Home Trending Story Trend ในประเทศ Forgotten Baby Syndrome เมื่อการลืมเด็กในรถเชื่อมโยงกับสมอง!

Forgotten Baby Syndrome เมื่อการลืมเด็กในรถเชื่อมโยงกับสมอง!

ภาพจาก freepik.com

กรณี “ลืมเด็กในรถ” ที่เป็นข่าวกันอยู่บ่อย ๆ นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับรถรับ-ส่งนักเรียนเท่านั้น แม้แต่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองก็มักมีข่าวว่าลืมลูกในรถที่จอดทิ้งไว้ และส่วนใหญ่มักจะล็อกประตูไว้ด้วย จนบางครั้งทำให้เกิดความสูญเสียตามมา เนื่องจากเด็กไม่สามารถออกมาจากรถได้

นอกจากในบ้านเราแล้ว ต่างประเทศก็เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เช่นกัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่มีรายงานจาก NoHeatStroke.org ระบุว่าเมื่อปีที่แล้ว มีเด็กเสียชีวิตมากถึง 52 รายจากการถูกทิ้งไว้ในรถที่ร้อนระอุ

อย่างไรก็ตาม  “Forgotten Baby Syndrome” หรืออาการลืมลูกไว้ในรถนั้น ไม่ได้เกิดจากความเผลอเรอของผู้ปกครองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการทำงานของสมองด้วย

โดยดอกเตอร์ David Diamond นักประสาทวิทยาศาสตร์ และอาจารย์มหาวิทยาลัย University of South Florida ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ระบุว่า การทำงานส่วนความจำของสมองจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Prospective Memory กับ Semantic Memory

Prospective Memory เป็นส่วนที่ช่วยให้เราจำได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างตามที่วางแผนการเอาไว้ในอนาคต ขณะที่ Semantic Memory  เป็นส่วนที่เป็นความจำที่ทำทุกอย่างโดยอัตโนมัติเหมือนกับ “Autopilot” หรือระบบบินโดยอัตโนมัติของเครื่องบิน

ทั้ง Prospective Memory และ Semantic Memory จะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้เราสามารถทำในสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากกิจวัตรประจำวันปกติ อาทิ การแวะซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนเข้าบ้าน หรือแวะพาลูกไปส่งที่เนิร์สเซอรี่ ซึ่งต้องใช้ความจำสองส่วนร่วมกัน

ดังนั้น หากความจำส่วนใดทำงานบกพร่องด้วยปัจจัยบางอย่าง เช่น มีบางสิ่งมาทำให้เสียสมาธิ หรือเกิดความเครียด ก็อาจส่งผลให้หลงลืมบางอย่างได้ อาทิ แพทย์ลืมเครื่องมือผ่าตัดในร่างกายของผู้ป่วย หรือพ่อแม่ลืมเด็กไว้ในรถนั่นเอง

แม้ว่าระบบการทำงานของสมองจะเอื้อประโยชน์ให้เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสียเวลาจดจำว่าจะต้องทำอะไรทุกครั้งไปหากเป็นสิ่งที่ทำอยู่แล้วเป็นกิจวัตร แต่ก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าสมองของเราทำงานหลายอย่าง จนอาจทำให้หลงลืมบางสิ่งบางอย่างไปได้ และบางครั้งก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิตได้

ที่มา : consumerreports.orgnbcnews.com