5 เรื่องที่คนไทยไม่คุ้นเคย แต่ต่างประเทศเขาทำได้

ภาพจาก freepik.com

โลกของเรานั้นใหญ่มาก ทำให้แต่ละที่มีการใช้ชีวิต ค่านิยม วัฒนธรรม จารีตที่ไม่เหมือนกัน การที่เราได้ไปเจอกับสิ่งที่แตกต่างจากที่ที่เราคุ้นเคยอาจจะทำให้เกิดอาการงุนงงหรือตกใจได้ จึงจำเป็นอยู่เหมือนกันที่เราต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไว้บ้าง เพราะหลายสิ่งหลายอย่างคนไทยอาจไม่คุ้นเคย แต่เป็นเรื่องปกติและไม่ได้ผิดมารยาทอะไรในต่างประเทศ ก็คล้าย ๆ กับการที่คนต่างชาติรู้สึกแปลกใจและไม่เข้าใจกับพฤติกรรมธรรมดา ๆ ของคนไทยนั่นเอง แล้วมีเรื่องอะไรบ้างนะที่คนไทยไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

1. การงีบตอนกลางวัน

หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาใต้ มีวัฒนธรรมที่เรียกว่า “การนอนกลางวัน” (ห้ะ!) หรือซีเอสตา (Siesta) ใช่แล้ว! เป็นวัฒนธรรมเลย เราจึงมักเห็นร้านรวงต่าง ๆ ปิดกันหมดในช่วงบ่าย ประมาณบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น เพื่อให้ผู้คนกลับบ้านกลับช่องไปงีบเอาแรง รวมถึงคนทำงานทั่ว ๆ ไปก็สามารถงีบหลับกลางวันได้ทุกแห่ง เช่น เก้าอี้ทำงาน ใต้โต๊ะ ในรถ เป็นต้น แต่ปัจจุบันจะเหลืออยู่ไม่กี่ที่เท่านั้นที่ยังยึดมั่นวัฒนธรรมนี้อยู่อย่างเหนียวแน่น ด้วยเหตุผลของโลกทุนนิยม

วัฒนธรรมนี้ไม่ได้มีมาเล่น ๆ เหตุผลดั้งเดิมนั้นเป็นเพราะตอนบ่ายอากาศมันร้อนมากจนทำงานไม่ได้ (บ้านเราก็ร้อนนะ) ก็ไปนอนซะ หลัง ๆ มาเริ่มมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ คือหลังจากกินข้าวกลางวัน การตื่นตัวจะลดลงจนเกิดอาการง่วงนอน ซึ่งถ้าง่วงก็นอนเถอะ อีกทั้งยังมีงานวิจัยอีกว่า การงีบในตอนกลางวันนั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยังช่วยให้อายุยืนขึ้นได้อีกด้วย

2. การเดินกิน

การเดินกินอาหารกินเล่นอย่างลูกชิ้นปิ้ง หมูย่าง ที่ใส่มาในถุง หรือไอศกรีมไม่ใช่เรื่องแปลกในบ้านเรา (แต่อาจจะโดนดุบ้าง) แต่ถ้าเริ่มเป็นจานเป็นถ้วย ต่อให้เป็นกระดาษแบบพกพาได้ เราก็ต้องเริ่มหาที่นั่งแล้ว แต่ในบางประเทศ เราสามารถเจอคนที่เดินกินแบบจริง ๆ จังได้เลย ใช้ตะเกียบคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวจากถ้วยกระดาษในขณะที่ยังเดินไปด้วย ซึ่งก็ทำให้คนไทยเราเหวอได้เหมือนกัน เพราะเราถูกปลูกฝังให้นั่งกินเป็นที่เป็นทาง กินเสร็จก็หาที่ทิ้งให้เรียบร้อย บางบ้านเข้มงวดถึงขั้นที่ถ้าไม่ใช่ตามร้านอาหาร ต้องซื้อเอากลับไปกินที่บ้านเท่านั้น

