนะ ^_^






























