ประสบการณ์จากปี 40 “ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด”

คนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในช่วงปี 2534 และเรียนจบในปี 2538 จะมีประสบการณ์ผ่านการทำงานในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ หรือ “ต้มยำกุ้ง” 2540 เกือบทุกคน ยกเว้นบางคนที่เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งก็ต้องเจอกับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ลอยตัว เอาเป็นว่า First Jobber ในช่วงเวลานั้นรวมไปถึงตัวผู้เขียนด้วยได้เห็นและได้สัมผัสกับประสบกาณ์วิกฤติเศรษฐกิจมาด้วยตนเอง บางคนเจอหนัก บางคนอาจเจอแค่บาง ๆ หรือบางคนอาจจะไม่เจอะเจอเลย

สำหรับผู้เขียนเอง ช่วงปี 2540 คือการทำงานในสายสื่อมาได้เต็มตัว ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตนิตยสารในแบบบอกรับสมาชิก ช่วงปี 2539 บริษัทมีการร่วมทุนกับญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ทุกอย่างเหมือนจะไปด้วยดี ช่วงเวลานั้นไม่มีใครรู้เลยว่าข้างหน้ากำลังมีพายุใหญ่รออยู่ จนกระทั่งวันที่ธนาคารแห่งชาติประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ดูเหมือนพายุลูกแล้วลูกเล่าเข้าถล่มเศรษฐกิจของประเทศในเวลานั้นชนิดไม่มีใครได้ทันตั้งตัว

และในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ สิ่งที่ตามมาคือการรัดเข็มขัด และการรัดเข็มขัดสำหรับวงการสื่อคือข่าวร้าย เพราะนั่นหมายถึงมูลค่าของเม็ดเงินในวงการสื่อที่จะลดลงตามงบโฆษณา เวลานั้นมีนักข่าว บรรณาธิการข่าว คนจากวงการสื่อที่ทยอยว่างงานไม่ต่างจากพนักงานของสถาบันการเงินหรือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และแน่นอนว่าผู้เขียนเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย

ในเวลาดังกล่าวทางเลือกใหม่สำหรับคนในวงการสื่อที่มาจากสื่อสิ่งพิมพ์ ถ้าไม่ใช่ย้ายไปอยู่กับหัวหนังสือที่ใหญ่กว่า หรือย้ายไปทำงานกับเอเยนซี่ อีกทางเลือกหนึ่งคือการเข้าสู่แวดวงสื่อออนไลน์ที่กำลังเริ่มตั้งไข่ในเมืองไทย และผู้เขียนเลือกทางนี้ด้วยความสนใจส่วนตัว แม้ว่าในเวลานั้นยังไม่มีสื่อสังคมออนไลน์ google ยังไม่ใช่เสิร์ชเอนจิ้นที่สุดแสนฉลาดเหมือนในเวลานี้ ความสามารถที่เอาติดตัวไปนอกจากความสามารถในฐานะ Writer และ Translator แล้ว คือความพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับสื่อใหม่

ความร้อนแรงของสื่ออนไลน์ในเวลานั้น เริ่มต้นทุนต่างประเทศที่เข้าซื้อสื่อออนไลน์เจ้าหนึ่งด้วยตัวเลขที่หลายคนตาโตจนอยากทำเว็บไซต์ตาม ต่อจากนั้นก็มีการซื้อเว็บไซต์ที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สื่อออนไลน์ในเวลานั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของคนที่มาจากแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์

แต่ในเวลานั้นคำว่า “Content is King” ยังไม่หลุดมาจากปากของบิล เกตต์ คนที่อยู่ในแวดวงออนไลน์เวลานั้น จึงมองไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเนื้อหา แต่มุ่งไปสร้างสีสัน และทำให้เกิดเว็บบอร์ด เพื่อให้คนมาแสดงความคิดเห็นมากกว่า การพัฒนาของสื่อออนไลน์ในเมืองไทย มาเกิดขึ้นจริงจังหลังการมาถึงของ Social Media อย่างเฟซบุ๊ก เนื้อหาจากสื่อออนไลน์ ถูกนำไปเผยแพร่ต่อ ความสำคัญของ Content เริ่มมีมากขึ้น และกลายเป็นมูลค่าที่หลายคนคาดไม่ถึงในปัจจุจัน

จากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่คนทำงานสายสื่อต้องหันไปพึ่งสื่อออนไลน์ เวลาผ่านไป 20 ปี คนทำงานสายสื่อต้องกลับมาพึ่งสื่อออนไลน์อีกครั้ง เพียงแต่รอบนี้คือการแข่งขันในการสร้าง Content ไม่ได้มีเพียงแค่บทความ คลิป หรือ รูปภาพ แต่เป็น Content ที่ต้องสามารถตอบสนองคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนและ google และต้องรู้จักแพลตฟอร์มที่มีการนำเสนอ Content เดียวกันแต่มีรูปแบบแตกต่างกัน

มาถึงบรรทัดนี้พี่น้องสายสื่อที่กำลังนั่งก้มหน้าโทษฟ้าโทษโชคชะตา ควรจะลุกขึ้นมาและเพิ่มศักยภาพให้ตัวเองจะดีกว่า ใครที่เขียนเป็นอย่างเดียวไม่ถนัดในการใช้กราฟิกหรือโปรแกรมตัดต่อ ควรจะเรียนรู้เพื่อเพิ่มความสามารถให้ตนเอง

ส่วนคนที่ทำเป็นหมดแล้ว การเพิ่มวิสัยทัศน์ด้วยการศึกษาเรื่อง Digital Marketing จะทำให้คุณได้มีโอกาสมากขึ้น เรื่องเหล่านี้สามารถศึกษาด้วยตัวเอง ขึ้นอยู่กับคุณเองว่าจะพยายามหรือไม่ หรือจะนั่งถอนหายใจไปวัน ๆ แล้วคิดถึงโลกใบเก่าที่ไม่มีวันหวนกลับมา อย่าลืมนะคะว่า “โชคชะตา” คือ เรื่องที่คุณต้องลิขิตเองไม่มีใครสร้างให้คุณได้

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