ในบ้านเรา และยังมีอีกหลายที่เหมือนกันที่ถือว่าการเดินกินเป็นเรื่องที่ไม่สุภาพและไม่มีมารยาท แม้กระทั่งการดื่มน้ำจากขวดโดยไม่มีหลอดก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งยังรวมไปถึงเรื่องของความสะอาดและความปลอดภัย เพราะอาจจะหกเลอะเทอะ เดินสะดุดจนตะเกียบทิ่มคอ และเรื่องของการกำจัดขยะหลังกินเสร็จแล้ว

3. การกอดจูบในที่สาธารณะ

โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันตก การกอด การเอาแก้มชนกัน การจุ๊บกัน ถือเป็นการทักทายปกติ บางทีเราอาจเห็นคู่รักจูบดูดดื่มทักทายกันเลยก็มี ซึ่งการจูบกันกลางถนนก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด แต่จะมีกฎหมายห้ามการแสดงความรักที่เกินไปกว่านั้นในที่สาธารณะ คนบ้านเราจะไม่คุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้เท่าไร เพราะคนไทยมองว่าการแสดงความรักแบบนี้ควรจะไปแสดงออกในที่ส่วนตัวและลับตาคนมากกว่า เลยตกใจและไม่สะดวกใจเท่าไรนักเวลาเห็น ที่จริงแล้ว คนหัวสมัยใหม่ก็อาจจะตกใจนิดหน่อยเวลาเห็น แต่ถ้าเป็นคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ต้องอธิบายให้พวกท่านฟัง

4. การใช้เท้า

เป็นเรื่องที่ทำเอาคนไทยหลายคนถึงกับเหวอเลยทีเดียวกับ “การใช้เท้า” ในต่างประเทศ เราอาจเห็นคนยกเท้าขึ้นมาพาดไว้บนโต๊ะ ใช้เท้าเขี่ยของให้กัน หรือแม้แต่ใช้เท้าชี้นู่นนั่นนี่แทนมือ เป็นเพราะเขาไม่ค่อยถือเรื่องของการใช้เท้า โดยมองว่าเท้าก็เป็นอวัยวะในร่างกายเหมือนกับศีรษะนั่นแหละ เขาถึงสามารถใช้เท้าได้เป็นเรื่องปกติ แต่คนไทยจะถือมาก เนื่องจากเรามองว่าเท้าเป็นอวัยวะที่ต่ำกว่าอวัยวะอื่น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่ถือเรื่องการใช้เท้า ถึงเขาจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ดูไม่สุภาพและไม่เหมาะสมอยู่ดี

5. ไม่มีสายฉีดชำระในห้องน้ำ

อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้คนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศถึงกับทุกข์ใจอย่างหนัก เมื่อพบว่าไม่มีสายฉีดชำระในห้องน้ำ ทุกข์เบาไม่เท่าไร แต่ทุกข์หนักคือแทบจะร้องไห้ การเข้าห้องน้ำเพื่อปลดทุกข์ดูจะเป็นทุกข์กว่าเดิม อันที่จริง บางที่ในไทยก็เป็นส้วมแบบชักโครกที่ไม่มีสายฉีด (มีกระดาษชำระหรือไม่มีก็ได้) อย่างตามโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้า ส่วนห้องน้ำแบบนั่งยอง ก็จะมีตุ่มหรือถังน้ำพร้อมขันไว้ให้ใช้ล้างทำความสะอาด

เมื่อเจอแบบนี้ หลายคนจึงแก้ปัญหาด้วยการพกกระดาษชำระแบบเปียกติดตัวไว้ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่สะอาดเหมือนใช้น้ำล้าง แต่ก็มั่นใจกว่าการใช้กระดาษชำระบาง ๆ ธรรมดา ๆ หรือพกขวดน้ำไว้สำหรับจัดการกับธุระในห้องน้ำโดยเฉพาะ แต่ในบางประเทศ ห้องน้ำส่วนน้อยก็มีสายฉีดชำระให้เห็นบ้าง อย่างร้านสะดวกซื้อ ถือเป็นเรื่องที่โชคดีมากสำหรับคนที่เจอ